ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การกรีดยางพารา หลักการและระบบกรีดยางพารา
หลักการและระบบกรีดยางพารา PDF พิมพ์
การกรีดยาง - การกรีดยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2013 เวลา 10:54 น.


หลักการและระบบกรีดยางพารา

การกรีดยางที่ดีก็เหมือนกับการจะทำอะไรสักอย่าง หากต้องการให้วิธีการและขั้นตอนดำเนินไปถูกทิศทาง ก็จำเป็นที่จะต้องกำหนดหลักการ หรือเป้าหมายที่ต้องการขึ้นมาก่อน ซึ่งหลักการในการกรีดยางที่ดี มี 4 ข้อ ดังนี้


1. กรีดให้ได้น้ำยางมากที่สุด ข้อนี้คงไม่มีใครที่จะปฏิเสธอย่างแน่นอน เนื่องจากน้ำยางจะมีอยู่ในท่อน้ำยางที่อยู่ในเปลือกชั้นใน ยิ่งเข้าใก้ลเยื่อเจริญ (Cambium) มากเท่าใดจำนวนท่อน้ำยางก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การกรีดใน  แต่ละครั้งพื่อให้ได้น้ำยางมากที่สุด ก็คือ

 

 


- กรีดเวียนจากซ้ายบนลงมาทางขวาล่าง เพื่อให้ตัดท่อน้ำยางให้มากที่สุด (ท่อน้ำยางเรียงตัวเอียงประมาณ 3 องศา เวียนจากขวามาซ้าย)
- การกรีดให้ลึกเข้าใกล้เยื่อเจริญมากที่สุด เพื่อให้ตัดท่อน้ำยางให้มากที่สุด แต่ต้องไม่ทำให้เยื่อเจริญเสียหาย หากเรากรีดห่างจากเยื่อเจริญ 1.0 มิลลิเมตร เราจะตัดท่อน้ำยางได้ประมาณ 50 %          แต่หากเรากรีดให้ลึกลงไปอีกโดยห่างจากเยื่อเจริญ 0.5 มิลลิเมตร เราจะตัดท่อน้ำยางได้มากประมาณถึง 80 %
- ความยาวของรอยกรีด การกรีดครึ่งลำต้นหรือ 1/2 ย่อมได้น้ำยางมากกว่าการกรีด 1/3 ของลำต้น เพราะรอยกรีดยาวกว่าทำให้สามารถตัดท่อน้ำยางได้มากกว่า
- มุมกรีดควรมีขนาดพอเหมาะคือ 30 องศา กับแนวระดับ
- ความหนาของเปลือกยางที่กรีดหรือถูกเฉือนออกมา หากบางเกินไป ก็จะได้น้ำยางน้อย แต่ถ้าหนาเกินไป ก็จะทำให้สิ้นเปลืองเปลือกยาง
- การกรีดยางด้วยวิธีการกระตุกข้อมือ จะทำให้มีดเฉือนเปลือกยางด้วยความเร็วอย่างฉับพลัน      และด้วยมีดที่คมอยู่เสมอก็จะทำให้รอยเฉือนคม ทำให้ได้น้ำยางมากกว่าการกรีดด้วยวิธีลากด้วยท่อนแขน
- การกรีดวันเว้นวัน จะทำให้ต้นยางมีเวลาในการสร้างน้ำยางได้เต็มที่ ซึ่งจะทำให้ได้รับน้ำยางมากกว่าการกรีด 3 วันเว้น 1 วัน
- ควรกรีดในช่วงเวลาประมาณ 3.00 น.-5.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็น ส่งผลให้น้ำยางไหลได้นาน ผลลัพธ์ก็จะได้น้ำยางมากตามไปด้วย


2. ทำความเสียหายให้กับต้นยางน้อยที่สุด ต้องยอมรับว่าการกรีดยางเป็นการทำร้ายต้นยางชนิดจำเป็นต้องทำ ดังนั้น การกรีดยางที่ดีก็ควรจะเป็นการกรีดที่ทำร้ายต้นยางให้น้อยที่สุด หลักการในข้อนี้ ก็เพียงแต่เราต้องไม่กรีดให้บาดถึงเยื่อเจริญ นั่นเอง วิธีการก็คือ ผู้กรีดต้องมีความชำนาญมากพอและวิธีการกรีดที่ใช้การกระตุกข้อมือแทนการลาก        ท่อนแขน (การกระตุก มีดจะเฉือนเปลือกยางให้ขาดออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ถ้าเกิดพลาดพลั้งถึงขั้นบาดเยื่อเจริญบ้าง ก็จะบาดเป็นแผลเล็ก ต้นยางสามารถเชื่อมหรือประสานแผลเข้าด้วยกันได้ แต่การลากด้วยท่อนแขน จะเฉือนเปลือกยาง        เป็นชิ้น ๆ ยาวกว่า หากพลาดพลั้ง ก็จะบาดเป็นแผลที่ยาวกว่า)

 

 


3. กรีดให้ได้นานที่สุด ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจะกรีดยางให้ได้นานที่สุด (คุ้มค่าแรงและหยาดเหงื่อที่เราอดทนตรากตรำกรำแดดเปียกฝนมาตั้งแต่การโค่น-กวาด-เผา-ไถ-ขุดหลุม-ปลูก-ซ่อม-กำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย (ครั้งแล้วครั้งเล่า)        ก็คือการกรีดที่ไม่บาง ไม่หนามากเกินไป และการมีวันหยุดกรีดเพื่อให้ต้นยางได้มีเวลาในการสร้างน้ำยางมาทดแทน       น้ำยางที่ถูกกรีดออกไป ซึ่งโดยคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรที่คำนึงถึงต้นยางเป็นอันดับแรก แนะนำว่า ถ้าเป็นยางพันธ์ RRIM 600 แล้วละก็ ควรกรีดครึ่งต้น วันเว้นวัน หากเริ่มกรีดที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตร หน้ากรีดแรก ก็จะกรีดได้ประมาณ 5-5.5 ปี หน้ากรีดที่สอง ก็อีก 5-5.5 ปี รวมสองหน้ากรีด(เปลือกแรก) ก็ 10-11 ปี สำหรับเปลือกที่สอง ก็ประมาณว่า 10-11 ปี เท่า ๆ กัน รวม 2 หน้ากรีด ก็ 20-22 ปี แต่ถ้าเรากรีดแบบ 4-5 วันเว้น 1 วัน แม้จะเป็นการกรีดเพียง 1 ใน 3 ของลำต้น หน้ากรีดทั้งสองหน้าก็จะหมดไปในเวลา ไม่เกิน 16 ปี

4. เสียค่าใช้จ่ายในการกรีดน้อยที่สุด
 

ระบบกรีดยางพารา

 

 

 

เมื่อทราบหลักการกรีดยางพาราที่ดีแล้วว่าเราต้องการอะไรบ้าง ก็หันมาพิจารณาสวนยางพาราของเราเอง ว่าจะใช้ระบบกรีดแบบใด ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น พันธุ์ยาง นอกจากนี้ในความเป็นจริง สภาพของสวนยางพารา         ก็มีหลายแบบ เช่น อาจเป็นสภาพสวนยางที่กำลังจะเริ่มเปิดกรีดใหม่ (ซ่งจะเป็นการกรีดยางหน้าปกติ) หรือเป็นการกรีดสองหน้าต่างระดับ หรือเป็นการกรีดยางหน้าสูง หรือเป็นการกรีดยางก่อนโค่น ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการกรีดยางหน้าปกติ ซึ่งเป็นการกรีดยางที่ระดับความสูงตั้งแต่ 150 เซ็นติเมตร ลงมา ระบบกรีดยางหน้าปกติ ที่แนะนำโดยสถาบันวิจัยยาง มี 5 ระบบ ดังนี้

1. กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน เหมาะกับยางพาราทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะพันธุ์ยางพาราที่อ่อนแอต่ออาการ        เปลือกแห้ง อาทิ พันธุ์ BPM 24, PB 235, PB 255, PB 260 และ RRIC 110

2. กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน ใช้ได้กับพันธุ์ยางพาราทั่ว ๆ ไป เช่น พันธุ์ RRIM 600

3. กรีดครึ่งลำต้นสองวันเว้นหนึ่งวัน ใช้กับสวนยางพาราที่กำลังเริ่มกรีดเปลือกสองหรือเปลือกงอกใหม่ หรือสำหรับสวนยางขนาดเล็กกว่า 10 ไร่ (ทั้งเปลือกแรกและเปลือกสอง) แต่จำนวนวันที่กรีดต่อปีไม่ควรเกิน 160 วัน ระบบนี้ไม่ควรใช้กับพันธุ์ยางพาราที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแห้ง

4. กรีดหนึ่งในสามของลำต้นสองวันเว้นหนึ่งวัน ใช้กับสวนยางพาราที่กำลังเริ่มกรีดเปลือกสองหรือเปลือก       งอกใหม่ หรือสำหรับสวนยางขนาดเล็กกว่า 10 ไร่(ทั้งเปลือกแรกและเปลือกสอง) แต่จำนวนวันที่กรีดต่อปีไม่ควรเกิน 160 วัน ระบบนี้ไม่ควรใช้กับพันธุ์ยางพาราที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแห้ง

5. กรีดหนึ่งในสามของลำต้นวันเว้นวันโดยควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยางความเข้มข้น 2.5 % ระบบนี้ ไม่ควรใช้กับพันธุ์ยางพาราที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแห้ง และไม่ควรใช้กับสวนยางพาราในเขตแห้งแล้ง

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2013 เวลา 11:17 น.