ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง การเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง ตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง ตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง PDF พิมพ์
การพัฒนาเกษตรกร - อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2014 เวลา 15:28 น.


                                    การเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง ตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ถ่ายทอดองค์ความรู้โดย


กลุ่มชาวสวนยางบ้านหนองบอน
หมู่ที่   10   ตำบลร่อนพิบูลย์    
 อำเภอร่อนพิบูลย์      จังหวัดนครศรีธรรมราช

 


ดำเนินการโดย
สกย.จ.นครศรีธรรมราช เขต 1
กลุ่มชาวสวนยางบ้านหนองบอน  เผชิญ/ประสบปัญหาอะไร ?
กลุ่มชาวสวนยางบ้านหนองบอน  หมู่ที่ 10 ตำบลร่อนพิบูลย์   อำเภอร่อนพิบูลย์ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ลาดเชิงเขา อาชีพหลัก ประกอบอาชีพการทำสวนยาง  จากที่ประสบภาวะราคายางพาราตกต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2535 เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับผลกระทบ ส่งผลให้รายได้ลดลง เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต้องออกไปประกอบอาชีพ รับจ้าง ก่อสร้าง  ลูกเรือประมงนอกพื้นที่  ต่อมาภายใต้การนำของนายสมหมาย  สืบสายและคณะ ได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว  จึงได้รวบรวมชาวยางพาราในพื้นที่รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอร่อนพิบูลย์                                  มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจกรรมเสริมจากงานปกติคือการกรีดยาง  เช่น จัดตั้งกลุ่มไม้กวาดดอกหญ้า  กลุ่มข้าวสาร กลุ่มปุ๋ยหมัก และกลุ่มออมทรัพย์เป็นต้น ปรากฏว่าสมาชิกได้ให้ความสนใจและเชื่อถือในความมั่นคงและเข้มแข็งของกลุ่ม จึงได้คิดกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
การเลี้ยงด้วงในกะละมัง
การเลี้ยงด้วงในกะละมังเป็นแนวคิดของ นายสมหมาย  สืบสาย นายธีระยุทธ  แมลงภู่ทอง และคณะ   ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง  มีแนวคิดว่าปัจจุบันด้วงสาคูเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของตลาด  ขณะนั้นนายธีระยุทธ  มีความรู้ด้านการเลี้ยงด้วงอยู่บ้างพอสมควร  ตามที่ได้ศึกษาและดูงานจากสถานที่ต่าง ๆของเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง  จึงได้ตัดสินใจลงมือทำ ลองถูกลองผิด จนสามารถผลิตด้วงออกสู่ตลาดได้ในปัจจุบัน

  

วัสดุอุปกรณ์
1.แป้งสาคู  ได้จากต้นสาคูที่มีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น  สาคูที่ใช้เลี้ยงด้วงได้ดีจะต้องเป็นสาคูที่เริ่มออกดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นที่แตกเขากวาง  เพราะเป็นช่วงที่สะสมแป้งในลำต้น พร้อมสำหรับการให้ผลผลิตและตายในที่สุด ต้นสาคูก่อนหรือหลังระยะที่แตกเขากวาง พ่อแม่พันธุ์จะไม่ลงตัวด้วง (พ่อแม่พันธุ์จะไม่วางไข่) ทำไมต้องนำต้นสาคูที่ได้มาแช่น้ำ ?  การนำแป้งสาคูที่ได้มาใหม่เลี้ยงด้วงสาคูนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีความร้อนและมียาง  ถามว่าแล้วเกิดอะไรขึ้น ?  ตอบคือพ่อแม่พันธุ์ไม่ให้ตัวอ่อน  หากให้ตัวอ่อนก็จะตาย  เพราะด้วงสาคูไม่ชอบอาหารที่ร้อนและมียางผสม  ดังนั้นจึงต้องนำต้นสาคูแช่น้ำหรือวางทิ้งให้ตากแดดตากฝนก่อนประมาณ  7  วัน จึงนำมาบดเพื่อเลี้ยงด้วงต่อไป

 

ระหว่างแช่น้ำกับวางทิ้งไว้อะไรดีกว่ากัน ? การแช่น้ำจะดีกว่าเพราะสามารถเก็บท่อนสาคูที่ยังไม่ได้บดไว้ได้นานโดยไม่แห้งเสีย  สามารถเก็บไว้ได้ถึง 1 เดือน  หากวางไว้ในพื้นที่ร่ม  อยู่ได้ประมาณ  7 – 10  วันเท่านั้นหลังจากนั้นไม่สามารถบดได้เนื่องจากแป้งจะแห้ง
2.พ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์ด้วงที่ทำการเลี้ยงอยู่ในปัจจุบันได้จากการเพาะเลี้ยงเอง  การเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ยากหรือไม่? ไม่ยาก โดยการคัดด้วงที่มีขนาดโตเต็มที่และสมบูรณ์ การเลี้ยงเพื่อทำพ่อแม่พันธุ์สามารถทำได้ดังนี้
 1.นำด้วงที่คัดแยกได้ตามต้องการ  เพื่อให้คุ้มทุนต้องเลี้ยงอย่างน้อย  100  ตัว 
 2.นำสาคูบดแล้ววางสลับกับไยมะพร้าวเป็นชั้นๆหลายๆชั้น ในกะละมัง
 3.นำตัวมาปล่อยลงไปในกะละมังที่ใส่อาหารและใยมะพร้าว
 4.นำเอาเปลือกต้นสาคูมาปิดคลอบ ปิดฝาทับ ไม่ให้มีน้ำเกิน 5 % เพราะจะทำให้ด้วงไม่เข้าดักแด้  และจะตายในที่สุด
3.กะละมังพร้อมฝาปิด มี  2  ขนาด คือขนาดเล็ก กว้าง  40  เซนติเมตร ยาว  20 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ กว้าง  80 เซนติเมตร สูง  20  เซนติเมตร หากเลี้ยงไม่มากแนะนำให้ใช้กะละมังเล็ก เพราะหากผิดพลาดจะไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายมากนัก  แต่หากชำนาญแล้วและมีพื้นที่มาก  มีเวลาหรือเลี้ยงด้วงอย่างเดียวสามารถใช้กะละมังขนาดใหญ่ได้ 
4.หัวเชื้อจุลินทรีย์  ช่วยปรับสมดุลจากการเน่าของอาหารในกะละมังที่เกิดแก๊สไม่ให้ร้อนเกินไป
5.กากน้ำตาล  เป็นอาหารของจุลินทรีย์ 
6.อาหารหมูใหญ่  ทำไมต้องเป็นอาหารหมูใหญ่หรือหมูขุน ?  ผู้เลี้ยงบอกว่าอาหารที่เป็นส่วนผสม ได้ทดลองมาหมดแล้ว  ทั้งอาหารไก่  อาหารหมูเล็ก อาหารปลา และอาหารหมูใหญ่ ไม่มีอาหารชนิดใดเทียบเท่าอาหารหมูใหญ่ได้  ทั้งอัตราการเจริญเติบโต  การเกิดหนอนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้วง  และที่สำคัญอัตราการตายของด้วงอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ
การเลี้ยงและการดูแลรักษา

การผสมอาหารเลี้ยงด้วงสาคู
1. แป้งสาคูที่บดแล้ว  1  ปีบ ผสมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์  1  ช้อนโต๊ะ  กากน้ำตาล  1  ช้อนโต๊ะ  อาหารหมูใหญ่  0.5  กิโลกรัม   น้ำประมาณ  2  ลิตร
2.นำมาใส่ในกะละมัง
3.หมักตั้งไว้  2-3  ชั่วโมง


ทำไมต้องหมักทิ้งไว้?  ไม่หมักไม่ได้หรือ? ตอบว่าถ้าไม่หมักด้วงจะลงไปอาศัยอยู่ด้านล่างและกินอาหารได้ไม่ดี จึงต้องหมักอาหารไว้ 2-3 ชั่วโมง

 


การเลี้ยงด้วง
 เมื่ออาหารที่เตรียมพร้อมแล้ว  นำพ่อแม่พันธุ์  4-5 คู่ มาปล่อย  รู้ได้อย่างไรว่า 4-5 คู่ ?  ผู้เลี้ยงแนะนำว่า ให้สังเกตตัวผู้งวงข้อที่ 1 มีขนขึ้นชัดเจน ส่วนแม่พันธุ์ไม่มี  ตัวผู้หรือพ่อพันธุ์จะมีขนาดเล็กกว่าแม่พันธุ์  จุดคุ้มทุนของการเลี้ยง การเลี้ยงหากใส่พ่อแม่พันธุ์มากเกินไปไม่ได้เป็นผลดี เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนของพ่อแม่พันธุ์ ด้วงที่ได้มากเกินไปทำให้อาหารไม่พอ ส่งผลให้ด้วงมีขนาดที่แตกต่างกันมากเกินไป หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 10-15  วัน  ให้จับขึ้นมาจากกะละมัง  จะเห็นว่าตัวด้วงจะมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ
 พ่อแม่พันธุ์นำไปไหน? พ่อแม่พันธุ์ที่จับขึ้นมานี้สามารถนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้อีก 2 ครั้ง  ดังนั้นต้องนำมาพักฟื้นอย่างน้อย  3  วัน  โดยอาหารที่นำมาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ช่วงพักฟื้นคือกล้วยน้ำว้าสุก ตัวเต็มวัยจะกินกล้วย  1 ผล/25  ตัว/ 1 คืน พร้อมกับสาคูบด
 ตัวด้วงขนาดหัวไม้ขีดไฟจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ  ไม่ต้องดูแลอะไรมาก  ยกเว้น ความชื้นต้องรักษาให้ได้ ประมาณ 70-80  %    ทำไมอาหารที่ต้องรักษาความชื้น   70-80   % ?  หากอาหารมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ตาย  หรือไข่ที่ออกมาไม่ฟักเป็นตัวด้วงและตายในที่สุด หรือแม่พันธุ์อาจจะไม่ว่างไข่ หากความชื้นน้อย ด้วงจะมีขนาดเล็ก(หลังจากที่นำพ่อแม่พันธุ์ออกแล้ว) ปริมาณความชื้น 70-80 % (ทดสอบด้วยการกำอาหารเป็นก้อนและมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้วมือเล็กน้อย) ตัวด้วงจะเจริญได้ดี  ให้น้ำหนัก  จำนวนที่มาก (200  ตัว/กก.) อัตราการตายน้อย
 การเลี้ยงตัวด้วงอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ?  ไม่เพิ่มอาหารใหม่หรือเสริมอาหารใหม่เข้าไปหลังจากเลี้ยงในกะละมัง  เพราะอาหารใหม่จะมีความร้อนสูงทำให้ด้วงไม่กินอาหาร  ตัวเล็กและตายในที่สุดต้องดูแลเรื่องของความชื้นให้ได้ 70-80 %  อยู่เสมอ  กำจัดแมลงศัตรูไม่ให้เข้ามารบกวน  ห้ามใช้สารฆ่าแมลงในขณะที่พ่อแม่พันธุ์วางไข่เพราะจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ไม่วางไข่หรือไข่จะลีบ  ต้องนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกะละมังเพาะไม่เกิน 15  วัน 

 

                                

การขยายพันธุ์
นำด้วงที่คัดแยกได้ตามต้องการแล้ว  เพื่อให้คุ้มทุนต้องเลี้ยงอย่างน้อย  100  ตัว นำสาคูบดวางสลับกับใยมะพร้าวเป็นชั้นๆ ในกะละมัง   นำตัวมาปล่อยลงไปในกะละมังที่ใส่อาหารและใยมะพร้าวไว้แล้วนำเอาเปลือกต้นสาคูมาปิดคลอบไว้แล้วใช้ฝาปิดทับอีกที ห้ามให้มีน้ำเกิน 5 % เพราะจะทำให้ด้วงไม่เข้าดักแด้  แล้วตัวด้วงจะตายในที่สุด  หนอนด้วงจะเข้าดักแด้ภายใน20-30  วัน   ให้ทำการเก็บฝักดักแด้ออกให้ใช้สาคูบดเพียงอย่างเดียว  รอ 5-10  วันตัวเต็มวัยจะเจาะฝักดักแด้ออกมา ให้ตัวเต็มวัยระหว่างตัวพ่อกับตัวแม่ได้ผสมกันประมาณ 5-7  วันสามารถนำไปใช้ในการเลี้ยงได้ ราคาพ่อแม่พันธุ์ 4  บาท/ ตัวหรือ 32-40  บาท/การเลี้ยงหนึ่งครั้ง หรือกะละมังเพาะละ 400  บาท
การจำหน่าย
การจำหน่ายในปัจจุบันสมาชิกจำหน่ายอยู่  2 ลักษณะคือ
1.ขายปลีก  กิโลกรัมละ  200-250  บาท ขายในท้องถิ่นหรือในพื้นที่ใกล้เคียงกัน
2.ขายส่งราคากิโลกรัมละ  180-200  บาท(ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจากต่างจังหวัด)
ข้อมูลของพันธุ์ด้วง     ด้วงมี  3  พันธุ์ คือ
1.ตัวสีเหลืองส้มจุดหัวดำ ให้ตัวด้วงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพันธ์ไต้หวัน  ด้วงตัวใหญ่ (170 ตัว/ก.ก.)
2.ตัวสีดำ  หัวขีดส้มหรือเส้นสีส้มตามยาวของหัว ให้ตัวด้วงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพันธ์ไต้หวัน ตัวใหญ่ (170-190  ตัว/ก.ก.)
3.ด้วงพันธุ์ไต้หวัน  เป็นพันธุ์ตัวเล็กที่สุด  ให้จำนวนที่มาก  น้ำหนักเบา (200 ตัว/กก.)

 

 

นอกจากตัวด้วงในอนาคตเราได้อะไรจากการเลี้ยง?
1.เศษอาหารที่ใช้เลี้ยงด้วงสามารถนำไปเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นพืชหรือนำไปเป็นส่วนผสมของการทำปุ๋ยหมักได้
2.น้ำเยี่ยวด้วง (น้ำขับถ่าย/น้ำปัสสาวะ) เป็นไนโตรเจนนำมาผสมกับน้ำมารดต้นไม้หรือพืชผักทำให้เจริญเติบโตได้ดี  และสามารถปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดีขึ้น 
ปัจจุบันคุณธีระยุทธ  แมลงภู่ทอง  ผู้นำกลุ่มเลี้ยงด้วงสาคูของ  หมู่ที่ 10  ต. ร่อนพิบูลย์ (กลุ่มบ้านหนองบอน) ได้นำส่วนที่เหลือจากการเลี้ยงด้วงมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ  จากการทำประมาณ 3-4  ปี สามารถประหยัดปุ๋ยเคมีได้ประมาณ 70-80 %  ผลผลิตที่ได้เป็นที่นิยมของตลาดในระดับที่ดีมาก  ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
การเผยแพร่วิชาการสู่ชุมชนอื่น ๆ
กลุ่มบ้านหนองบอนได้รับการเข้าเยี่ยมชมกิจกรรม เช่น  พัฒนาชุมชน  กองทุนฯสวนยางจังหวัดสตูล  พังงา  เป็นต้น

 

ได้รับเชิญไปบรรยายการเลี้ยงด้วงในกะละมังให้กับ  อบต.ร่อนพิบูลย์  สำนักงานกองทุนฯ อำเภอนาบอน  ฉวาง  ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ ที่สามารถเลี้ยงและจำหน่ายได้แล้ว
ขอขอบคุณ 
1.คุณสมหมาย  สืบสาย  ประธานกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางบ้านหนองบอน
2.คุณธีระยุทธ  แมลงภูทอง  ผู้นำกลุ่มเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมังตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
3.กรรมการและสมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางบ้านหนองบอน  ทุกท่าน


********************

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 16 กันยายน 2014 เวลา 14:42 น.