ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การเพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา เชียงรายกับโอกาสทางการค้ายางพารา และเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่
เชียงรายกับโอกาสทางการค้ายางพารา และเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การเพิ่มผลผลิตยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 15:04 น.

เชียงรายกับโอกาสทางการค้ายางพารา และเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่


                                                                   สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดเชียงราย

 


             จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 829 กิโลเมตร มีพื้นที่ติดกับเมียนมาร์ทางทิศเหนือ สปป.ลาวทางทิศเหนือและทิสตะวันออก จังหวัดพะเยาและลำปางทางทิศใต้ และเมียนมาร์กับจังหวัดเชียงใหม่ทางทิศตะวันตก  แนวเขตชายแดนติดต่อกับเมียนมาร์ ด้านอำเภอแม่จัน แม่สาย แม่ฟ้าหลวง และเชียงแสน รวม 153 กิโลเมตร แนวชายแดนติดต่อกับ สปป.ลาว มีระยะทาง 155 กิโลเมตร มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือ (North Continental Highland) มีพื้นที่ราบสูงเป็นหย่อมๆ ในเขตอำเภอแม่สรวย เวียงป่าเป้า และเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ 1,500-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้ำสำคัญในตอนกลางของพื้นที่ ได้แก่อำเภอพาน เมือง แม่จัน แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ มีความสูงประมาณ 410-580 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 30.6 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 15.1 องศาเซลเซียส ในฤดูฝนมีฝนตกทั้งปี 145 วัน ปริมาณฝนรวมตลอดทั้งปี 2,042.6 มิลลิเมตร จังหวัดเชียงรายแบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ 124 ตำบล 1,751 หมู่บ้าน มีประชากร ณ เดือนธันวาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 1,198,656 คน


             จากสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศและสภาพลุ่มน้ำหลักของจังหวัดซึ่งมี 2 ลุ่มน้ำใหญ่ คือ ลุ่มน้ำกกประกอบด้วยลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำฝาง ลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่ลาว ลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่สรวย และลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่กกตอนล่าง และลุ่มน้ำโขง(ภาคเหนือ)ประกอบด้วยลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขงตอนบน ลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่จัน (น้ำแม่คำ) ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำอิงตอนบน ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำอิงตอนกลาง ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำพุง ลุ่มน้ำสาขาแม่ลาว ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำอิงตอนล่างและลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขงส่วนที่ 2 จากการที่แต่ละลุ่มน้ำมีลุ่มน้ำย่อยสำคัญหลายสาย ซึ่งจะไหลลงแม่น้ำโขงที่เป็นปัจจัยต่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของราษฎร ดังนั้นพื้นที่ส่วนมากของจังหวัดเชียงรายจะทำการเกษตร ประมาณร้อยละ 90 มีการปลูกผักต่างๆ ตามพื้นที่ตามแนวลุ่มน้ำต่างๆโดยเฉพาะแนวชายโขง และทำนา ทำไร่ รวมถึงพืชเศรษฐกิจที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดเชียงราย คือ ยางพารา โดยเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 5 แสนไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจังหวัดเชียงรายมีผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของทั้งภาคเหนือ และจากการที่จังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งปลูกยางพารานั้นจึงเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านการค้าหรือการลงทุนในอนาคต ซึ่งใน ปี 2554 จังหวัดเชียงรายมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP: Gross Province Product) อยู่ที่ มูลค่า 69,907 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 58,421 ล้านบาทในปี2553 จำนวน 11,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 และคาดว่าในปี 2555 มีมูลค่า 78,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 69,907 ล้านบาทในปี2554 จำนวน 8,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 ซึ่งสาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 4.8 จากที่หดตัวร้อยละ 0.2 ในปี2553 จากการขยายตัวในหมวดเพาะปลูก การทำสวน และการเพาะพันธุ์พืชซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของสาขา ขยายตัวร้อยละ 6.5 จากที่หดตัวร้อยละ 0.7 ในปีที่ผ่านมา มาจากพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงรายที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ขยายตัวร้อยละ 7.1 จากแรงจูงใจจากมาตรการของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ส่งผลให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโดยเฉพาะข้าวนาปรังและมีการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและมีการดูแลรักษามากขึ้น จึงทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และยางพารา ขยายตัวร้อยละ 27.9 มูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจำปี 2554 จำนวน 1,510 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 934 ล้านบาท ในปี2553 จำนวน 576 ล้านบาท อัตราการขยายตัวของมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวในอัตราชะลอร้อยละ 27.9 จากที่ขยายตัวร้อยละ 314.8 ในปีที่ผ่านมา ชะลอตัวจากฐานในปี2553 จากการที่เกษตรกรรายใหญ่เริ่มเก็บเกี่ยว แต่ยังขยายตัวจากต้นยางพารามีอายุและขนาดลำต้น เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการที่ต้นยางพารามีอายุและขนาดลำต้น รวมถึงสาขาการขนส่งฯ ขยายตัวในอัตราร้อยละ 11.5 จากที่ขยายตัวร้อยละ 1.5 ในปีที่ผ่านมา และเป็นผลมาจากหมวดการขนส่งทางบกขยายตัวร้อยละ 9.6 จากกิจกรรมหลักของสาขา คือรถบรรทุกเอกชน ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เนื่องจากมีการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ตามปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และการขนส่งสินค้าจากด่านชายแดนทั้ง 3 ด่านของจังหวัดเชียงรายที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการภายในประเทศ รวมทั้งการขนส่งทางอากาศ ที่ขยายตัวร้อยละ 12.6 จากการแข่งขันทางการตลาดของแต่ละสายการบินส่งผลให้ราคาค่าโดยสารมีราคาถูก ส่งผลให้ทางจังหวัดมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางยางพาราและเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวซึ่งจะครอบคลุมไปการค้าชายแดนโดยจะมีการผลักดันด้านการติดต่อค้าขายกันตามแนวชายแดนไทย – สปป.ลาว – เมียนมาร์และสาธารณรัฐประชาชนจีน(ตอนใต้) เพิ่มมากขึ้น

             การที่จังหวัดเชียงรายมีเขตแดนติดกับ สปป.ลาวและเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแนวพรมแดนและมีจุดผ่านแดนถาวร 4 จุด คือ จุดสะพานข้ามแม่น้ำสาย เขตสุขาภิบาลอำเภอแม่สายตรงข้ามจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมาร์ จุดสะพานข้ามแม่น้ำสาย บ้านสันผักฮี้ ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย ตรงข้ามจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมาร์ จุ ด บ้า น เชี ย ง แ สน ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ตรงข้ามกับเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และจุดบ้านเชียงของ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ตรงข้ามกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มีจุดผ่อนปรน 11 แห่ง คือ จุดผ่อนปรนที่ติดกับเมียนมาร์ 5 จุด มีจุดบ้านปางห้า ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จุดบ้านสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จุดบ้านเกาะทราย ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จุดท่าดินดำ บ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย และจุดบ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จุดผ่อนปรนที่ติดกับ สปป.ลาว 6 จุด    มีจุดบ้านแจมป๋อง หมู่ที่ 5 ตำบลหล่ายหงาว อำเภอเวียงแก่น จุดบ้านห้วยลึก   ตำบลหล่ายหงาว อำเภอเวียงแก่น จุดบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จุดบ้านร่มโพธิ์ทอง หมู่ที่ 9 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จุดบ้านสบรวก หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน และจุดบ้านสวนดอก หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน ซึ่งมูลค่าการค้าชายแดนด้านจังหวัดเชียงราย ปี 2555   มีมูลค่าการค้ารวม 35,977.62 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก ๓๑.๙๕๘.๘๗ ล้านบาท การนำเข้า 4,018.75 ล้านบาท โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 27,940.12 ล้านบาท และในปี 2556

(ม.ค. – ส.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 27,735.50 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 24,576.50 ล้านบาท การนำเข้า 3,156 ล้านบาท โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 21,423.50 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ของใช้ประจำวัน(อุปโภค-บริโภค) สินค้ากสิกรรม(สินค้าเกษตร พืชตระกูลถั่ว ดอกกล้วยไม้ ผลไม้สด ยางพารา,เศษยางพารา) เครื่องจักรไม่ใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ สินค้าเชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์ ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ สินค้ากสิกรรม(พืชผักสด ผลไม้ ดอกไม้ ไม้ประดับ ผลส้มสด ใบชา เปลือกก่อ พืชผักสด ลูกต๋าว) สินค้าแร่ (ถ่านลิกไนท์)

การค้าชายแดนไทยด้านจังหวัดเชียงราย
ภาคผนวก 1  การค้าผ่านแดนไปยัง สป.จีน(ตอนใต้)

1.ทางน้ำ(ทางเรือ)
             * เส้นทางขนส่งทางเรือในแม่น้ำโขงระหว่างท่าเรือเชียงแสน/จ.เชียงราย – สิบสองปันนา (จิงหง) ระยะทาง ประมาณ

344 ก.ม


2.ทางบก
             * สาย R3A (หรือ R3E) : จาก อ.เชียงของ /จ. เชียงราย- เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว /สปป.ลาว – แขวงหลวงน้ำทา - ด่านบ่อเต็น – บ่อหาน/จีน (ระยะทาง 254 กม.)   ->  เชียงรุ่ง  ->  คุนหมิง
             * สาย R3B (หรือ R3W) : จาก อ.แม่สาย - จ.ท่าขี้เหล็ก/พม่า - เมืองเชียงตุง– ต้าหลัว /จีน (ระยะทาง 244 กม. )  

-> เชียงรุ่ง  ->  คุนหมิง
                                                                                                  โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

 

                                                                                                                       หน่วย : ล้านบาท

                

 

 

 

 

                            

                                                                                                  โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

 

  
                                                                                                  โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

 

 

 

                                                                                                  โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

 

                                                                                                 

                                                                                                  โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

 

 


สรุปภาวการณ์ค้าชายแดนของจังหวัดเชียงราย ปี 2554-2556
         • การค้าชายแดนของจังหวัดเชียงรายกับประเทศเพื่อนบ้าน ( สป.จีน เมียนมาร์ และสปป.ลาว) ในปี 2554 มีมูลค่ารวม 29,771.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.25 เพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างสูง ปี 2555 มีมูลค่าการค้ารวม 35,977.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.85 เพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง (เป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 )
         • สาเหตุเนื่องจาก
         1. การเปิดใช้ถนน R3A ที่สร้างแล้วเสร็จใน สปป.ลาว เมื่อปี 2551 ทำให้การพัฒนาพื้นที่แนวระเบียง NSEC มีการลงทุนในสป.จีน(ตอนใต้) สปป.ลาวตอนเหนือด้านการเกษตร(แขวงหลวงน้ำทา, แขวงบ่อแก้ว) และในภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) มากขึ้น มีสินค้าถ่ายเทระหว่าง 3 ประเทศกันมากขึ้น เพราะมีการเดินทางที่สะดวกกว่าในอดีต (แม้ว่าเส้นทางใน สปป.ลาวจะเป็นถนน 2 เลน ไม่ได้มาตรฐานเหมือนในไทยเพราะเป็นเขตภูผาป่าดอย แต่ก็มีรถบรรทุกที่ผ่านไปมากันได้)
         2. ประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมาร์ และสปป.ลาว) มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอกน้อยมาก เพราะอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อน
         3.  การกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลของ สป.จีนมายังมณฑลทางตะวันตก และมณฑลทางตอนใต้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
4.  ทิศทางทางการเมืองของเมียนมาร์มีการเปิดประเทศมากขึ้น ในช่วงกลางปี2554 มีการประกาศยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้า 15 รายการของเมียนมาร์ ทำให้การค้าชายแดนกับพม่าดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อบรรยากาศทางการเมืองในเมียนมาร์ดีขึ้น   คาดว่าต่อไปจะมีการใช้เส้นทาง R3B เป็นเส้นทางการค้าจากที่เคย
ชะงักมานาน ซึ่งจะเป็นโอกาสต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังเมียนมาร์ และผ่านไปยังสป.จีน(ตอนใต้) เพื่อขยายตลาดอีกเส้นทางหนึ่ง
         5.  สินค้าไทยยังเป็นที่นิยมของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ
         6.  สำหรับปัญหาการปล้นและสังหารลูกเรือชาวจีน จำนวน 13 ศพ บนเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขงตอนบนเมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค. 2554 ทำให้การส่งออกไปยังสป.จีนตอนใต้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 แผ่วลงไปบ้าง แต่ขณะนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว
         7.  พ่อค้าไทยยังใช้เส้นทาง R3A น้อยกว่าพ่อค้าจีน อาจเป็นเพราะถนนใน สปป.ลาวค่อนข้างแคบเหมาะสำหรับรถบรรทุกของสป.จีน และประเทศไทยยังไม่สามารถให้สัตยาบรรณความตกลงขนถ่ายสินค้าผ่านแดนภายใต้ GMS ได้ คงติดมาตรา 190 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้รถบรรทุกสินค้าไทยไม่สามารถขนส่งสินค้าเข้าไปยังดินแดนของกลุ่มประเทศอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ ก็ต้องมาถือปฏิบัติภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนไทย – สปป.ลาว ที่ให้สองประเทศสามารถขนส่งสินค้าผ่านแดนระหว่างกันได้บริเวณจุดผ่านแดนตามที่กำหนด ดังนั้นสินค้าไทยที่จะนำเข้าไปยังสป.จีนก็ต้องเปลี่ยนถ่ายที่ใกล้ด่านบ่อเต็น (ชายแดนสปป.ลาวที่ติดกับสป.จีน) ทำให้สินค้าขึ้นลงหลายทอดต้นทุนสูง ประกอบกับค่าธรรมเนียมของแพขนานยนต์ (ท่าเรือบั๊ค)ที่ข้ามแม่น้ำโขงระหว่างเชียงของ – ห้วยทรายค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงพักเที่ยงในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน
        8.  อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรหันมาใช้เส้นทาง R3A ให้มากขึ้น โดยภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญในการเจรจาด้านโลจิสติกส์กับ สป.จีน(ตอนใต้) และสปป.ลาว เพื่อลดขั้นตอนในการขนส่ง และเตรียมรองรับการเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 ในวันที่ 11 เดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2556 สำหรับผู้ประกอบการรายใดที่หันมาใช้เส้นทาง R3A ก่อนในวันนี้ ต่อไปก็จะมีความช่ำชองในเส้นทางการค้าบนถนนสายนี้ก่อนใครอื่น และจะกลายเป็นความได้เปรียบในอนาคต เพราะปัญหาทางการค้าจะถูกขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
        9.  โครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศโดยกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศเกิดขึ้นได้จริง จะทำให้จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาโลจิสติกส์ขึ้น ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ โครงการพัฒนาข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ โครงการเร่งรัดขยาย 4 ช่องจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง และโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชียงของบริการโลจิสติกส์เชียงของจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะให้บริการขนส่งหลักครอบคลุมทั้งการขนส่งสินค้า อุตสาหกรรม อุปโภค บริโภคให้บริการเก็บพักสินค้า บริการขนส่ง และบริการตรวจปล่อยศุลกากร จะทำให้จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพเป็นประตูการค้าการลงทุนเชื่อมโยงไปสู่เมียร์มาร์-สปป.ลาวและจีน เพื่อเป็นฐานการผลิต การค้า และบริการขนส่งหลักที่มีการดำเนินการครอบคลุมกิจกรรมทั้งการผลิต พาณิชยกรรม การเก็บพักสินค้า บริการขนส่ง
     10. ข้อดีสะพานข้ามแม่น้ำโขง สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ– ห้วยทราย) คือ
            10.1 เป็นการขยายตลาดของสินค้าไทยสู่อินโดจีนแห่งใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทย และสปป.ลาว อย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านการท่องเที่ยวและด้านเศรษฐกิจที่สินค้าส่วนใหญ่จะสามารถส่งไปยังเมืองชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม และสป.จีน(ตอนใต้) ต่อเนื่องไปถึงเมืองคุนหมิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาทางภาคใต้ของจีน อีกทั้งยังเป็นการเปิดพรมแดนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะ สปป.ลาว และสป.จีน(ตอนใต้) (North-South Economic Corridor : NSEC) รวมทั้ง สปป.ลาวและประเทศเวียดนาม ที่จะเป็นการเชื่อมต่อกับเส้นทางเศรษฐกิจตามแนว East West Corridor ด้วย
            10.2 ทำให้เกิดเส้นทางใหม่ในการขนส่งสินค้าไปยังสป.จีน(ตอนใต้) ตามเส้นทางหมายเลข 3 (R3A) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงประเทศไทย สปป.ลาว และจีน เป็นทางหลวงแขวง เชื่อมต่อจากทิศใต้มณฑลยูนนานของจีนผ่านหลวงน้ำทา และแขวงบ่อแก้ว จนถึงด่านห้วยทรายเขตติดต่อกับประเทศไทยด้าน อ.เชียงของ ปัจจุบันมีการสร้างเส้นทางเชื่อมประเทศไทย จีน และ สปป.ลาว โดยเริ่มจาก เชียงราย-อ.เชียงของ ประเทศไทยระยะทางประมาณ 113 กม.และข้ามแม่น้ำโขงไปยังแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว ไปยังเวียงภูคา หลวงน้ำทา
และเชื่อมต่อชายแดนจีนที่บ่อเต็น ระยะทางในลาว ประมาณ 250 กม. จากนั้นจะไปยังเมืองเชียงรุ้งและไปสิ้นสุดที่คุนหมิง 837 กม. ตามเส้นทางหมายเลข 1 เริ่มจากชายแดนจีน-สปป.ลาว เป็นถนนระดับมาตรฐานสากลมีขนาดความกว้าง 8 เมตร และลาดยางตลอดสายผ่านแขวงพงสาลี หลวงน้ำทา อุดมไชย หลวงพระบาง และเชื่อมต่อเส้นทางหมายเลข 6 ที่แขวงหัวพันรวมระยะทางจากเชียงราย-คุนหมิง ประมาณ 1,200 กม. และเส้นทางใหม่ในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเวียดนาม ตามเส้นทางหมายเลข 2 เป็นเส้นทางเชื่อมโยง สปป.ลาว-เวียดนาม เป็นทางหลวงแขวงต่อจากเส้นทางหมายเลข 3 ที่แขวงหลวงน้ำทา ผ่านแขวงพงสาลี จากนั้นเชื่อมกับเส้นทางหมายเลข 6 ของเวียดนาม ที่เมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเส้นทางหมายเลข 6 เชื่อมจากเส้นทางหมายเลข 7 ที่บ้านบานเมืองคำ แขวงเชียงขวางไปยังเมืองชำเหนือ แขวงหัวพัน และผ่านเมืองเวียงไชย เมืองสบเบา สู่ด่านชายแดนน้ำเสย - นาแมว ลาว - เวียดนามซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียดนามมุ่งสู่ฮานอยได้ และจากกรุงฮานอย - นครหนานหนินของจีนตอนใต้ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร
          10.3 สปป.ลาว เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Land Lock ไปสู่ Land Link ด้วยเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก - ตะวันออก (East-West Economic Corridor) ระหว่างพม่า-ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม (ระยะทางใน สปป.ลาว 245 กม.) โดยมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นจุดเชื่อมไทย-ลาว ทำให้ สปป.ลาว มีทางออกสู่ทะเลทั้งที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทย และท่าเรือดานังของเวียดนามที่ทางเลือกในการขนถ่ายสินค้าออกสู่ตลาดโลก และเส้นทางหมายเลข R3A ที่เป็นเส้นทางแห่งหนึ่งในโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจตามระเบียงเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมต่อระหว่างไทย (อ.เชียงของ จ.เชียงราย) - สปป.ลาว (แขวงบ่อแก้ว แขวงหลวงน้ำทา) - จีน (สิบสองปันนา-คุนหมิง) เส้นทางใน สปป.ลาว ยาวประมาณ 247 กม. แล้วเสร็จเมื่อ ก.พ. 2551 และเส้นทางในจีน แล้วเสร็จในปี 2552 โดยมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เป็นจุดเชื่อมไทย-ลาว (กำหนดแล้วเสร็จในปี 255๖) ทำให้ สปป.ลาวกลายเป็นสะพานเชื่อมอินโดจีน (Land Bridge) ดังนั้น ถนนทุกสายจึงหันมาสนใจการลงทุนทำการค้ากับ สปป.ลาว มากขึ้น เพราะระบบ Logistics ที่มีการเปลี่ยนแปลงการคมนาคมขนส่งที่ถ่ายเทได้สะดวกขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมอง สปป.ลาว ทะลุไปยัง เวียดนาม และจีน
         10.4 สปป.ลาว อยู่ท่ามกลางประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งทางเหนือติดจีน(ยูนนาน 43 ล้านคน) ตะวันตกเป็นไทย (65 ล้านคน) ด้านตะวันออกเป็นเวียดนาม (83 ล้านคน) และทางตอนใต้เป็นกัมพูชา (13 ล้านคน) เฉพาะตลาดตามรอยตะเข็บชายแดน มีประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านคน กล่าวได้ว่า สปป.ลาว อยู่ท่ามกลาง “ทะเลคน” รอบด้านเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดีเป็นโอกาสในการขยายการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว
         10.5 ลดความเสี่ยงจากการขนส่งโดยใช้แพขนานยนต์ที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำกลางแม่น้ำโขงได้ และเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าต่อครั้งเป็นการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าอีกทางหนึ่ง
         10.6 เพิ่มโอกาสและศักยภาพแก่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบนทั้งในแง่ของการค้าการลงทุน ด้านเกษตรกรรม เช่น โครงการ Contract Farming ทำให้ธุรกิจการเกษตรไทยเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์เป็นต้น และการท่องเที่ยว
ดังนั้นสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ– ห้วยทราย) จะเป็นการลดปัญหาในการคมนาคมขนส่งและเป็นการเพิ่มศักยภาพของจังหวัดและภาคเหนือตอนบน รวมถึงเป็นการเพิ่มช่องทางการคมนาคมขนส่งไปยังกลุ่มประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกันเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจตามแนว North-South Economic Corridor : NSEC และ East West Corridor อย่างไรก็ตามในการพัฒนาโลจิสติกส์ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายตามโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งผลดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง

-----------------------------------------------

 

อ้างอิง
1. กระทรวงคมนาคม
2. กองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร
3. ศูนย์ข่าวข้อมูลลาว มหาวิทยาลัยขอนแก่น
4. สำนักงานจังหวัดบึงกาฬ
5. ข้อมูลสรุปการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ของภาคเหนือเชื่อมโยงอนุภูมิภาค. สำนักงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ, สพข.,สศช. ไตรมาส 1/2554
6. ข้อมูลจากการศึกษาดูงานในพื้นที่ด่านเชียงแสน ด่านเชียงของ เมื่อวันที่ 16-17 กันยายน 2553 ของสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ, สศช.
7. ข้อมูลจากการศึกษาดูงานในพื้นที่ตลาดการค้าชายแดนไทย-ลาว ช่องภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ของสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ, สศช.
8. ข้อมูลจากการศึกษาดูงานในพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น จ.น่าน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ของสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ, สศช.
9. ข้อมูลสถิติมูลค่าการค้าขายแดน จาก สำนักงานศุลากรภาคที่ 3 และด่านทุ่งช้าง
10.ข้อมูลด่านเชียงของและด่านเชียงแสนจาก http://chrprovince.fishquarantine.org/object/chiangkhong/chiangkhong.html / http://www.chiang khongcustoms.com/index.php / http://www.chiangsaencustoms.com

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 13:44 น.