ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา การปลูกหมากในพื้นที่ว่างเปล่า
การปลูกหมากในพื้นที่ว่างเปล่า PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2013 เวลา 15:35 น.

                                                 

                                                         การปลูกหมากในพื้นที่ว่างเปล่า

 

                                                                
           หมากเป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าว มีลำต้นสูงชะลูด ขนาดของลำต้นและทรงพุ่มจะแตกต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นพืชแซม หรือปลูกแบบสวนหลังบ้าน ซึ่งในปัจจุบันนี้ สามารถส่งหมากออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศในรูปของหมากแห้ง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้หลายชนิด เช่น ใช้ในการฟอกหนัง ทำยารักษาโรค ทำสี และส่งออกในรูปหมากดิบเพื่อบริโภค ฉะนั้น หมากจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะจะนำมาปลูกเพื่อเสริมรายได้แก่เกษตรกร

พันธุ์
สามารถแบ่งพันธุ์ตามลักษณะของผลออกเป็น 2 ประเภท คือ พันธุ์ผลกลมแห้น และผลกลมรี

                                                                  

การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์หมากจะมี 2 ขั้นตอน คือการเพาะเมล็ดจากต้นพันธุ์ดีในแหลงเพาะให้งอกเสียก่อนแล้วจึงนำไปชำในแปลงหรือถุงพลาสติกให้เจริญเติบโตจนได้ขนาดพอเหมาะ ใช้เวลาประมาณ 6 - 8 เดือน จึงนำไปปลูกได้


การปลูกหมากเป็นพืชแซม
การปลูกหมากแซมพืชเกษตรกรรม เช่น ปลูกตามพื้นที่ว่าเปล่า ตามแนวแดน รั่วกำแพง สามารถปลูกหมาก         ในระหว่างแถวหรือ แทรกในระหว่างแถวยางก็ได้
 


            การปลูกหมากแซมในสวนยาง สามารถปลูกแซมในระหว่างแถว หรือหลุ่มว่าง ส่วนในสวนยางแบบยกร่อง สามารถปลูกหมากริมคันร่องสวน โดยให้ต้นหมากอยู่ห่างจากต้นยางประมาณ 2 - 3 เมตร และห่างจากขอบร่องสวนประมาณ 0.5 เมตร ถ้าเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำควรขุดหลุม ขนาด 50 x 50 x 50 ซม. แต่ดินที่มีความ          อุดมสมบูรณ์สูง ขนาดหลุมเล็กกว่านี้ได้ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก และหินฟอสเฟต คลุกกับดินชั้นบนแล้ว      กลบหลุมด้วยดินที่เหลือ

 

ฤดูปลูก
ควรเป็นต้นฤดูฝน หลังจากที่มีฝนตกหนัก 1 - 2 ครั้ง


การปลูก
เวลาปลูกควรตั้งต้นกล้าให้ตรง และให้ด้านบนของผลอยู่ระดับผิวดิน กลบดินให้แน่น ปักหลักค้ำต้นเพื่อกัน     ต้นโยก รดน้ำให้ชุ่ม ควรทำร่มบังแดด เพื่อลดการคายน้ำ และป้องกันไม่ให้ใบไหม้


การให้น้ำ
ในหมากเล็กควรให้น้ำ 2 - 3 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นหมากโต ตกผลแล้วควรให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การให้น้ำแต่ละครั้งควรให้ชุ่มทั่วแปลง แต่ถ้าเป็นหมากที่ปลูกโดยการยกร่อง ถ้าระดับน้ำในร่องสวนสูงพอ คือต่ำกว่าสันร่องประมาณ 50 ซม. อาจให้น้ำน้อยกว่าในที่ราบ


การดูแลรักษา


 
            หมากเมื่อปลูกแล้วต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาพอสมควร ถ้าปล่อยปละละเลยต้นหมากจะเจริญเติบโตช้า        และผลผลิตต่ำ ฉะนั้นจึงควรมีการปฏิบัติดูแลดังนี้


การให้น้ำ
หลังจากปลูกแล้ว ควรรดน้ำให้ชุ่ม และรดน้ำต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน โดยรด 2 วันต่อครั้ง ต้นหมากจะเกิดรากใหม่และตั้งตัวได้ เมื่อต้นหมากโตแล้วควรดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง

การใส่ปุ๋ย
ควรใส่ปุ๋ยหลังจากเก็บเกี่ยวผลหมากหมดแล้ว ปุ๋ยที่ใช้ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์


การกำจัดวัชพืช
ต้องหมั่นคอยกำจัดวัชพืชรอบ ๆ โคนต้นหมาก และควรพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้น้ำพร้อมกันไปเลย
ในการปลูกสะตอหรือหมากเป็นพืชแซมเพื่อเสริมรายได้ นอกจากจะมีการดูแลรักษาที่ดีแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย ได้แก่ ทรงพุ่มของพืชที่ปลูกร่วมกัน เงินทุน ค่าแรงงาน ความสะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษาสวน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในการจัดการภายหลังหมากเป็นพืชที่คู่กับคนไทยมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันจะไม่นิยมกินหมากกัน แต่หมากยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปหมากสดและหมากแห้ง หมากแห้งใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ฟอกเส้นใย และทำยารักษา โรค และผลหมากสามารถใช้เป็นยาสมุนไพรในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ใช้สมานแผล แก้ท้องเสีย รักษาโรคเหงือกและฟัน เป็นต้น

 

แหล่งปลูกที่เหมาะสม


สภาพภูมิอากาศ
หมากเจริญได้ดีในเขตที่มีอากาศอบอุ่นและร้อนชื้น ปริมาณน้ำฝน 1,300 - 1,500 มม./ปี มีฝนตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี ไม่น้อยกว่า 50 มม./เดือน อุณหภูมิที่เหมาะสม 25 - 35 องศาเซลเซียส มีแสงแดดมาก อากาศโปร่ง ควรเป็นที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูง 200 - 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ลักษณะดิน
เป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง มีอินทรียวัตถุสูง

การเพาะกล้า
แปลงเพาะควรเป็นทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินผสมขี้เถ้าแกลบ เพื่อไม่ให้น้ำขัง ควรมีการพรางแสง การวางผลหมากควรวางให้นอน หรือขั้วผลอยู่ด้านบน และวางในทิศทางเดียวกันให้เต็มพื้นที่ (ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางได้ 600-700 ผล) จากนั้นจึงกลบด้วยวัสดุเพาะให้มิด รดน้ำให้ชุ่มทุกวันหลังเพาะประมาณ 2 เดือน (เห็นหน่อแทงขึ้นมา) จึงย้ายลงแปลงชำต่อไป

 


 
การเก็บเกี่ยว
หมากอ่อน เก็บเมื่ออายุประมาณ 1.5 เดือน หลังดอกบาน (200 ผล/1 กก.) ซึ่งมีตลาดเฉพาะ เช่น ไต้หวัน
หมากสด เก็บเมื่ออายุ 3 - 6 เดือน เปลือกผลมีสีเขียว
หมากแก่ (หมากสง) เก็บเมื่ออายุ 7 - 9 เดือน


การแปรรูป


หมากซอย นำหมากดิบ หรือหมากสด เฉาะเอาเนื้อแล้วผ่าเป็น 2 ซีก จากนั้นซอยออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ        หนาประมาณ 0.3 ซม. แล้วตากแดดให้แห้ง หมาก 1,000 ผล ได้หมากซอย 3-5 กก.

หมากกลีบส้ม ใช้หมากดิบปอกเอาเนื้อ แล้วผ่าประมาณ 5-7 กลีบ ตากแดดให้แห้ง

หมากเสี้ยว ใช้หมากดิบผ่าตามยาว 4-5 ชิ้น แล้วนำมาเจียน แกะเอาเนื้อให้ติดเปลือกนอก ตากแดด ให้แห้ง

หมากแว่น นำหมากสงที่เปลือกมีสีเขียวปนเหลือง เฉาะเปลือกออก แล้วหั่นหรือไสด้วยเครื่องไสหมากให้เป็นแว่น จากนั้นตากแดดให้แห้ง หมาก 1,000 ผล ได้หมากแว่น 14-15 กก.

หมากผ่าซีก ใช้หมากสุก ผ่าตามยาวเป็น 2 ซีก นำไปตากแดด 1 แดด แล้วแกะเนื้อออกจากเปลือก ตากแดดอีก 4 - 5 แดด จนแห้ง หมาก 1,000 ผล ได้หมากแห้ง 15 กก. ส่วนหมากผ่าสี่ และหมากแห้งทั้งเมล็ด ตากแดด 1 แดด แล้วแกะเอาแต่เนื้อเหมือนหมากผ่าซีก

การเก็บรักษาหมากแห้ง
ควรเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด เก็บในที่ร่มมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับชื้น เมื่อเก็บไว้นาน ๆ ควรนำออก        ผึ่งแดดเป็นระยะเพื่อไล่ความชื้นที่สะสมอยู่ในภาชนะ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2013 เวลา 15:50 น.