ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา ปลูกยางในที่ลุ่ม คุ้มค่าหรือไม่?
ปลูกยางในที่ลุ่ม คุ้มค่าหรือไม่? PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 05 สิงหาคม 2011 เวลา 12:54 น.

ปลูกยางในที่ลุ่ม คุ้มค่าหรือไม่?

                กระแสการตื่นยางแพร่ระบาดไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรมือเก่าเกษตรกรมือใหม่ หรือผู้ที่อยากทำสวนเกษตรเป็นงานอดิเรก ชั่วโมงนี้ล้วนแต่มองยางพาราเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆทั้งสิ้น  เหตุเพราะราคายางในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นแรงจูงใจ ประกอบกับการส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่การปลูกยางในที่แห่งใหม่ของรัฐบาลเพื่อรองรับความต้องการการใช้ยางของโลกที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

                การให้การส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือหน่วยงานจากภาครัฐอื่นๆ ล้วนสงเสริมให้ปลูกยาง บนพื้นที่ๆเหมาะสมทั้งสิ้น กล่าวคือพื้นที่ๆเหมาะสมในการปลูกยางจะต้องมีลักษณะ ดังนี้

  1. เป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่เกิน 35 องศา หากมีความลาดชันมากกว่า 15 องศาจะต้องปลูกตามแนวระดับและทำขั้นบันได
  2. หน้าดินไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นหินหรือชั้นดินดาน
  3. ระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่า 1 เมตรการระบายน้ำดีไม่เป็นพื้นที่นาหรือน้ำท่วมขัง
  4. ดินมีความเป็นกรดเป็นด่าง (PH)ระหว่าง 4.5-5.5
  5. ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร เพราะยิ่งสูงอัตราการเจริญเติบโตยิ่งลดลง
  6. ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,250 มิลิเมตรต่อปี
  7. จำนวนวันฝนตก 120-150 วันต่อปี

ด้วยความต้องการเป็นเจ้าของสวนยางตามกระแส การตัดสินใจปลูกยางพาราของเกษตรกรจึงไม่พิจารณาข้อมูลหรือศักยภาพของพื้นที่ของตนว่าเหมาะสมหรือไม่ ทำให้พบเห็นสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมขัง หรือที่นา จนเข้าใจผิดว่าสามารถปลูกได้ แท้ที่จริงแล้วปลูกยางพาราในที่ลุ่มนั้นเจ้าของสวนต้องลงทุนปรับสภาพพื้นที่และเพิ่มการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษอย่างมากมาย น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานาน ต้นยางจะเจริญเติบโตช้าและไม่ต้านทานโรค เปิดกรีดได้ช้า ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ต้นยางจะเอนและล้มง่ายเมื่อโดนลมแรง

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบเจ้าของสวนยางพาราท่านหนึ่งที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ที่กล้าปลูกยางเชิงทดลอง เพราะความอยากรู้ของท่านเอง คือ คุณละมัย โพธิ์ทัยเมื่อได้พูดคุยจึงทราบว่าบอกว่า    คุณละมัยมีความรักและชื่นชอบในอาชีพเกษตร ทำสวนส้มเขียวหวาน ณ ที่แห่งนี้มานานและเคยใช้สวนแปลงนี้เป็นแปลงสาธิตการปลูกส้มเขียวหวานในอดีต จนกระทั่งเกิดปัญหาคุณภาพของน้ำที่ใช้ในการเกษตรเสีย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโรงงานไฟฟ้าวังน้อย ทำให้ชาวสวนส้มในละแวกนี้ประสบปัญหาขาดทุน  จำใจต้องย้ายสวนส้มไปปลูกที่จังหวัดกำแพงเพชร รวมทั้งตนเองด้วย

แต่ด้วยเหตุที่ตนเป็นคนพื้นเพจังหวัดตรัง เกิดมากับยาง รู้จักยางมาตั้งแต่เด็กและเพื่อรำลึกความหลังวัยเยาว์ จึงนึกอยากทดลองปลูกยางในร่องสวนส้มเดิมว่าผลออกมาเป็นอย่าไรท่ามกลางการคัดค้านของสามี และลงมือปลูกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เรื่อยมาจนครบ 50 ไร่ ใช้ยางชำถุงเป็นวัสดุปลูกเลือกใช้พันธุ์ 3 ได้แก่ RRIM 600  สถาบันวิจัยยาง 251( RRIT251)และพันธุ์ที่ได้มาจากนายขำนุชิตศิริภัทราเกษตรกรจังหวัดตรัง

เนื่องจากเป็นการปลูกยางลงบนสวนส้มเดิมจึงจึงใช้ระยะปลูก ระหว่างต้นประมาณ 3 เมตร ระหว่างแถว (ร่อง) 8 เมตร ขนาดร่องน้ำประมาณ 1.50 เมตร  การจัดการน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต้องคอยควบคุมมิให้ระดับน้ำในร่องไม่ให้สูงพ้นเกินระดับที่รากยางหยั่งไปถึง (บริเวณที่วงกลม)  และป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง   จึงจำเป็นต้องยกคันคูรอบสวนทั้ง 50 ไร่ให้สูง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 10 แรงม้า ท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้วไว้คอยควบคุมระดับน้ำตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อเข้าฤดูฝนยิ่งต้องเพิ่มการควบคุมอย่างใกล้ชิด    เพราะหากปล่อยให้น้ำ   ท่วมเข้าในสวนยางได้จะแก้ไขลำบากอย่างยิ่ง

 สวนแห่งนี้ได้มีการลงทุนด้าน  การจัดการน้ำภายในสวนส้มเดิมไว้อยู่แล้ว   จึงไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากมาย แต่หากคิดลงทุนดัดแปลงพื้นที่นามาทำสวนยางพารา คุณละมัยก็ไม่แนะนำเช่นกันเพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก 

ตามธรรมชาติรากยางจะเจริญงอกงาม แผ่ปกคลุมรอบบริเวณทรงพุ่ม ในบริเวณพื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง  ดังนั้นเมื่อรากเจริญแผ่มาพบกับน้ำในร่องก็จะเริ่มหยุดชะงักทำให้ประสิทธิภาพการหาอาหารของราก  ลดลงส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตลดลงตามไปด้วย

น้ำและความชื้นในสวนยาง

                เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงโดยรอบเป็นพื้นที่ทำนาทั้งปี           ประกอบกับภายในสวนยางทุกแถวมีน้ำล้อมรอบ ทำให้ปริมาณความชื้นในบรรยากาศของสวนค่อนข้างสูง   เป็นผลให้ยางทยอยผลัดใบ   มีการผลัดใบไม่พร้อมกัน  ช่วงเช้าตรู่มักมีหมอกลงเสมอ ทำให้ใบอ่อนที่แตกใหม่ประสบปัญหาเรื่องเชื้อราเข้าทำลาย ทำให้ใบร่วง  สวนยางแห่งนี้เพิ่งเปิดกรีดมาได้ไม่ถึงปี จึงยังไม่มีปัญหาเรื่องความชื้นกับหน้ากรีด แต่ในระยะยาว หากขาดการจัดการที่ดีพอก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน

 

การบำรุงรักษาสวนยาง

เจ้าของสวนยางใส่ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงอย่างสม่ำเสมอและใช้ปุ๋ยเคมีเสริมเมื่อเริ่มเปิดกรีด   จึงทำให้สวนยางได้รับธาตุอาหารอย่างเต็มที่   ประกอบกับเป็นสวนส้มเก่าซึ่งมีการใช้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ  จึงมีธาตุอาหารเหลือตกค้างอยู่มาก  ยางจึงมีการเจริญเติบโตดี แต่ลักษณะใบมีอาการผิดปกติ อาจเนื่องมาจากปริมาณธาตุอาหารในดินขาดความสมดุล    เจ้าของต้องมีการขุดลอกดินเลนในร่องน้ำขึ้นมาถมบริเวณตลิ่ง หรือชายขอบร่องเสมอเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ต้นยาง และป้องกันการลื่นไถลจากการเหยียบใบยางแห้งเนื่องจากเป็นดินเหนียวในกรณีลอกดินเลนขึ้นมาก็มีปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อเนื่องได้แก่ เมื่อดินเลนแห้งแตกระแหงมากๆทำให้เกิดแรงดึงรากยางให้ขาดได้  จึงต้องมีการให้น้ำเพื่อให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอป้องกันดินแตกระแหง เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การกรีดยาง และเก็บน้ำยางต้องกระทำด้วยระมัดระวัง เพราะต้องเดินข้ามร่องสวนที่พาดด้วยไม้ท่อนเดียว แม้มีความชำนาญก็ มีโอกาสพลัดหล่นร่องสวน จึงใช้เวลาในการกรีดและเก็บน้ำยางมากกว่าสวนปกติ น้ำยางที่เก็บรวบรวมได้คุณละมัยนำไปทำยางแผ่นผึ่งแห้ง ได้ยางแผ่นคุณภาพดี เก็บรวบรวมแล้วนำไปขายถึงอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

คุณละมัยเอาชนะธรรมชาติด้วยใจรักและศักยภาพที่ตนมีอยู่ แต่สำหรับเกษตรกรอีกหลายรายที่คิดปลูกยางลงในที่ลุ่มแต่ไม่สามารถลงทุนควบคุมระน้ำหรือสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับยางได้   ก็ไม่ควรฝืนปลูก ควรใช้ประโยชน์จากที่นาหรือที่ลุ่มดังกล่าวทำนาหรือใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมมากกว่า อย่างน้อยพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยจะได้ไม่ต้องลดลง.......

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 05 สิงหาคม 2011 เวลา 13:12 น.