ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง ปาล์มน้ำมันและการจัดการ
ปาล์มน้ำมันและการจัดการ PDF พิมพ์
การพัฒนาเกษตรกร - อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันจันทร์ที่ 01 กันยายน 2014 เวลา 15:15 น.

ปาล์มน้ำมัน

              ปาล์มน้ำมันที่ปลูกในประเทศไทย มีชื่อสามัญว่า African Oil Palm เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา

และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elaeis guineensis Jacq. มีการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ 

                 อาณาจักร: Plantae
                 หมวด: Magnoliophyta
                 ชั้น: Liliopsida
                 ลำดับ: Arecales
                 วงศ์: Arecaceae
                 สกุล: Elaeis
             ปาล์มน้ำมัน (Oil palm) เป็นพืชตระกูลปาล์ม ในโลกนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ Elaeis guineensis ซึ่งเป็นสายพันธุ์

ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกในพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อการค้าทั่วโลก และ Elaeis oleifera เป็นพันธุ์ปาล์มที่ให้น้ำมัน

เช่นกัน แต่ให้น้ำมันน้อยกว่าสายพันธุ์แรก ลักษณะลำต้นของปาล์มน้ำมัน เป็นลำต้นเดี่ยว ขนาดลำต้นประมาณ 12 -

20 นิ้ว เมื่ออายุประมาณ 1-3 ปี ลำต้นจะถูกหุ้มด้วยโคนกาบใบ แต่เมื่ออายุมากขึ้นโคนกาบใบจะหลุดร่วงเห็นลำต้น

ชัดเจน ผิวของลำต้นคล้ายๆ ต้นตาล ลักษณะใบเป็นรูปก้างปลา โคนกาบใบจะมีลักษณะเป็นซี่ คล้ายหนามแต่ไม่คม

มาก เมื่อไปถึงกลางใบหนามดังกล่าวจะพัฒนาเป็นใบ การออกดอกเป็นพืชที่แยกเพศ คือต้นที่เป็นเพศผู้ก็จะให้เกสร

ตัวผู้อย่างเดียว ต้นที่ให้เกสรตัวเมียจึงจะติดผล ลักษณะผลเป็นทลายผลจะเกาะติดกันแน่นจนไม่สามารถสอดนิ้วมือ

เข้าไปที่ก้านผลได้ เวลาเก็บผลปาล์มจึงต้องใช้มีดงอเกี่ยวที่โคนทลายแล้วดึงให้ขาด ก่อนที่จะตัดทะลายปาล์มต้อง

ตัดทางปาล์มก่อน เพราะผลปาล์มจะตั้งอยู่บนทางปาล์ม กระบวนการตัดทางใบปาล์มและตัดเอาทลายปาล์มลง เรียก

รวมๆ ว่าการแทงปาล์ม ปาล์มน้ำมันจัดเป็น พืชเศรษฐกิจ เป็นพืชที่ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่าพืชน้ำมันทุก

ชนิด ปาล์มน้ำมันแต่ละต้นจะกำหนดปริมาณการให้ช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย ล่วงหน้า 33 เดือน โดยขึ้นกับ

ปริมาณน้ำที่ต้นปาล์มน้ำมันได้รับ หากต้นปาล์มได้รับน้ำ ในปริมาณที่เหมาะสมต้นปาล์มก็จะกำหนดให้ลำต้นออกช่อ

ดอกตัวเมียมากกว่าช่อดอกตัวผู้ ในทางกลับกัน หากต้นปาล์มได้รับน้ำ ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต้นปาล์มก็จะกำหนด

ให้ลำต้นออกช่อดอกตัวผู้มากกว่าช่อดอกตัวเมีย ซึ่งช่อดอกทั้งตัวผู้และตัวเมียที่ถูกกำหนดล่วงหน้านี้จะไปผลิออก

เป็นช่อดอกในอีก 33 เดือนข้างหน้า ดังนั้นปาล์มที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว จะให้ผลผลิต

ตามปริมาณน้ำฝนที่ได้รับ หากพื้นที่ที่ปลูกปาล์มน้ำมันมีช่วงฝนแล้ง หรือขาดน้ำหลายเดือน ปาล์มน้ำมันก็จะให้ช่อ

ดอกตัวผู้ในปริมาณมาก หรือแทบไม่ให้ช่อดอกตัวเมียเลย ต้นปาล์มจะมีลักษณะสูงเร็ว เพราะไม่ต้องสูญเสียธาตุ

อาหารในการออกลูกออกผลปาล์มน้ำมันที่ขาดน้ำเป็นระยะเวลาหลายเดือน จะให้แต่ช่อดอกตัวผู้ แทบจะไม่ให้ช่อ

ดอกตัวเมียเลย แม้ว่าจะให้น้ำและปุ๋ยอย่างเต็มที่กับต้นปาล์มในเวลาต่อมา ก็ไม่สามารถแก้ไขให้ต้นปาล์มออกช่อ

ดอกตัวเมียมากขึ้นได้ เพราะปริมาณการออกช่อดอกตัวเมียได้ถูกกำหนดไว้แล้วเมื่อ 33 เดือนที่แล้วตามปริมาณน้ำ

ที่ต้นปาล์มน้ำมันต้นดังกล่าวได้รับ แต่การให้น้ำและปุ๋ยอย่างเต็มที่กับต้นปาล์มในเวลาต่อมา จะไปมีผลกับต้นปาล์ม

น้ำมันในการออกช่อดอกตัวเมียมากขึ้น ในอีก 33 เดือนข้างหน้าอย่างไรก็ตามหากช่อดอกตัวเมียที่ออกมา อยู่ใน

ช่วงฤดูแล้ง หรือภาวะต้นปาล์มขาดน้ำ ช่อดอกตัวเมียก็อาจจะฝ่อไม่ให้ผล เพื่อลดการสูญเสียน้ำของต้นปาล์มน้ำมัน

ศักยภาพปาล์มน้ำมัน

             ปาล์มน้ำมันจัดเป็นพืชน้ำมันที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีการบริโภคน้ำมันปาล์มมากถึง 60

เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันปาล์มทั้งหมด รองลงมา คือ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตสบู่ 9.2 เปอร์เซ็นต์ ใช้ในอุตสาหกรรม

การผลิตของว่าง และขนมขบเคี้ยว 8.6เปอร์เซ็นต์ ใช้อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก เครื่องสำอางค์

น้ำมันหล่อลื่น และยางรถยนต์ 7.6 เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5.9 เปอร์เซ็นต์ และอุตสาหกรรมเนย

1.0 เปอร์เซ็นต์ (ปัญญาหาที่สำคัญในการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรไทย คือ การได้รับพันธุ์ปาล์มที่ไม่ดีไปปลูก

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตปาล์มพันธุ์ดีได้ และการขาดความรู้ในการดูแลรักษา และการจัดการที่ดี

ของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน

น้ำมันพืชที่สำคัญสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันเมล็ดใน

ปาล์มน้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดเรพ น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันมะกอก และในปัจจุบันปาล์มน้ำมันสามารถก้าวเข้ามาเป็น

พืชน้ำมันอันดับ 1 แทนที่ ถั่วเหลือง และมีผลผลิตน้ำมันสูงถึง 36.83 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากผลผลิตน้ำมันต่อไร่

ของปาล์มน้ำมันสูงกว่า ถั่วเหลืองประมาณ 9 เท่าตัว 

พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ พบว่าประเทศที่มีพื้นที่ให้ผลผลิตมากเป็นอันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย

รองลงมาคือ มาเลเซีย ไนจีเรีย ไทย และโคลัมเบีย และเมื่อเปรียบเทียบศักยภาพของปาล์มน้ำมันในการให้ผล

ผลิต/ไร่ พบว่าอินโดนีเซียสามารถให้ผลผลิต/ไร่ได้สูงสุด 3.5 ตัน/ไร่/ปี ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่และปริมาณน้ำฝน

ที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตปาล์มน้ำมัน และประเทศที่ให้ผลผลิตรองลงมาคือ มาเลเซียและไทยตามลำดับ ประเทศ

อินโดนีเซียมีเนื้อที่ปาล์มน้ำมันที่ให้ผลแล้วประมาณ 36 ล้านไร่ รองลงมาคือประเทศมาเลเซีย และไนจีเรีย สำหรับ

ประเทศไทยพบว่ายังมีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศดังกล่าว แต่ยังอยู่อันดับที่ 4

ของโลก

 

พันธุ์ปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมัน (Elaeis guineensis Jacq.) เป็นพืชที่มีอายุยืนยาว เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (perennial crop) มีถิ่นกำเนิด

อยู่ในทวีปแอฟริกากลาง และตะวันตก คำว่า Elaeis มีความหมายตรงกับ คำว่า elaion ซึ่งแปลว่าน้ำมัน ส่วนคำว่า

guineensis มีความหมายว่าแหล่งรวบรวมอยู่ที่ประเทศกินี แอฟริกาตะวันตก ลักษณะของปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ E.

guineensis เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตทลายสูงมีน้ำหนักผล และผลผลิตน้ำมันสูง ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ E. oleifera มี

ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ลักษณะลำต้นเตี้ย ให้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

(unsaturated fatty acid) และให้วิตามินเอและอีสูง แต่ให้ผลผลิตน้ำมันน้อยกว่ามาก จึงไม่นิยมปลูกเพื่อการค้า แต่

ในปัจจุบันใช้ประโยชน์ในการเป็นเชื้อพันธุกรรมในการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

ลักษณะทั่วไป

 

1. ราก
ระบบรากของปาล์มน้ำมันเป็นระบบรากฝอย โดยรากอ่อนจะงอกออกจากเมล็ด เมื่อต้นกล้ามีอายุ 2-4 เดือนรากอ่อน

จะหยุดการเจริญ และหลุดออกไป ระบบรากที่แท้จริงจะงอกออกจากส่วนฐานของลำต้นที่เจริญเติบโตเต็มที่เท่านั้น

รากที่หยั่งลงบนดินจะช่วยยึดลำต้น ต่อมาจะมีการแตกแขนงของรากเพิ่มขึ้นเพื่อยึดดิน และดูดซึมธาตุอาหารและน้ำ

โดยรากจะทอดไปตามแนวนอน และจะสานกันอย่างหนานแน่นที่ความลึกของดินประมาณ 30-50 เซนติเมตร

 

 2. ลำต้น
 ลำต้นปาล์มน้ำมันมีลักษณะตั้งตรง ยอดเดี่ยวเป็นรูปกรวย ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญและใบอ่อน ปาล์มน้ำมันใน 3

แรก จะเจริญเติบโตด้านกว้าง จากนั้นลำต้นจะค่อยๆ ยืดขึ้น โคนใบและข้อจะเห็นเมื่อปาล์มน้ำมันมีอายุมากแล้ว ทาง

ใบจะติดอยู่กับลำต้น 12 ปี หรือมากกว่านั้น แล้วเริ่มหลุดร่วงจากใบล่างขึ้นไป ทางใบจะเรียงเวียนตามลำต้น รอบละ

8 ทางใบ ทั้ง 2 ทิศทาง คือ เวียนซ้ายและเวียนขวา ลำต้นปาล์มน้ำมันจะมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 35-60

เซนติเมตรต่อปี ลำต้นปาล์มน้ำมันมักจะมีความสูงเต็มที่ประมาณ 25-30 เมตร และมีอายุยืนกว่า 100 ปี แต่การปลูก

ปาล์มน้ำมันเป็นการค้า ต้นปาล์มน้ำมันไม่ควรมีอายุเกินกว่า 25-30 ปี เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันที่มีอายุมากจะสูงมาก

ยากต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และให้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่ากับปุ๋ยที่ใส่ 

 

3. ใบ
 ปาล์มน้ำมันมีใบเป็นรูปขนนก (pinnate) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนมีใบย่อยติดอยู่กับทั้ง 2 ข้างทางใบ และมีหนามสั้นๆ

อยู่ทั้ง 2 ข้างทางใบ แต่ละทางใบจะมีใบย่อยประมาณ 100-160 คู่ แต่ละใบย่อยจะยาวประมาณ 100-120

เซนติเมตร กว้าง 4-6 เซนติเมตร

 

4. ดอก
 ปาล์มน้ำมันมีดอกเพศเมียและเพศผู้แยกช่อดอกในต้นเดียวกัน และเป็นพืชแบบผสมข้าม ที่โคนทางใบจะมีตาดอก

1 ตา ซึ่งอาจจะเป็นช่อดอกเพศผู้หรือเพศเมียก็ได้ ในบางครั้งจะพบว่าในช่อดอกเดียวกันมีทั้งดอกเพศผู้ และเพศเมีย

การพัฒนาจากระยะตาดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 33-34 เดือน การเปลี่ยนเพศของตาดอก จะเกิดในช่วง

20-22 เดือนก่อนดอกบาน ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีน้ำและธาตุอาหารสมบูรณ์ ช่อดอกจะพัฒนาเป็นช่อดอก

ตัวเมียเป็นส่วนใหญ่ การผสมเกสรมีแมลงเป็นพาหะโดยเฉพาะด้วงงวงปาล์มน้ำมัน (Eaeidobius kamerunicus) หลัง

จากการได้รับการผสมเกสร 5-6 เดือน ช่อดอกตัวเมียจะพัฒนาไปเป็นทลายปาล์มน้ำมันที่สุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บ

เกี่ยวผลผลิตได้

 

 5. ทลาย

 ทลายปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วยก้านทลาย ช่อทลายย่อย และผลปาล์มน้ำมัน เมื่อผลปาล์มน้ำมันบนทลายสุกเต็มที่

จะมีน้ำหนักประมาณ 1-60 กิโลกรัม จำนวนทลายบนต้นมีผลต้นน้ำหนักต่อทลายด้วย หากมีจำนวนทลายมาก

น้ำหนักต่อทลายจะลดลง

 

 6. ผล
 ผลปาล์มน้ำมันไม่มีก้าน (sessile drup) ผลมีรูปร่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ตั้งแต่ค่อนข้างกลมไปจะถึงเป็น

รูปรี หรือรูปไข่ น้ำหนักต่อผลประมาณ 3-30 กรัม สีของผลสุกมี 3 สี คือ สีส้มสด สีแดง และสีเหลืองซีด

 

7. เมล็ด 
 เมล็ดปาล์มน้ำมันจะแข็ง เป็นลักษณะที่เรียกว่ากะลา (endocarp) และมีเนื้อในเป็นสีขาวซึ่งเป็นแหล่งของน้ำมันด้วย

บนกะลาจะมีช่องสำหรับงอก (germ pore) 3 ช่อง

  

การปลูกปาล์มน้ำมัน

 การเลือกต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ควรเลือกต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่มีลักษณะและมีอายุที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นกล้าเจริญเร็ว

พ้นสภาพวิกฤตในช่วงที่อ่อนแอต่อโรคและศัตรูเป็นต้นปาล์มน้ำมันที่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตเร็ว ให้ผลผลิตสูง และลดค่า

ใช้จ่ายในการดูแลรักษา ต้นกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี ที่นำมาใช้ควรมีอายุอยู่ระหว่าง 8-12 เดือน หรือมีอายุมากกว่า

10 เดือนขึ้นไป มีลักษณะต้นแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่แสดงอาการผิดปกติ ควรเลือกซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสม

ดูร่า x ฟิสิเฟอร่า เท่านั้น แหล่งที่มาของต้นกล้า และเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันทำงอกต้องเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้ ควรจะ

เป็นแหล่งจากแปลงเพาะที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง หรือจากหน่วยงานราชการ การขนย้ายต้นกล้าปาล์มน้ำมันจาก

แปลงเพาะไปยังพื้นที่ปลูก จะต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้ต้นกล้ากระทบกระเทือน ไม่ควรจับหิ้วต้นกล้าและโยนใน

การขนย้ายเข้าประจำหลุมปลูก

การปลูกปาล์มน้ำมัน เมื่อทำการเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่คาดว่าจะได้ผลผลิตสูงมีลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการแล้ว จะ

ต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุดเนื่องจากปาล์มน้ำมันแต่ละต้นต้องการน้ำ วันละ

200 ลิตร เป็นอย่างน้อย ดังนั้นควรเลือกพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,800 มิลลิเมตรต่อปี มี

การกระจายของน้ำฝนสม่ำเสมอ มีช่วงแล้งต่อเนื่อง น้อยกว่า 3 เดือนต่อปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 20 - 30 องศา

เซลเซียส สภาพดินในแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันควรจะเป็นดินร่วนจัด ดินร่วนปนเหนียว หรือดินเหนียว ที่มีระดับธาตุ

อาหารที่พอเพียงต่อการเจริญของต้นปาล์มน้ำมัน ควรเป็นดินที่มีลักษณะอุ้มน้ำพอสมควร เนื่องจากระบบรากของ

ปาล์มน้ำมันมีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำและธาตุอาหารต่ำกว่าพืชอื่นๆ นอกจากนี้ ควรจะต้องมีการใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม

เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินให้เพียงพอต่อการเจริญของต้นปาล์มน้ำมัน

 การเตรียมพื้นที่ปลูกควรดำเนินการในฤดูแล้ง เนื่องจากสะดวกต่อการใช้เครื่องจักรกล ในการล้มหรือรื้อถอนพืช

ปลูกเดิมออก และการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการปลูกปาล์มน้ำมันใหม่ ควรโค่นและกำจัดเศษซากของพืชปลูกเดิมออก

ให้หมด และไถพรวนปรับพื้นดินให้เรียบ การไถพรวนดินควรทำอย่างน้อย 2 ครั้ง การทำแผนผังแปลงปลูกปาล์ม

น้ำมัน จะต้องวางแผนผังแปลงเป็น 3 เหลี่ยมด้านเท่า แต่ละด้านกว้างอย่างน้อย 9 เมตร ทำมุม 60 องศา เท่ากันทุก

ด้าน เพื่อให้การกระจายตัวของของปาล์มน้ำมันในพื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญและการให้ผลผลิต รวมถึงสะดวกใน

การเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย (ภาพที่ 1)
 
ภาพที่ 1 การวางแผนผังปลูกปาล์มน้ำมัน  แบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูก 9 เมตร
 
 หลังการ ปลูกปาล์มน้ำมันควรตรวจดูแปลงปลูกทุกวันในระยะแรก เมื่อพบต้นที่เอนจะต้องปรับลำต้นให้ตรง หากพบ

โรคและศัตรูจะได้ป้องกันกำจัดได้ทันก่อนการแพร่ระบาด หากพบน้ำท่วมขัง ควรระบายออกทันที การใช้สารเคมี

กำจัดวัชพืชในช่วงแรกควรใช้อย่างระมัดระวัง อย่าให้สารเคมีถูกต้นปาล์มน้ำมันในช่วง 1-3 ปีแรก หากพบว่ามีต้น

ปาล์มน้ำมันตาย หรือพบความผิดปกติ รวมถึงการเข้าทำลายของโรคและศัตรูอื่นๆ อย่างรุนแรง ควรขุดต้นกล้านั้นทิ้ง

และปลูกต้นใหม่ให้เร็วที่สุด ต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่นำมาปลูกซ่อม ควรมีอายุ 12-18 เดือน เพื่อให้ต้นกล้าที่นำมาปลูก

ซ่อมเจริญทันกับต้นกล้าที่นำมาปลูกครั้งแรก

 
โรคปาล์มน้ำมัน

 โรคในปาล์มน้ำมันจัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตปาล์มน้ำมัน และทำความเสียหายมากในพื้นที่ที่มี

การระบาดของโรค โรคที่สำคัญในปาล์มน้ำมันตั้งแต่ระยะเมล็ดจนถึงระยะลงแปลงปลูกที่สำคัญ และทำความเสีย

หายอย่างมาก ได้แก่  โรคบราวน์เยิม (Browngerm disease) โรคเมล็ดที่เกิดจากเชื้อ Schizophyllum commune

หรือเห็ดแครง โรคแอนแทรคโนส (Antracenose) โรคใบไหม้ (Seedling blight) โรคใบจุด (Helminthosporium

leaf spot) โรคบลาส (Blast disease) โรคยอดเน่า (Spear rot) โรคทางใบบิด (Crown disease) โรคใบจุด

สาหร่าย (Agal spot, Red rust) โรคลำต้นเน่า (Basal stem rot) โรคลำต้นส่วนบนเน่า (Upper stem rot) โรคผล

ร่วง (Brunch failure) และโรคทะลายเน่า (Marasmius brunch rot) เป็นต้น  โรคที่เกิดในเมล็ดและต้นกล้านั้น จะ

ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและความทานทนต่อโรคอื่นๆ ของปาล์มน้ำมันในระยะยาว เมื่อนำต้นกล้าที่ไม่แข็งแรงไป

ปลูกในแปลงปลูก ส่วนโรคที่ทำความเสียหายในระยะลงแปลงปลูก เช่น โรคลำต้นเน่า มีแนวโน้มที่จะมีการระบาด

ของโรคนี้มากขึ้น  ดังนั้น การทราบถึงอาการและสาเหตุการเกิดโรค ในระยะการเจริญเติบโตแต่ละช่วงอายุ จึงมี

ความจำเป็น เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง ป้องกัน และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพมาก

ที่สุด

 

โรคสำคัญในปาล์มน้ำมัน

 

1. โรคในระยะเมล็ด

โรคของเมล็ดปาล์มน้ำมัน เกิดจากเชื้อสาเหตุหลายชนิดด้วยกัน ที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อรา Aspergillus spp.,

Penicillium spp., Fusarium spp. และ Schizophyllum commune โดยเชื้อรา Aspergillus spp., Penicillium

spp.และ Fusarium spp. จะทำให้เกิดโรคบราวน์เยิมในเมล็ดปาล์มน้ำมัน อาการเริ่มแรกจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาลที่

ปลายรากอ่อนและยอดอ่อน ต่อมาเชื้อจะทำลายจนถึงเนื้อเยื่อคับพะ และเนื้อในของเมล็ด เชื้อราจะแพร่กระจายต่อ

ไปตามลม ส่วนโรคที่เกิดจากเชื้อรา Schizophyllum commune หรือเห็ดแครงนั้นเป็นโรคที่ทำความเสียหายเป็น

อย่างมากในระยะเมล็ด โดยเชื้อจะเข้าทำลายเมล็ดโดยตรง เส้นใยเชื้อราจะเจริญเข้าไปในเมล็ดทางช่องที่จะงอก

เข้าไปทำลายเนื้อในเมล็ด ถ้ามีความชื้นพอเหมาะจะมีการสร้างดอกเห็ดบนเมล็ด และจะระบาดต่อไปในเมล็ดอื่นๆ

พบระบาดมากในเมล็ดที่แตกร้าว

 

2. โรคในระยะต้นกล้า
การระบาดของโรคในระยะนี้ เกิดจากการจัดการ และการดูแลที่ไม่ดี เช่น การให้น้ำมากเกินไป และการวางถุงกล้า

ปาล์มชิดกันจนเกินไป โรคในกล้าปาล์มมีหลายโรคด้วยกัน ได้แก่ โรคแอนแทรคโนส เกิดจากการเชื้อทำลายของ

เชื้อรา 3 ชนิด คือ Botryodiplodia sp., Melanconium sp. และ Glomerella sp. โดยทำให้เกิดจุดแผล เนื้อเยื่อตาย

และยุบตัวลง บนใบของกล้าปาล์มน้ำมัน ถ้าเป็นมากทำให้ชะงักการเจริญเติบโต โรคใบไหม้ เกิดจากเชื้อรา

Curvularis eragrostidis จะพบอาการของโรคบนยอดที่ไม่คลี่ โดยจะเกิดแผลเป็นจุดเล็กๆ ต่อมาจะเป็นแผลขอบนูน

รูปร่างกลมรี ขนาด 7 – 8 มิลลิเมตร หากระบาดรุนแรงอาจมองดูคล้ายไฟไหม้ ใบจะแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล

โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Drechslera halodes และ Helminthosporium sp. อาการของโรคระยะแรกทำให้ใบอ่อน

ของต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ยังไม่คลี่เกิดแผลเป็นจุดกลมสีเหลืองเล็กๆ เท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีดำ

หากระบาดมากใบจะเหลืองทั้งใบ และทำให้ต้นกล้าแห้งตายได้

โรคบลาส เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia lamellifera และ Pythium splendens เชื้อสาเหตุโรคทำให้ใบของต้นกล้า

ปาล์มน้ำมันเปลี่ยนสี และเกิดอาการใบแห้งกรอบ ต่อมาจะทำให้ต้นกล้าจะแห้งตายทั้งต้น

 

3. โรคในระยะลงแปลงปลูก

โรคในระยะลงแปลงปลูกของปาล์มน้ำมัน มีหลายโรคด้วยกัน ตั้งแต่ปาล์มปลูกที่มีอายุน้อย 1 – 3 ปี และต้นปาล์ม

ใหญ่ที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยว และให้ผลผลิต พบว่าในบางโรคนั้นทำให้เกิดความเสียหายมากหากเกิดการแพร่ระบาด

และในบางโรคมีแนวที่จะแพร่ระบาดในอนาคต โรคในระยะลงแปลงปลูกที่สำคัญ ได้แก่ โรคยอดเน่า เป็นโรคที่ยัง

ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด Albertazzi และคณะ (2005) และ Carlos และคณะ (1997) ได้

รายงานว่าการเกิดอาการผิดปกติในลักษณะนี้เกิดจากการควบคุมโดยยีนส์ของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ร่วมกับอาการขาด

ธาตุบางชนิด หรืออาจเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา Fusarium spp. เชื้อแบคทีเรีย

Erwinia sp. และเชื้อรา Phytophthora sp. เป็นต้น อาการของโรคเริ่มแรกจะเกิดแผลฉ่ำน้ำ บริเวณโคนยอดที่ยังไม่

คลี่ จากนั้นแผลจะขยายทำให้ยอดขาด สามารถดึงให้หลุดออกมาได้ โรคทางใบบิด เกิดจากการผิดปกติทางพันธุ

กรรม อาการของโรคนี้จะปรากฏในช่วง 1 – 3 ปี อาการเริ่มแรกจะเกิดแผลสีน้ำตาลแดงและเน่ายาวลงไปตามทางใบ

จากนั้นจะเกิดแผลแห้ง หรือใบขาด เหลือแต่เส้นกลางใบชี้อยู่รอบๆ คล้ายกับมงกุฏ

โรคใบจุดสาหร่าย เกิดจากเชื้อรา Cephaleuros virescence ซึ่งเป็นเอนโดไฟท์ อาการเริ่มแรกจะมีจุดเล็กๆ บนใบ

ต่อมาบนก้านทางล่างจะเป็นตุ่มสีน้ำตาลแดง หากเป็นรุนแรงจุดนั้นจะรวมตัวกันเป็นปื้นใหญ่ เมื่อขูดเชื้อราออกใบจะ

เป็นวงเหลือง เกิดจากการขัดขวางการสังเคราะห์แสงของเชื้อรา

โรคลำต้นเน่าเกิดจากเชื้อรา Ganoderma spp. ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงมากในปาล์มน้ำมัน พบว่าในประเทศมาเลเซียมี

การแพร่ระบาดของโรคนี้มากในสวนปาล์มที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป โรคนี้มีความสำคัญ และได้ทำความเสียหายมากกับ

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยส่วนมากอาการของโรคจะปรากฏในปาล์มน้ำมันที่

มีอายุ 20 ปีขึ้นไป แต่เชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายปาล์มน้ำมันได้ทุกระยะ โดยเฉพาะในการปลูกแทนรอบที่ 2

หรือ 3 อาการของโรคจะปรากฏเร็วขึ้น ส่วนในปาล์มน้ำมันอายุน้อยนั้น จะแสดงอาการใบไม่คลี่ลักษณะคล้ายหอก

แหลม อาการภายนอกที่แสดงให้เห็น คือ ใบเหลืองด่างเป็นปื้น ต่อมาใบย่อยจะแห้งตาย ทางใบจะหักพับ และชะงัก

การเจริญ ทำให้ปาล์มน้ำมันตายในที่สุดหลังจากแสดงอาการดังกล่าว 6 -  24 เดือน โรคลำต้นส่วนบนเน่า เกิดจาก

เชื้อรา Phellinus noxius ลักษณะอาการลำต้นของปาล์มจะหักพับ และจะพบดอกเห็ดบนต้นปาล์มสูงจากพื้นดิน

ประมาณ 1 เมตร อาการภายนอกเริ่มแรกใบจะมีสีเหลืองซีด และอาการทางใบอื่นๆ จะคล้ายกับโรคลำต้นเน่า คือ

ทางจะแห้งใบจและหักพับ

โรคผลร่วงเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเข้าทำลายของไส้เดือนฝอย Radinaphelenchus cocophilus การผสม

เกสรที่ไม่สมบูรณ์ หรือการขาดธาตุ ผลของปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคจะมีผิวด้านกว่าปกติ เมื่อมีการกระทบกระเทือนจะ

หลุดร่วงไป 1/4 หรือ 1/2 ของทะลาย

โรคทะลายเน่า เกิดจากเชื้อรา Marasmius palmivorus อาการในระยะแรกจะเส้นใยของเชื้อราบนทะลายปาล์ม

น้ำมัน ต่อมาจะขึ้นปกคลุมทั้งทะลาย ผลปาล์มน้ำมันจะเน่าเป็นสีน้ำตาล และจะลุกลามไปทะลายอื่นๆ ทำให้เกิดกรด

ไขมันอิ่มตัวเพิ่มมากขึ้น

 

การควบคุมโรคในปาล์มน้ำมัน

การควบคุมโรคในเมล็ดปาล์มน้ำมัน ควรเก็บเมล็ดไว้ในที่ๆ มีความชื้นต่ำกว่า 19 % ทำความสะอาดเมล็ด เอาเส้นใย

เยื่อปาล์มน้ำมันออกให้หมด แยกเมล็ดที่แตกออก หลีกเลี่ยงการใช้สารกำจัดเชื้อราและแมลงบางชนิดที่มีส่วน

ประกอบของทองแดง และปรอท เพราะทำให้เกิดอันตรายกับส่วนของต้นอ่อนที่จะงอกออกมา ควรใช้เทคนิคในการ

ทำงอกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อยู่ในสภาพวะปลอดเชื้อ หรือสัมผัสกับเชื้อราให้น้อยที่สุด

การควบคุมโรคในระยะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ดินที่ใช้ในการเพาะกล้าควรมีลักษณะที่เก็บน้ำไว้ได้ โดยเฉพาะในช่วง

แล้ง ควรปรับระบบน้ำ โดยให้น้ำแบบเป็นละอองเล็กๆ การให้น้ำมาก หรือการให้น้ำเป็นหยดใหญ่ๆ จะทำให้เกิดแผล

บนใบได้ ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าทำลาย ไม่ควรวางต้นกล้าชิดกันจนเกินไป เมื่อพบต้นกล้าที่แสดงอาการของ

โรค ควรแยกออกจากแปลง เพื่อลดการระบาดของโรค บำรุงรักษาให้ปุ๋ยแก่ต้นกล้า เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง พ่นสาร

เคมีกำจัดโรคทั้งบนใบและใต้ใบ เช่น แคปแทน หรือ ไทแรม หรือ ไทอะเบ็นดาโซล ทุกๆ 10 วัน ตามอัตราฉลากระบุ

ไว้ เมื่อเกิดการระบาดของโรค  ดูแลโคนต้นไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและศัตรูอื่นๆ

การควบคุมโรคลำต้นเน่าเกิดจากเชื้อรา Ganoderma spp. ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงมากในปาล์มน้ำมัน เมื่อพบอาการจะ

ต้องคบคุมอย่างทันทีทันใด การใช้สารเคมีประเภทดูดซึมเป็นวิธีที่ควรใช้เป็นอันดับต้นๆ การใช้สารเคมีไม่เพียงแต่ใช้

ในต้นที่แสดงอาการของโรคเท่านั้น ควรต้องใช้สารเคมีกับต้นข้างเคียงด้วย ในปาล์มน้ำมันที่อายุน้อยและปลูกใน

พื้นที่ๆ เคยมีการระบาดของโรคก็ควรใช้สารเคมีด้วย วิธีใช้สารเคมีที่ได้ผล คือ การขุดล้อมต้น แล้วราดดินด้วยสาร

เคมี การฉีดสารเข้าลำต้น หรือทำร่วมกันทั้ง 2 วิธี สารเคมีที่ใช้เป็นสารเคมีทำออกฤทธิ์กับเชื้อราชั้นสูง เช่น โปรปิโค

นาโซล หรือ เฮกซะโคนาโซล หรือไตรดีมอร์ฟ เป็นต้น

การควบคุมโรคปาล์มน้ำมัน โดยใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์

การคัดเลือกจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ทั้งเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมโรคต่างๆ ในปาล์มน้ำมัน ได้มี

การศึกษา และความพยายามในการพัฒนาอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในโรคที่มีความสำคัญก่อให้เกิดความเสียหาย

มาก และมีแนวโน้มจะระบาด ดังตารางที่ 1
 
ตารางที่ 1 การใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ในการควบคุมโรคที่สำคัญในปาล์มน้ำมัน

โรคในปาล์มน้ำมัน เชื้อสาเหตุ เชื้อปฏิปักษ์ อ้างอิง

บราวน์เยิม Fusarium oxysporum f.sp. abbedins (Foa) Bacillus spp.

Candida guilliermondii

Pseudomonas sp.

Rahnella aquatitis

Rhizobium spp.

Ulocladium atrum

แบคทีเรียอื่นๆ Hassni et al., 2005

เมล็ดเน่า Schizophyllum commune Burkholderia cepacia

B. multivorans

Pseudomonas aeruginosa

Microbacterium testaceum

Serratia marescens

Serratia sp. Dikin et al., 2007

 
Dikin, 2003

โรคใบจุด Helminthosporium sp. Trichoderma hazianum

T. viride Jegathambigai et al., 2008
      

ตารางที่ 1 (ต่อ)

โรคในปาล์มน้ำมัน เชื้อสาเหตุ เชื้อปฏิปักษ์ อ้างอิง

ลำต้นเน่า Ganoderma sp.

 T. hazianum

Actinomycetes sp.

Bacillus spp.

Gliocladium virens

T. konigii

T. viride Kanwal, 2007

Soepena et al., nd.

G. boninense T. hazianum

 

Bacillus sp.

Gliocladium virens

Pseudomonas

Fluorescense

T. viride Nurainizzati and Abdullah, 2008

Susanto et al., 2005

Burkholderia cepacia

Pseudomonas aeruginosa Sapak et al., 2008

 
แมลงศัตรูปาล์มน้ำมัน

 

 แมลงศัตรูปาล์มน้ำมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การปลูกปาล์มน้ำมันไม่ประสบผลสำเร็จ และส่งผลกระทบต่อผลผลิต

หากมีการระบาดมากอาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันตายได้ในทุกระยะการเจริญ ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูปาล์ม

น้ำมันในประเทศไทย โดยส่วนมากจะเป็นการระบาดของแมลงในกลุ่มหนอนผีเสื้อ ซึ่งมีอัตราการทำลายสูง และมัก

เพิ่มจำนวนประชากรได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนอนร่านในวงศ์ Limacodidae นอกจากนี้ยังมีแมลงศัตรูอื่นๆ เช่น

หนอนด้วงชนิดต่างๆ ที่มักเข้าทำลายส่วนของยอดและเนื้อเยื้อเจริญของต้นปาล์มน้ำมัน ด้วงบางชนิดสามารถเข้าไป

กัดกินได้ถึงเนื้อในของลำต้น ทำให้ต้นปาล์มน้ำมัน ชะงักการเจริญ หรืออาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันตายได้ แนวทางใน

การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูปาล์มน้ำมันที่ดีที่สุด คือ การรักษาสมดุลในธรรมชาติ เพื่อให้ศัตรูธรรมชาติ (natural

enemies) ได้ควบคุมแมลงศัตรูปาล์มน้ำมัน ส่วนการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูปาล์มน้ำมันนั้น ควรเป็นทางเลือกสุด

ท้าย เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำลายนั้นครอบคลุมไปถึงสัตว์และแมลงอื่นๆ ตัวผู้ใช้เอง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย

แมลงศัตรูพวกหนอนผีเสื้อ

หนอนหน้าแมว

ชื่ออื่น  หนอนดาน่า

ชื่อสามัญ The Oil Palm Slug Caterpillar

ชื่อวิทยาศาสตร์  Darna   furva   Wileman

ชื่อวงศ์  Limacodidae

ชื่ออันดับ Lepidoptera 
 
หนอนเขากระทิง

ชื่อสามัญ The Oil Palm Slug Caterpillar

ชื่อวิทยาศาสตร์  Darna   sordida  Snellen

ชื่อวงศ์  Limacodidae

ชื่ออันดับ Lepidoptera

 

หนอนปลอกเล็ก

ชื่อสามัญ The Case Caterpillar

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cremastopsyche pendula Joannis

ชื่อวงศ์  Psychidge

ชื่ออันดับ Lepidoptera

 

ความสำคัญและลักษณะการทำลายของหนอนผีเสื้อ

หนอนกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน ถ้าระบาดรุนแรงมากใบถูกกัดจนเหลือแต่ก้านใบ  ทำให้ผลผลิตลดลงต้นชะงักการ

เจริญ ต้นปาล์มน้ำมันใช้เวลาฟื้นตัวนานเป็นปี  เมื่อเกิดมีการระบาดแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาในการกำจัดนานเป็น

เนื่องจากหนอนมีหลายระยะ เช่น มีทั้งหนอน มีทั้งดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดได้ในคราวเดียว ทำให้ต้อง

เสีย ค่าใช้จ่ายสูงในการกำจัดและติดตามการระบาดที่ต่อเนื่อง 

 

การป้องกันกำจัดหนอนผีเสื้อ

หมั่นสำรวจการระบาดของหนอนเป็นประจำ เมื่อพบกลุ่มไข่ หรือหนอนให้ติดตามว่าหนอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือไม่

เพื่อตัดสินใจพ่นสารเคมีกำจัดแมลงก่อนที่หนอนจะเพิ่มขยายจนเป็นวงกว้าง ควรเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลงที่มีผล

กระทบต่อศัตรูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะแมลงศัตรูธรรมชาติในสวนปาล์มน้ำมันเหล่านี้มีความ

สามารถในการควบคุมหนอนได้อย่างดี ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากเกินไป และควรปลูกพืชคลุมดิน เพื่อเป็น

แหล่งอาหารของแมลงศัตรูธรรมชาติ

ทำโดยวิธีจับแมลงโดยตรง เช่น ตัดใบย่อยที่มีหนอนทำลายหรือจับผีเสื้อ ที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ

ปาล์มน้ำมัน หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบลำต้น ไปทำลาย หรืออาจใช้กับดักแสงไฟ โดยใช้แสงไฟ Black

light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติก ซึ่งบรรจุน้ำผสมผงซักฟอก ให้หลอดไฟอยู่เหนือน้ำประมาณ

5 - 10 เซนติเมตร วางล่อผีเสื้อช่วงเวลา 18.00 - 19.00 น. สามารถช่วยกำจัดการขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป

การพ่นสารเคมีกำจัดแมลง เริ่มพ่นสารตั้งแต่หนอนยังเล็กอยู่ ควรพ่นซ้ำที่เดิมอีก 1 ครั้ง โดยห่างจากครั้งแรก

ประมาณ 10 วัน ได้แก่ คาบาริล ไตรคลอฟอน เพอมีทริน ไซฟลูทริน คลอไพริฟอส หรือไพริมีฟอสเมธิล ข้อควร

ระวังจะต้องใช้ตามที่ฉลากระบุ เท่านั้น ในกรณีที่มีการระบาดเป็นพื้นที่กว้าง ควรพ่นสารเคมีกำจัดแมลงทางเครื่องบิน

เนื่องจากสามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดแรงงาน

การใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ Bacillus thuringiensis ซึ่งไม่ทำอันตรายต่อแมลงที่มีประโยชน์ และสิ่งแวดล้อม

 

แมลงศัตรูพวกด้วง

ด้วงแรด

ชื่อสามัญ                  Coconut Rhinoceros Beetle       

ชื่อวิทยาศาสตร์          Oryctes rhinoceros L., Oryctes gnu Mohner

ชื่อวงศ์   Scarabaeodae

ชื่ออันดับ  Coleoptera

 

ด้วงกุหลาบ

ชื่อสามัญ                  Rose Beetle       

ชื่อวิทยาศาสตร์          Adoretus compressus Weber

ชื่อวงศ์   Rutelidae

ชื่ออันดับ  Coleoptera

 

ความสำคัญและลักษณะการทำลายของด้วง

ด้วงแรด เป็นแมลงที่สำคัญของมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน มี 2 ชนิด คือ ด้วงแรดชนิดเล็ก ชื่อ Oryctes rhionoceros L.

พบทั่วทุกภาคของประเทศไทย อีกชนิดหนึ่ง คือ ด้วงแรดชนิดใหญ่ ชื่อ Oryctes gnu Mohner ด้วงชนิดนี่พบไม่บ่อย

นัก ในปาล์มน้ำมันเริ่มมีความสำคัญมากเพราะเริ่มมีการโค่นล้มต้นปาล์มอายุมากและปลูกทดแทนใหม่ และมีแหล่ง

ขยายพันธุ์ของด้วงแรดเพื่อเป็นอาหารมากขึ้น ประชากรของด้วงแรดจึงเพิ่มมากขึ้น การเข้าทำลายต้นปาล์ม จะเข้า

ทำลายได้ทุกระยะ ตั้งแต่ปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ มีลำต้นขนาดเล็กไปจนถึงต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิต สำหรับต้น

ปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก หากมีด้วงแรดเข้าทำลายจะทำให้ต้นผิดปกติและตายมีมากที่สุด ปกติด้วงแรดไม่สามารถเกิด

การระบาดได้ แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาด เกิดจากความละเลยที่ปล่อยให้มีแหล่งขยายพันธุ์ด้วงแรดจำนวนมาก

ทำให้ด้วงแรดเพิ่มปริมาณมากจนเข้าทำลายพืชให้ได้รับความเสียหาย ส่วนสาเหตุที่เกิดเองตามธรรมชาติน้อยมาก

และการเกิดวาตภัย เช่น พายุไต้ฝุ่นเกย์ ทำให้ต้นมะพร้าวและปาล์มน้ำมันล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งขยาย

พันธุ์ขนาดใหญ่ของด้วงแรดในเวลาต่อมา

ด้วงกุหลาบ จะกัดกินทำลายใบปาล์มน้ำมันเล็กในแปลงปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่บุกเบิกใหม่ ด้วงจะออกจะกัดกินใบ

ในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น หากระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นปาล์มน้ำมันขนาดเล็กใบโกร๋น และชะงักการเจริญเติบโต

หรืออาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันตายได้

 

การป้องกันกำจัดด้วง

การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ดีที่สุด  ทำโดยเผาหรือฝังซากลำต้นหรือตอของปาล์มน้ำมันหรือมะพร้าว เกลี่ย

กองซากพืช กองมูลสัตว์ให้กระจายออกโดยมีความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ถ้ามีความจำเป็นต้องกองนานเกินกว่า

2 - 3 เดือน ควรหมั่นพลิกกลับกองเพื่อตรวจหาไข่ หนอน ดักแด้ ตัวเต็มวัยเพื่อกำจัดเสีย หมั่นทำความสะอาดบริเวณ

คอมะพร้าวหรือปาล์ม ตามโคนทางใบ หากพบรอยแผลเป็นรูใช้เหล็กแหลมแทงหาด้วงแรดเพื่อกำจัดเสีย พร้อมใส่

สารเคมีกำจัดแมลงป้องกันด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ซ้ำ
การใช้ฮอร์โมนเพศ เป็นกับดักล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย ขณะนี้สามารถสังเคราะห์และผลิตเป็นรูปการค้า มีชื่อว่า

chrislure มาจากสารเคมีชื่อ ethyl dihydrochrysanthemumate และชื่อ rhinolure มาจากสารเคมีชื่อ ethyl

chrysanthemumate การใช้สารเคมีกำจัดแมลง คาร์โบฟูราน ใส่รอบยอดอ่อน และซอกโคนทางใบถัดออกมา หรือ

สารคลอไพริฟอส ราดรอบยอดอ่อน และโคนทางใบถัดมา ต้นละประมาณ 1 ลิตร เดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้สาร คาบาริล

ผสมขี้เลื่อยในอัตรา สารเคมีกำจัดแมลง 1 ส่วนต่อขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละ 1 ครั้ง

หรือใช้ลูกเหม็น อัตรา 6 - 8 ลูก ต่อต้นโดยใส่ไว้ที่ซอกโคนทางใบ

การควบคุมชีววิธี ในธรรมชาติจะมีเชื้อราเขียวและเชื้อไวรัส ที่สามารถทำลายหนอนด้วงแรด จึงมีการพัฒนานำมาใช้

ในการป้องกันกำจัด โดยทำกับดักประกอบด้วย ซากเน่าเปื่อยของพืช ขี้วัว ขุยมะพร้าว กากกาแฟ และขี้เลื่อย เป็น

ต้น ผสมคลุกกันเพื่อให้ด้วงแรดมาวางไข่และขยายพันธุ์ จนถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายหนอน ดักแด้โดยจะมีลำตัวสี

เขียวคล้ำและตายในที่สุด  

การป้องกันกำจัดด้วงกุหลาบ ทำโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลงแมลงคาบาริล หรือคาร์โบฟูราน ตามฉลากกำหนด พ่น

ทุก 7-10 วัน ในตอนเย็น ให้ทั่วทั้งใบและบริเวณโคนต้น

  

เอกสารอ้างอิง

ชาย โฆรวิส สุรกิตติ ศรีสกุล อรรัตน์ วงศ์ศรี ศิริชัย มามีวัฒนะ ภิญโญ มีเดช เกริกชัย ธนรักษ์ ทวีศักดิ์ ชโยภาส

ศรัสุรางค์ ลิขิตเอกราช พวงทอง บุญทรง เกรียงศักดิ์ หามะฤทธิ์ พัชรินทร์ วณิชย์อนันตกุล สุพร ฆังคมณี วัชรี ศรี

รักษา และวิชณีย์ ออมทรัพย์สิน. 2548. ปาล์มน้ำมัน. ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี.

ธีระ สมทราเมษฐ์ ชัยรัตน์ นิลนนท์ ธีระพงศ์ จันทรนิยม ประกิจ ทองคำ นิทัศน์ สองศรี และยงยุทธ เชื้อมงคล.

2545. การปรับปรุงพื่อเพิ่มผลผลิตของปาล์มน้ำมัน. คณะทรัพยากรธรรมชาติ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ธีระ สมทราเมษฐ์ ชัยรัตน์ นิลนนท์ ธีระพงศ์ จันทรนิยม ประกิจ ทองคำ และ สมเกียรติ สีสนอง. 2548. ภาพรวมของ

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมัน. คณะทรัพยากรธรรมชาติ. มหาวิทยาลัยสงขลา

นครินทร์. 479 หน้า.

มารวย เมฆาวนกุล. 2541. การจัดหมวดหมู่พืชวงศ์ปาล์ม. ใน ปาล์ม. กรุงเทพฯ. โรงพิมชุมชนการเกษตรแห่ง

ประเทศไทย. 35 - 44.

วสันณ์ เพชรรัตน์ และเสมอใจ ชื่นจิตต์. มปป. โรคลำต้นเน่าของปาล์มน้ำมัน (Basal stem rot). เอกสารวิชาการ.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมัน. คณะทรัพยากรธรรมชาติ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ศรีสุรางค์ ลิขิตเอกราช. 2547. โรคของผล และทะลายปาล์มน้ำมัน. วารสารโรคพืช 1 – 2 : 58 - 64.

ศรีสุรางค์ ลิขิตเอกราช พิพัฒน์ เซี่ยงหลิว และพรพิมล อธิปัญญาคม. มปป. โรคทางใบบิดของปาล์มน้ำมัน. สำนัก

วิจัยและพัฒนาอารักขาพืช. ศูนย์วิจัยพืชสวนสุราษฎร์ธานี.

อาภรณ์ ธรรมเขต. 2542. เห็ดสกุล Ganodrma spp. ในไทย. สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย. 48 –

61.

Airede, C.E. and Esuruoso, O.F. 1987. Deterioration of shelled oil palm kernels caused by seedborne

fungi. Avialable from http://www3.interscience.wiley.com/journal


Albertazzi, H., Bulgarelli, J. and Chinchilla, C. 2005. Onset of spear rot symptoms in oil palm and prior

(and contemporary). Avialable from

 www.asd-cr.com/paginas/english/online_publications.html

Blaak, G. 1970. Epitasis for crown disease in the oil palm (Elaeis guineensis Jacq). Euphytica 19.

Breure, C.J. and Soebagjo, F.X. 1991. Factors associated with occurrence of crown disease in oil palm

(Elaeis guineensis Jacq) and it effect on growth and yield. Euphytica 54.

Carlos, M.L., Salas, C.A. and Casstrillo, G. 1997. Common spear rot/crown disease in oil palm : effect

on growth and initial yields. Avialable from

www.asd-cr.com/paginas/english/articulos/bol16-1en.html

Dikin, A., Sijam, K., Kadir, J. and Seman, I.A. 2007. Mode of Action of Antimicrobial Substances from

Burkholderia multivorans and Microbacterium testaceum Against Schizophyllum commune Fr. Journal of

Agricuture and Biology 9(2).

Dikin, A., Sijam, K., Kadir, J. and Seman, I.A. 2003. Biological control of seedborne pathogen of oil

palm Schizophyllum commune Fr. with antagonistic bacteria. Journal of Agricuture and Biology 5(4).

Elliott, M.L. 2006. Bud rot stem of palm. Avialable from edis.ifas.ufl.edu/PP144

Hassni, E.M., Hadrami, A.E., Daay, F., Cherif, M., Barka, E.A. and Hadrami, I.E. 2005. Biological control

of bayoud disease in date palm : selection of microorganism inhibiting the causal agent and inducing

defense reactions. Avialable from http://www.sciencedirect.com/science?_ob=ArticleURL&_udi=B6T66-

4JRVB88-

1&_user=10&_rdoc=1&_fmt=&_orig=search&_sort=d&_docanchor=&view=c&_searchStrId=999136878&_rerunOrigin=google&_acct=C000050221&_version=1&_urlVersion=0&_userid=10&md5=bafc095bd200a4f8d366d265eeb239d5

Jegathambigai, V.,  Karunaratne, M.D., Sviningen, A. and Mikunthan, G. 2008. Potential of Trichoderma

species on Helminthosporium causing leaf spot on cane palm, Chrysalidocarpus lutescens.

Communications in agricultural and applied biological sciences 73(2).

Kanwal, N. 2007. Controlling basal stem rot disease in palm oil. Avialable from

researchanalysis.blogspot.com/2007_08_01_archive.html

Nurainizzati, M.Z. and Abdullah, F. 2008. Disease suppression in Ganoderma - infected oil palm

seedlings treated with Trichoderma hazianum. Plant protection science 44(3).

Pilotti, C.A. 2005. Stem rots of oil palm caused by Ganoderma boninense: pathogen biology and

epidemiology. Mycopathologia 159(1).

Sapak, Z., Meon, S. and Ahmed, Z.M. 2008. Effect of bacteria on growth and suppression of

Ganoderma infection in oil palm. Journal of Agricuture and Biology 10(2).

Soepena, H., Purba, R.Y. and Pawirosukato, S. nd. Diseases of perennial crops. CABI publishing. UK.

275 p.

Susanto, A., Sudhato, P.S. and Purba, R.Y. 2005. Enhancing biological control of basal stem rot

(Ganoderma bobinens) in oil palm plantations. Mycophathologia 159.

Turner, P.D. 1981. Oil Palm Diseases and Disorders. Oxdord University Press, Oxford. 280 p.

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 02 กันยายน 2014 เวลา 09:53 น.