ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

ความรู้เกี่ยวกับน้ำยางและองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง ความรู้เกี่ยวกับน้ำยาง และองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง
ความรู้เกี่ยวกับน้ำยาง และองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง PDF พิมพ์
ผลิตภัณฑ์จากยางพารา - ความรู้เกี่ยวกับน้ำยางและองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 19 เมษายน 2011 เวลา 09:07 น.

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับน้ำยาง และองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง

ดร. อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์  ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

      ยางอาจจะใช้เป็นอุปกรณ์ในการบูชาเทพเจ้า ในชนพื้นเมืองเผ่าอินคา เผ่ามายา เผ่าออลเมค เผ่าอัสเตค ฯลฯ  (ราว ค.ศ. 600) และมีการค้นพบยางที่หล่อเป็นรูปคนและลูกกลมๆ ในก้นบ่อเครื่องสังเวย นอกจากจะใช้ยางในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังนำไปใช้   ประประโยชน์อื่นๆ เช่น ทางกีฬา ของใช้ต่างๆ  ฯลฯ

ค.ศ. 1826  ฟาราเดย์

ยางธรรมชาติเป็นสารที่ประกอบด้วย     ธาตุ คาร์บอน  และ  ไฮโดรเจน 

มีสูตรเอ็มไพริเคิล คือ C5H8 

ที่มาน้ำยางสด

        น้ำยางสดเป็นส่วนของ ไซโตพลาซึม (Cytoplasm) ในท่อน้ำยางของต้นยาง

 ไหลออกมาจากท่อน้ำยางโดย วิธี กรีดหรือเจาะ  ลักษณะ  ลำต้น  ตาม หน้าตัดขวาง

ท่อน้ำยาง

•มีลักษณะเป็นท่อที่เกิดจาก เซลต่อกัน

•โดยตรงปลายของแต่ละเซล ทะลุถึงกัน

 •มีส่วนเชื่อมโยงถึงกันเป็น ตาข่าย

 ท่อน้ำยาง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณ เปลือกชั้นใน ของลำต้น

บริเวณใกล้ เนื้อเยื่อเจริญ และ จะค่อย ๆ ลดน้อยลงในบริเวณเปลือกชั้นนอก

 ต้นยาง เปลือกหนา มีจำนวนท่อน้ำยางมากกว่า   ต้นยาง เปลือกบาง

โคนต้นยาง เปลือกหนา มีปริมาณท่อน้ำยางมาก

  

เยื่อเจริญ เป็นส่วนอยู่ระหว่างเปลือกกับเนื้อไม้  เป็นส่วนที่สร้างความเจริญเติบโตให้แก่ต้นยาง สร้างเปลือกงอกใหม่ทดแทนเปลือกที่ถูกกรีดไป ขณะกรีดยางต้องระวังมิให้บาดหรือทำลายถูกเนื้อเยื่อเจริญ กรีดยางแต่ละครั้งให้ห่างจากเนื้อเยื่อเจริญประมาณ 1 มิลลิเมตร

  สมบัติทั่วไปของน้ำยางสด

•มีลักษณะเป็น ของเหลวสีขาว เหมือนน้ำนม •มีสภาพเป็นคอลลอยด์ หรือ สารแขวนลอย •มีความหนาแน่น 0.975-0.980 กรัมต่อมล. •มีค่า pH ประมาณ 6.5 ถึง 7.0 •มีความหนืดประมาณ 12-15 centipoises

อนุภาคของน้ำยางธรรมชาติ

 ต้นยางอ่อน (อายุ 1-3 ปี)  ขนาดอนุภาคเล็ก รูปร่างค่อนข้างกลม ขนาดอนุภาคโดยเฉลี่ยของยางพันธุ์ RRIM 600 (1-7 ปี)   ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของอนุภาคโดยเฉลี่ย จะค่อยๆเพิ่มขึ้น จาก 0.28 ไปเป็น 0.68 ไมครอน

ต้นยางที่โตเต็มที่ (Mature Tree-age)

การกระจายตัวของขนาดอนุภาคอยู่ในช่วง 0.04 - 4.0 ไมครอน

มีขนาดอนุภาคโดยเฉลี่ย ประมาณ 1 ไมครอน น้ำหนักโมเลกุลของยางธรรมชาติ

RRIM 600  อายุต่างๆ กัน(1 - 7 ปี )

ส่วนประกอบของน้ำยาง

  น้ำยางธรรมชาติ เป็นสารที่ไม่บริสุทธิ์

  ปริมาณของเนื้อยางแห้งระหว่าง 25 ถึง 45 %

  ความแตกต่างระหว่าง ปริมาณสารที่เป็นของ  แข็งทั้งหมด และ ส่วนที่เป็นเนื้อยางแห้ง ประมาณ 3 %

ส่วนประกอบของน้ำยาง

น้ำยางสดมาปั่นด้วยความเร็วสูง     (20,000 รอบต่อนาที )

แยกน้ำยางออกได้ 4 ส่วน ดังนี้

1) ส่วนของเนื้อยางแห้ง

2) อนุภาคเฟรย์-วิสลิ่ง

3) เซรุ่ม

4) ตะกอนสีเหลืองหรือขาว สารพวกลูทอยด์

  

ส่วนประกอบของอนุภาคเม็ดยาง

เมื่อนำอนุภาคเม็ดยาง มาวิเคราะห์ พบส่วนประกอบโดยประมาณดังนี้

เนื้อยางไฮโดรคาร์บอน  86%

น้ำที่เจือติดเข้าไปในอนุภาค  10%

สารโปรตีน  1%

สารพวกไลปิด ไขมัน  3%

พวกโลหะ (Mg, P, Cu)  ไม่เกิน 0.05%

1 ส่วนของเนื้อยางแห้ง

1.1 อนุภาคยาง

 อนุภาคยางจะแขวนลอยในน้ำ ประกอบด้วยสารประกอบพวก ไฮโดรคาร์บอน

 มีชื่อโครงสร้างทางเคมีว่า ซิส 1,4 โพลิไอโซปรีน

 มีความหนาแน่นเท่ากับ 0.92 กรัมต่อลบ.ซม.

เนื้อยาง

เป็นสารไฮโดรคาร์บอน cis-1,4 polyisoprene 

มีความหนาแน่น  0.92 กรัมต่อ ลบ.ซม.

รูปวาด อนุภาคยางธรรมชาติ   

 อนุภาคยาง 1 mm

ภายในอนุภาคยาง ประกอบด้วย โครงสร้างโมเลกุลของยางมากมาย

เนื้อยางแห้งไฮโดรคาร์บอน

ประกอบด้วย 2 ส่วนที่มีพฤติกรรมการละลายในตัวทำละลายที่ต่างกัน คือ

1. ส่วนที่ละลายในตัวทำละลาย (sol fraction)

2. ส่วนที่ไม่ละลายในตัวทำละลาย (gel fraction)

อัตราส่วน sol/gel ขึ้นอยู่กับชนิดตัวทำละลาย

ส่วนที่เป็นเจล (Gel fraction)

ปริมาณเจลลดลง เมื่อสัมประสิทธิการแพร่ของตัวทำละลายในยางเพิ่มขึ้น

ปริมาณเจล ยังขึ้นกับปริมาณไนโตรเจนในน้ำยาง

การเติมของเหลวมีขั้วเช่น อะลิฟาติกแอลกอฮอล์ ปริมาณเล็กน้อย ในตัวทำละลาย สามารถลดปริมาณเจลลง

การขจัดโปรตีนออกจากน้ำยางด้วยเอนไซม์ สามารถลดปริมาณเจลลงได้มาก

ปริมาณเจลในยาง

   ยอมรับกันทั่วไปว่า ปริมาณเจลของยางไฮโดรคาร์บอนในน้ำยางสดมีค่าน้อยมาก

น้ำยางสดที่กรีดใหม่จากต้นที่กรีดสม่ำเสมอ ปริมาณเจล อาจเป็นศูนย์

ปริมาณเจลของอนุภาคยางเพิ่มขึ้น เมื่ออายุของน้ำยางเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเนื่องจากต้นยางอายุมาก หรือตั้งน้ำยางทิ้งไว้หลังจากการกรีดจากต้น

แสดงว่าปฏิกิริยาการเชื่อมโยงเกิดขึ้นทันทีหลังกรีดน้ำยาง

ปริมาณเจลในยาง

อัตราการเชื่อมโยงขึ้นอยู่กับการที่สารบางตัวจากส่วนที่เป็นน้ำ เข้าไปในอนุภาคยาง

ดังนั้นระดับการเชื่อมโยงจะสูงสุดในอนุภาคยางที่มีขนาดเล็กที่สุด

พบว่าเจลในยางธรรมชาติ ส่วนใหญ่มาจากอนุภาคยางที่เล็กมากๆ

ขนาดอนุภาคน้ำยางสดที่ไม่ละลายในตัวทำละลาย (Gel) มีขนาดประมาณ 100 nm   ในขณะที่ขนาดอนุภาคยางเฉลี่ยเท่ากับ 1000 nm

ถ้าส่วนเจลนี้มีขนาดอนุภาคเล็กมากๆ ส่วนเจลนี้จึงถูกเรียกว่า ไมโครเจล (microgel)

น้ำยางประกอบด้วยอนุภาคยางขนาดต่างๆ ซึ่งความเข้มข้นของการเชื่อมโยงลดลงเมื่อขนาดอนุภาคใหญ่ขึ้น

แต่ในแต่ละอนุภาคยาง ความเข้มข้นของการเชื่อมโยงเพิ่มขึ้น เมื่ออายุของน้ำยางมากขึ้น

ดังนั้นน้ำยางข้น จึงประกอบด้วย

อนุภาคยางขนาดเล็กที่มีการเชื่อมโยงสูง

อนุภาคยางขนาดใหญ่ที่มีการเชื่อมโยงต่ำ และ

อนุภาคยางขนาดปานกลาง ที่มีการเชื่อมโยงระดับกลาง

ธรรมชาติของการเชื่อมโยง

โมเลกุลยางธรรมชาติไม่ได้ประกอบด้วยคาร์บอน และไฮโดรเจน เท่านั้น แต่ยังมีออกซิเจนในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากกรุ๊ฟคาร์บอนิล และเอสเทอร์

ส่วนของไมโครเจลจึงเกิดจาก polar interaction ระหว่างคาร์บอนิลและเอสเทอร์บนโมเลกุลยางกับโปรตีน

อนุภาคของไมโครเจลในเนื้อยางแห้งยึดกันอยู่ในโครงสร้างตาข่ายหลวมๆกับสารพวกโปรตีน ดังนั้นเมื่อสารประกอบไนโตรเจนลดลง ปริมาณจึงเจลลดลง

ธรรมชาติของการเชื่อมโยง

ความสามารถในการละลายของตัวทำละลายจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำลายแรงดึงดูดระหว่างขั้วของโมเลกุลยางกับโมเลกุลของโปรตีน

การที่ปริมาณเจลลดลงเมื่อ สปส. การแพร่ของตัวทำละลายในยางมากขึ้น ชี้ให้เห็นว่า โมเลกุลของตัวทำละลายต้องสามารถแพร่เข้าไปในโครงสร้างตาข่าย และจะมีประสิทธิภาพหากสามารถทำลายการดึงดูดระหว่างขั้วนี้ได้

ธรรมชาติของการเชื่อมโยง

การเติมของเหลวมีขั้ว เช่น แอลกอฮอล์ ในตัวทำละลาย จึงสามารถลดปริมาณเจลลงได้ เนื่องจากของเหลวนี้สามารถเข้าไปทำลายการดึงดูดระหว่างขั้วนี้ได้นั่นเอง

การขจัดโปรตีนด้วยเอนไซม์ ลดปริมาณเจลลงได้ต่ำมากๆ เพราะว่าการเชื่อมโยงระหว่างโปรตีนกับโมเลกุลยางถูกทำลายเช่นกัน

มวลโมเลกุลของอนุภาคน้ำยางสด

มวลโมเลกุลของส่วนที่เป็นเจลมีค่าอนันต์

มวลโมเลกุลของส่วนที่ละลายได้ มีค่าอยู่ในช่วงกว้าง

มวลโมเลกุลเฉลี่ยโดยจำนวน (Mn) มีค่าประมาณ 3 x 105 daltons แต่มวลโมเลกุลเฉลี่ยโดยมวล (น้ำหนัก) Mw มีค่าสูงกว่ามากคือ 1.8x106 daltons

ดังนั้นอัตราส่วนระหว่าง Mw/Mn มีค่าประมาณ 6 แสดงว่าโมเลกุลของยางมีขนาดแตกต่างกันมาก มีการกระจายมาก เป็น Polydisperse

มวลโมเลกุลของยางโดยน้ำหนักลดลงอย่างมาก เมื่อนำน้ำยางไปขจัดโปรตีนออกด้วยเอนไซม์ และปริมาณเจล ลดลงเช่นกัน โดยที่มวลโมเลกุลโดยจำนวนไม่ลดลง

ภายใน 3 อาทิตย์ของการขจัดโปรตีน Mw ลดเหลือ 6x105 daltons จากนั้นจะมีค่าคงที่

ค่า polydispersity, Mw/Mn ลดลงเหลือประมาณ 3

แสดงว่าโมเลกุลของยางที่มีมวลโมเลกุลสูงมากนั้น เกิดจาก interaction ระหว่างโมเลกุลยางที่มีขนาดเล็กกับสารพวกโปรตีนในน้ำยาง

ผลที่ตามมาอีกอย่างหนึ่ง จากการมีกรุ๊ฟมีขั้วเล็กน้อยบนโมเลกุลยาง คือ การค่อยๆเกิดการเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นของโมเลกุลยางทั้งในสภาวะน้ำยางและยางแห้ง

อาจเนื่องมาจาก interaction ระหว่างกรุ๊ฟที่มีขั้วกับ กรุ๊ฟเมลทิลลีนที่ว่องไวบนโซ่โมเลกุลถัดไป การเชื่อมโยงที่เกิดใหม่นี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยางแข็งขึ้นระหว่างการเก็บ (storage hardening) ซึ่งสามารถยับยั้งได้โดยการเติมสารโมโนฟังก์ชั่นนอลคาร์บอนิล เช่นไฮดรอกซิลอะมีน

    อีกสาเหตุหนึ่งของการแข็งตัว อาจเกิดจากไฮโดรเปอร์ออกไซด์ ในน้ำยาง ซึ่งเกิดจากระบบรีดอกซ์ของยางกับส่วนที่ไม่ใช่ยาง ซึ่งผลที่ตามมาสามารถเกิดได้ทั้งการเชื่อมโยง และการขาดของโซ่โมเลกุลยาง

ระบบรีดอกซ์นี้สามารถกระตุ้นด้วยการเติม พอลิอะมีน เช่น tetraethylenepentamine และยับยั้งด้วยการเติม   ฟอร์มัลดีไฮด์

1.2 โปรตีน

โปรตีนทั้งหมดที่มีอยู่ในน้ำยาง ประกอบด้วย

โปรตีนที่ห่อหุ้มอยู่ตรงผิวรอบนอกของอนุภาคยาง ประมาณ 25 %

โปรตีนที่อยู่ในชั้นน้ำ 50 % และ

โปรตีนปนอยู่ในสารลูทอยด์ อีก 25 %

ที่ผิวนอกของอนุภาคน้ำยางสดเชื่อว่าเป็นโปรตีน ซึ่งเป็นชั้นดูดซับ

ส่วนของชั้นโปรตีนนี้เองที่ทำให้อนุภาคยางมีประจุลบ

จุดไอโซอิเล็กติค ของอนุภาคยาง มีค่าเท่ากับ pH ประมาณ 4.1  (จุดไอโซอิเล็กติค คือจุดที่ประจุบวกและประจุลบ บนโมเลกุลสมดุลย์กัน คือไม่แสดงประจุ และการละลายน้อยที่สุด )

โปรตีนบนผิวของอนุภาคยาง จะมี กำมะถันอยู่ประมาณ 5 % ดังนั้นขณะที่น้ำยางเกิดการสูญเสียสภาพ จะเกิดการบูดเน่า

โปรตีนส่วนนี้จะสลายตัว ให้สารประกอบพวก ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และ  สารเมอร์แคปแทน ทำให้มีกลิ่นเหม็น

 

1.3 ไขมัน (Lipid) 

ไลปิดบนอนุภาคน้ำยางสดประกอบด้วย sterols, sterol esters (ประมาณ 0.4 % m/m), fats และ waxes (ประมาณ 0.6 % m/m) และฟอสโฟไลปิด (ประมาณ 2 % m/m)

sterols, sterol esters, fats และ waxes ส่วนใหญ่อยู่ในอนุภาคยาง ซึ่งอาจละลายอยู่ในเนื้อยางไฮโดรคาร์บอน

สำหรับฟอสโฟไลปิด เป็นส่วนดูดซับอยู่ที่ผิวของอนุภาคยาง

1.3 ไขมัน (Lipid) 

ไขมันที่อยู่ระหว่างผิวของอนุภาคยางและโปรตีน ส่วนใหญ่เป็นสารพวก ฟอสโฟไลปิค ชนิด -Lecithin

 เชื่อว่าทำหน้าที่ ยืดโปรตีน ให้เกาะอยู่บนผิวของ อนุภาคยาง เนื่องจากโมเลกุลเลซิตินแสดงประจุบวกที่ pH ของน้ำยางสด ในขณะที่โปรตีนแสดงประจุลบ ทำให้เกิดพันธะอิออนระหว่างกัน

ฟอสโฟไลปิด ชนิด a-Lecithin

น้ำยางในสภาวะที่เป็นด่าง เช่น มี แอมโมเนียอยู่ (ราว 0.6% ขึ้นไป)

สารฟอสโฟไลปิค จะถูกไฮโดรไลซ์

เป็นกรดไขมันที่มีโมเลกุลยาว ซึ่งจะร่วมตัวกับแอมโมเนีย กลายเป็น สบู่

ทำให้น้ำยางมี ความเสถียรยิ่งขึ้น

 สารฟอสโฟไลปิค
   ไฮโดรไลซ์ ใน ด่าง

 น้ำยางที่มีแอมโมเนียปริมาณน้อย (ประมาณ  0.2% ในน้ำยาง)

 การไฮโดรไลซิส จะเกิดขึ้นน้อย

 จำเป็นต้อง เพิ่มสบู่ เพื่อเพิ่มความเสถียรของน้ำยาง

2  ส่วนที่ไม่ใช่ยาง

2.1 ส่วนที่เป็น น้ำหรือเซรุ่ม

ก. คาร์โบไฮเดรต

ข. โปรตีนและกรดอะนิโน

ค. ส่วนของสารอื่นๆ

2.2 ส่วนของลูทอยด์ และสารอื่น ๆ

2.1 ส่วนที่เป็นน้ำ (Aqueous phase)

เป็นสารละลายน้ำ ที่มีความหนาแน่น 1.02 กรัมต่อมิลลิลิตร

ประกอบด้วย

 ก. คาร์โบไฮเดรต

ข. โปรตีนและกรดอะมิโน

ค.  สารอื่นๆ

 

   ก.   คาร์โบไฮเดรต

 เป็นสารพวก แป้ง และ น้ำตาล

  มีอยู่ในน้ำยางประมาณ 1 เปอร์เซนต์

 น้ำตาลส่วนใหญ่เป็นชนิด คิวบราซิทอล

 มีน้ำตาลชนิด กลูโคส ซูโคส ฟรุกโตส ปริมาณเล็กน้อย

(Quebrachitol)

น้ำตาลเหล่านี้
จะถูกแบคทีเรีย
ใช้เป็นอาหาร

   ก.   คาร์โบไฮเดรต (ต่อ)

แบคทีเรีย ในสารเป็นอาหาร แล้วจะ

   เกิดปฏิกิริยาการย่อยสลายตัวให้กรดโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก

 น้ำยางเกิดสูญเสียสภาพและรวมตัวเป็นก้อน

 กรดเหล่านี้เป็น กรดที่ระเหยได้ง่าย

ข. โปรตีนและกรดอะมิโน

ในชั้นน้ำมีโปรตีนอยู่หลายชนิด ชนิดหลักที่พบคือ  a-globulin และ hevein

a-globulin เป็นโปรตีนที่มีผิวที่ว่องไว มีมวลโมเลกุลประมาณ 2x105 daltons ดูดซับได้ง่าย ระหว่างชั้นของอากาศและของเหลว และระหว่างชั้นของน้ำมันกับน้ำ

ไม่ละลายในน้ำกลั่น แต่ละลายในเกลือที่เป็นกลาง และละลายในสารละลายกรดและด่าง

a-globulin

มีจุดไอโซอิเล็คติคที่ pH 4.8 ใกล้เคียงกับของอนุภาคยาง

น้ำยางสดจะเสียสภาพคอลลอยด์ ที่ pH ที่ a-globulin ละลายได้น้อยที่สุดในตัวกลางน้ำ

ความคล้ายกันระหว่าง จุดไอโซอิเล็คติค ของ a-globulin ที่ละลาย กับอนุภาคยาง และความคล้ายกันระหว่างสภาพคอลลอยด์ของสารทั้งสอง ทำให้เชื่อว่า a-globulin เป็นโปรตีนสำคัญที่อยู่ที่ชั้นโปรตีนบนผิวของอนุภาคยาง

Hevein

มีจุดไอโซอิเล็คติคที่ pH 4.5

ประกอบด้วยกำมะถัน 5 % ดังนั้น เมื่อน้ำยางสูญเสียสภาพ โปรตีนนี้จะสลายตัวให้สารประกอบไฮโดรเจนซัลไฟด์ และสารเมอร์แคปแทน ทำให้มีกลิ่นเหม็น

มีผิวที่ว่องไวเล็กน้อย ละลายในน้ำได้ทุก pH และไม่ตกตะกอนจากน้ำเดือด

ไม่มีผลต่อสภาพคอลลอยด์ของน้ำยาง

พอลิเปปไทด์และกรดอะมิโน

พบในส่วนของน้ำในน้ำยางสด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพอลิเปปไทด์และกรดอะมิโน เป็นตัวเริ่มต้นในการเกิดอนุภาคยาง หรืออาจมาจากการสลายตัวของโปรตีนในน้ำยาง

การแพ้โปรตีนจากยาง

มีการแพ้โปรตีนที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เตรียมจากน้ำยางธรรมชาติ

การแพ้ที่รุนแรงที่สุดคือ anaphylactic shock อาการคือ ความดันเลือดต่ำ หายใจลำบาก การเต้นของหัวใจเร็วขึ้น และหมดสติ ทำให้เสียชีวิตได้

การแพ้เนื่องมาจากโปรตีนที่ละลายน้ำได้ที่อยู่ใน    ผลิตภัณฑ์ ดังนั้น หากมีการล้างฟิลม์ยางที่วัลคาไนซ์แล้วด้วยน้ำอย่างพอเพียงน่าจะลดปัญหาการแพ้ได้

เหตุผลที่ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากในเรื่องการแพ้โปรตีนจากผลิตภัณฑ์น้ำยาง น่าจะมาจากหลายเหตุผลเช่น ความต้องการใช้ถุงมือ และถุงยางอนามัยที่มากขึ้น ทำให้มีการเร่งผลิตอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ทำการชะล้างผลิตภัณฑ์อย่างไม่เพียงพอ

ผลิตภัณฑ์ผลิตในประเทศที่ผลิตน้ำยางสดทำให้โปรตีนทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียที่เป็นตัวรักษาสภาพน้อยลง ซึ่งเป็นไปได้ว่าการทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียมากขึ้นอาจลดปัญหาการแพ้ลงไปได้

ค. ส่วนของสารอื่นในส่วนของน้ำ

ด่างที่มีไนโตรเจนอิสระ เช่น choline และ methylamine

กรดอินทรีย์

inorganic anions (Phosphate และ Carbonate)

โลหะอิออน (Potassium, magnesium, iron, sodium และ copper)

Thiols

เอนไซม์   เป็นต้น

2.2 ส่วนของลูทอยด์และสารอื่น ๆ

มีสาร โพลีฟีนอลอ๊อกซิเดส  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยางมีสีเหลือง หรือ สีคล้ำ (เมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ)

 ก. ลูทอยด์ เป็นอนุภาคค่อนข้างกลม

 ห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ ภายในเยื่อบาง

 มีทั้งสารละลายและสารที่แขวนลอย

 ส่วนใหญ่ประกอบด้วย โปรตีน

ลูทอยด์

ลูทอยด์ห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อชั้นเดียว

เกิดการออสโมซิสง่าย ทำให้ลูทอยด์สามารถเกิดการบวมตัวและแตกง่าย

ขณะที่ลูทอยด์เกิดการพองตัว มีผลทำให้น้ำยางมี ความหนืดเพิ่มขึ้น

แต่เมื่อลูทอยด์แตก ความหนืดก็จะลดลง

   ลูทอยด์

อุณหภูมิสูงขึ้น ตัวลูทอยด์ จะบวมและแตกออก

เมื่อ ลูทอยด์แตก ของเหลวภายในที่มีประจุบวก และ อิออนของโลหะ เช่น แคลเซียมอิออน และ แมกนีเซียมอิออน จะปะปนรวมกันอยู่ในเซรุ่ม

ทำให้อนุภาคยางเกิดการรวมตัวกันก่อให้เกิดการ  อุดตันของท่อน้ำยาง มีผลทำให้น้ำยางหยุดไหลหลังกรีด

ลูทอยด์ (ต่อ)

หากเติมแอมโมเนียลงไปในน้ำยางสด จะพบว่า

 ลูทอยด์ และ สารพวก โลหะแมกนีเซียม จะรวมตัวกับแอมโมเนีย เกิดการ ตกตะกอน เป็นตมสีน้ำตาลและสีม่วง

แยกตัวออกจากเนื้อยาง และเกาะรวมกันอยู่ด้านล่างสามารถแยกออกได้

ข. อนุภาคเฟรย์-วิสลิ่ง (frey wyssling)

เป็นสารไม่ใช่ยาง มีปริมาณไม่มากนัก

ขนาดอนุภาคใหญ่กว่ายางแต่ ความหนาแน่นน้อยกว่า

ประกอบด้วยสารเม็ดสีพวก คาโรตินอยด์

สามารถรวมตัวกับแอมโมเนียและแยกตัวออกจาก ยางมาอยู่ในส่วนของเซรุ่ม

จบการบรรบาย

ขอบคุณที่ให้ความสนใจ

Download เอกสาร ไฟล์ Microsoft Powerpoint 2003 เรื่อง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับน้ำยาง และองค์ประกอบต่างๆ ในน้ำยาง

โดย ดร. อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์ ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ที่นี่

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:48 น.