ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

รายงานการประชุมสัมมนาและนิทรรศการยางอาเซียน (ASEAN+3)
รายงานการประชุมสัมมนาและนิทรรศการยางอาเซียน เรื่อง ทิศทางและการเติบโตของอุตสาหกรรมยางของกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - ASEAN+3
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2013 เวลา 14:03 น.

รายงานการประชุมสัมมนาและนิทรรศการยางอาเซียน

เรื่อง ทิศทางและการเติบโตของอุตสาหกรรมยางของกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม

ASEAN Plus 3 Rubber Conference & Exhibition : direction and growth of ASEAN+3 in the rubber industry

 

บทสรุป

การประชุมสัมมนาและนิทรรศการยาง อาเซียน+3

ณ โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ต อาคาเดีย รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต

 ระหว่าง 10-11 เมษายน 2556

………………..

คำนำ

การประชุมและนิทรรศการยางอาเซียน+3 จัดขึ้นที่โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ตอะคาเดีย รีสอร์ทและสปา จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน 2556 มีผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศประมาณ 150 คน และในประเทศประมาณ 500 คน โดยจัดร่วมกับงานวันยางพาราแห่งชาติเพื่อเป็นเกียรติกับพระยาณัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (นายคอซิมบี้ ณ ระนอง) ซึ่งถือว่าเป็นบิดาของวงการอุตสาหกรรมยางไทย นอกจากนี้ยังได้จัดทัศนศึกษาไปร่วมงานเปิดโครงการยางราดถนนที่จังหวัดกระบี่อีกด้วย

 

ฯพณฯยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว โดยได้เน้นให้เห็นความสำคัญด้านเศรษฐสังคมของภาคอุตสาหกรรมยางไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาเห็นว่าจะต้องให้ความสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

 

ฯพณฯ ยุทธพงศ์ฯ กล่าวว่าตามแผนพัฒนายางของรัฐบาลไทยระหว่างปี 2552-2556 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 8 ประการมีเป้าหมายในการกระตุ้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมยางในประเทศและการปรับปรุงสวัสดิการของชาวสวนยางให้ดีขึ้น หนึ่งในหลายๆโครงการคือแผนการจัดตั้ง โครงการเมืองยางขึ้นที่ชายแดนไทย-มาเลย์เซีย ดังที่เป็นการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชิณวัตรกับดาโตะ ศรี โมฮัมมัด นาจิบ บิน ตุล อับดุลราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลย์เซีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลย์เซียภายหลังการประชุมหารือกันเป็นครั้งที่ 5

บทวิเคราะห์ ที่ 1:

การจัดประชุมระดับนานาชาติในระยะเวลาอันสั้นประมาณ 2 เดือน นับว่าจัดได้ทันตามกำหนด โดยทั่วไปแล้วควรมีเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปีล่วงหน้า เพื่อให้ผู้บรรยายมีเวลาเตรียมเขียนบทบรรยายส่งกลัมมาจัดพิมพ์เป็นเอกสารแจกจ่ายได้ทันท่วงที ในการพิมพ์ต้องใช้เวลา 7-10 วัน ในครั้งนี้หากไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วและได้รับความร่วมมือ

วาระประชุมทางวิชาการ

ภายหลังพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการแล้วเป็นการบรรยายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 วันประกอบด้วยเรื่องทางวิชาการที่มีคุณภาพสูงสุดจากผู้บรรยายส่วนใหญ่จากกลุ่มประเทศอาเซียนรวม 16 ท่าน ครอบคลุมตั้งแต่แนวโน้มของการผลิตและการบริโภคยางของโลก  กลุ่มประเทศอาเซียนบวก 3 ตลอดถึงเทคโนโลยี่ใหม่ๆที่เป็นความต้องการของยางธรรมชาติในการแข่งขันกับยางสังเคราะห์อันจะก่อให้เกิดศักยภาพทางด้านการตลาด

 

ดร. สตีเฟ่น อีแวน เลขาธิการองค์การศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ ได้ชี้ให้เห็นถึงคำ ไม่สมดุลย์ของยางธรรมชาติการเปรียบเทียบระหว่างการผลิตกับการบริโภคในประเทศผู้ผลิตแต่ละประเทศ  เขาได้เสนอทางออกหนึ่งที่ควรจะดำเนินการในประเด็นนี้เพื่อเป็นการดึงดูดการเข้ามาลงทุน เช่น มอบสิทธิประโยชน์ให้ผู้บริโภคเข้ามาลงทุนในประเทศผู้ผลิตเพิ่มขึ้น และทำให้ลดความไม่สมดุลลงได้

 

ดร.โฮด์ สมิท ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางอาเซียนในด้านการผลิต การบริโภคและราคาโดยแสดงข้อมูลทั้งจากผู้ผลิตยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์และมีความเห็นว่าในระยะกลางราคายางน่าจะอยู่ที่ 2.50 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม คุณเยี่ยม จากบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศได้แถลงถึงการร่วมมือระหว่างไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียในการสร้างเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืนและชาวสวนยางมีกำไร โดยที่ขณะเดียวกันก็จะสร้างสถานะสมดุลย์ระหว่างอุปสงและอุปทาน เขายังแนะนำต่อไปว่าบริษัทร่วมทุนยางน่าจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศผู้ผลิตยางอื่นๆด้วย

 

มาดามชีล่า โธมัส ประธานคณะกรรมการยางอินเดียพูดถึงสถานะการอุตสาหกรรมยางอินเดียความว่ายางที่ผลิตในอินเดียได้บริโภคในอินเดียทั้งหมด ซึ่งความจริงแล้วอินเดียมีความต้องการนำเข้ายางบางส่วนเพื่อการบริโภคในภาคอุตสาหกรรมยาง อินเดียมีผืนดินที่ผลิตยางให้ผลผลิตได้สูงที่สุดในโลกเกิน 1,800 กิโลกรัมต่อเฮคตาร์ (6.25 ไร่) ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือคินที่เหมาะสมในการขยายพื้นที่ปลูกยาง การวิจัยและพัฒนายางโดยขยายฐานกรรมพันธุ์และการใช้โมเลกุลทางด้านชีววิทยาได้นำมาปรับใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางในอนาคตโดยสถาบันวิจัยยางอยู่ในขณะนี้

 

มร. อลา มินท์ ที่ปรึกษาของสมาคมชาวสวนยางและผู้ผลิตยางจากประเทศเมียนม่าร์ได้แถลงถึงข้อมูลปัจจุบันว่าการปลูกยางในเมียนม่าร์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และยังได้กล่าวว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการตลาดของรัฐบาลมาตั้งแต่ปี2531ได้มีส่วนช่วยในการปรับปรุงอุตสาหกรรมยางของชาติ มร. ดาอัด ฮัสนี บาสตารีจากสมาคมยางแกปคินโด อินโดนีเซีย กล่าวว่าอินโดนีเซียมีข้อจำกัดน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ กล่าวคือมีพื้นที่ปลูกและแรงงานอยู่มากมาย และดินก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง ชาวสวนยางอินโดนีเซียมีความภูมิใจว่าเขาทำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ในวาระประชุมความท้าทายในกิจกรรมระดับต้นน้ำ ดร. ทรัน ธิ ธุย โฮ จากสมาคมยางเวียดนามได้ชี้แจงถึงสถานะการณ์ยางในเวียดนามว่า มีปัญหาเฉพาะหน้าในภาคยางธรรมชาติของเวียดนาม โดยมีข้อจำกัดในการส่งเสริม คุณภาพ ยางไม่ได้มาตรฐานสากล และมีการบริโภคในประเทศน้อย คุณมารี ซู เลขาธิการของสมาคมอุตสาหกรรมยางจีนได้ให้ภาพของอุตสาหกรรมยางล้อของจีนไว้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้ประเทศจีนจะเป็นผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ที่สุดของโลกก็ตามแต่ในระยะปีสองปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ลดลง

 

ดาโตะ ดร. ออง เอง ลอง ที่ปรึกษาด้านวิชาการบริษัทยางคอสซัน มาเลย์เซีย อธิบายถึงกลยุทธ์หลายประการที่ได้กำหนดให้เป็นรูปร่างขึ้นตลอดถึงการทบทวนโดยรัฐบาลและเอกชนมาเลย์เซียเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมในประเทศอยู่รอด ดร.เจมส์ จาคอบ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางอินเดียได้อธิบายถึงวิธีการในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาที่สถาบันของเขาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประเมินผล เทคนิคที่ทำให้อุตสาหกรรมอยู่รอด ตลอดถึงการนำมาปฎิบัติในภาคอุตสาหกรรมยางธรรมชาติระดับต้นน้ำ จากข้อได้เปรียบที่อินเดียมีความเข้มแข็งทางด้านความสามารถในการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม เช่นการใช้ฐานดาวเทียมระยะไกล ระบบจำแนกดินจากดาวเทียม การสร้างรูปแบบทางคณิตศาสตรฯลฯนำมาใช้แก้ปัญหาให้กับภาคเกษตรกรขาวสวนยางที่กำลังเผชิญอยู่

 

คุณกันเธอร์ ลอตแมน จากกลุ่มบริษัท แอโกรอินดัสตรี ประเทศกัวเตมาลาได้เสนอถึงสถานะภาพในประเทศของเขาในการพัฒนาสวนยางบนหลักการวัฎจักรของป่าไม้ โดยพยายามสร้างความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีกำไรในการปลูกยางอย่างพอควร คุณโจเซฟ จอร์น จาก เคเอพีวีแอล ประเทศอินเดียได้เสนอความรู้ความชำนาญในการปลูกยางให้มีผลผลิตสูง รวมถึงการใช้เทคนิคการสร้างรากในแปลงเนิสเซอรี การปลูกยางที่ความถี่ 600 ต้นต่อเฮกตาร์(6.25 ไร่) เข้มงวดเทคนิคการกรีด และนโยบายการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดเหนือระดับปัจจุบัน

 

ดร.กฤษฎา สุชีวะ รองผู้อำนวยการ สวทช. และมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปรียบเทียบความวิกฤตของยางธรรมชาติในด้านคุณภาพกับยางสังเคราะห์ เขารู้สึกว่าจะต้องมีการวิจัยและพัฒนาให้เท่ากับหรือมากกว่ายางสังเคราะห์เพื่อให้มีการใช้มากขึ้น คุณนพมณี สุวรรณนาง จากกรมพัฒนาที่ดินได้เสนองานค้นคว้าวิจัยที่ทำร่วมกับฝรั่งเศสถึงการปลูกยางในดินทรายของดินเปิดใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับปัญหาบางประการ

 

ดร.รานจิต มัทธาน ที่ปรึกษาด้านพอลีเมอร์ได้มอบความรู้สึกที่ดีให้กับศักยภาพของยางธรรมชาติ เขาชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนายางสังเคราะห์มาตั้งแต่ระหว่างสงครามโลก ความสัมพันธ์ระหว่างยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ได้ผ่านมาหลายระยะ ได้แก่ระยะการทดแทน ระยะการแข่งขัน ระยะการมีส่วนร่วม ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เขาตระหนักดีว่าในทางการค้าได้มีการวิจัยและพัฒนาเชิงการค้าของยางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องที่จะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมยางทั้งในระยะกลางและระยะยาวดังตัวอย่างยางมาสเตอร์แบทจากน้ำยาง เคมีเขียว เทคโนโลยีนาโนที่เมื่อนำมาใช้ในทางการค้าแล้วดีกว่ายางสังเคราะห์มาตั้งแต่ 15 ที่แล้ว การค้นพบยางสมาร์ท ที่ผลิตภัณฑ์สามารถบ่งบอกอุณหภูมิ ความดันได้ และยังมียางล้อซิลิก้าที่ทำสีให้สอดคล้องกับสีรถได้เป็นต้น

 

การอภิปราย

การประชุมจบลงด้วยการอภิปรายโดยมี ดร. เจ นามเบียห์เป็นโมเดอเรเตอร์  ดร. สนิท สโมสร กล่าวสรุปผลการประชุมและปิดการประชุม

คณะผู้อภิปรายประกอบด้วย

-ดร.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต ประเทศไทย

-ดาโตะ ดร.ออง เอง ลอง ประเทศมาเลย์เซีย

-มาดาม ชีลา โธมัส ประเทศอินเดีย

-มร.อานัวร์ คาริม ประเทศมาเลย์เซีย

        -มร. ฮลา มินท์ ประเทศเมียนมาร์

        -มร. ลี พาลลา ประเทศเขมร                                                                              

 การอภิปรายได้มีการถกปัญหาถึงทิศทางและการเติบโตของอุตสาหกรรมยางในกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสามดังสาระสำคัญต่อไปนี้

  •  ความสำคัญในการนำข้อได้เปรียบของ สีเขียว ของยางธรรมชาติมาส่งเสริมใช้แทน

  •                 ยางสังเคราะห์

    •  การไม่เห็นด้วยกับความไม่เข้าใจเกี่ยวกับยางธรรมชาติโดยผู้บริโภค เอ็นจีโอ ในการปลูก การผลิต และการผลิตในโรงงานที่เห็นว่ายางธรรมชาติมีข้อเสียมากกว่ายางสังเคราะห์
    •  ความร่วมมือของภาคเอกชนไทยและมาเลย์เซียในการจัดตั้งเมืองยาง
    •  รายได้ที่จูงใจของภาคเอกชนในการเข้าร่วมเป็นคลัสเตอร์ของเมืองยางรวมถึงผู้เข้าร่วมรายใหญ่ที่จะให้การ

            สนับสนุน

    •  ความสำคัญในการโฟกัสเพื่อพัฒนาชั้นยางธรรมชาติที่สามารถใช้ร่วมกับยางสังเคราะห์เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางให้

    มีมูลค่าสูงโดยขยายฐานผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตลอดถึงความเป็นไปได้ในการลดปริมาณการบริโภคเนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตยางล้อสูงขึ้น

    •  การเริ่มต้นเจรจาระหว่างภาคอุตสาหกรรมยางธรรม๙ติและยางสังเคราะห์เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ที่

            นำไปสู่ความสำเร็จหรือวิน-วินด้วยกัน

    •  ความต้องการในการลดขั้นตอนในการรักษาราคายางและอุปสงอุปทาน
    •  การฉวยโอกาสขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในย่านอาเซียนบวกสามสูงกว่าประเทศแถบตะวันตก

     

                                                                                         .........................................

     

    ASEAN+3 Rubber Conference and Exhibition

     Phuket 10-12 April, 2013

    ………………..

    Introduction:

     

    The first ASEAN+3 (China/India/Japan) Rubber Conference and Exhibition took place over the period 10-12 April 2013 at the Hilton Arcadia Resort and Spa Hotel, Phuket, Thailand. It was attended by more than 500 participants of which, about 150 were from overseas. The choice of April 10 was also to coincide with Thailand’s National Rubber Day in honour of Phraya Ratsadanupradit Mahisara Phakdi (Kosimbi Na Ranong) who is regarded as the father of Thailand’s rubber industry. There was a study tour organised for the final day in which participants were invited to attend the official opening of a rubberised road project in Krabi Province.

     

    H.E. Yuttapong Charasathien, The Deputy Minister of Agriculture and Cooperatives, Thailand officially inaugurated and launched the event. In his opening address, he emphasised the socio-economic importance of the rubber industry to Thailand. His Ministry will be deeply involved in enhancing cooperation amongst rubber producing countries of ASEAN with a view to the establishment of the ASEAN Economic Community targeted for 2015.

     

    The Deputy Minister stated that, the Thailand government’s on-going 2009-2013 Rubber Development Plan includes eight strategic plans with specific targets aimed at boosting competitiveness of the local industry and improving the welfare of rubber farmers. Amongst others, the plans include the set-up of a Rubber City on the border region of peninsula Malaysia and south Thailand, one of the several points which was stated in the joint press statement of 28th February 2013 in Putrajaya, Malaysia after the Fifth Malaysia-Thailand Annual Consultation between Prime Minister Dato’ Sri Mohd Najib bin Tun Abdul Razak of Malaysia and Prime Minister Yingluck Shinawatra of Thailand.

     

    Technical Sessions:

     

    The official opening ceremony was followed by a series of technical sessions over the next two days with 16 papers of extremely high quality, presented by experts from the ASEAN+3 nations. The subjects ranged from overviews of Natural Rubber (NR) production and consumption trends worldwide, specific trends in several of the ASEAN+3 nations as well as technological innovations which need to be exploited for NR to remain competitive and even enhance its potential in the market place in relation to Synthetic Rubber (SR).

     

    The Secretary General of the International Rubber Study Group (IRSG), Dr Stephen V Evans, pointed out what he termed the ‘Natural Rubber Imbalance’, a comparison of Production versus Consumption in each producing country. He proposed one way to tackle this issue was to attract ‘Inward Investment’ i.e. to provide the right conditions for NR consumers to invest in producing countries and even out this imbalance.

     

    Dr Hidde Smit paper on ‘The Asian Rubber Industry: Perspectives for Consumption, Production and Prices’ provided data from both the NR and SR producers. He was of the opinion that in the medium term, NR prices are likely to around USD 2.50/kg. Mr Yium Tavarolit of the International Rubber Consortium explained how co-operation between Thailand, Indonesia and Malaysia has allowed stabilising NR prices to sustainable and remunerative levels for farmers while at the same time balancing the supply demand situation. He went on to suggest that IRCo could be expanded to include other NR producing countries.

     

    Madam Sheela Thomas, Chairman of The Rubber Board of India presented the overall situation in the Indian rubber industry, where all rubber produced is consumed within India. In fact there was need to import some NR to cope with industry demand. India has the highest land productivity in the world at present, exceeding 1,800kg of NR/ha/year. The biggest limitation however, is availability of suitable land to expand rubber planting. R&D in widening the existing genetic base and use of molecular biology are some of the approaches being adopted by the Rubber Research Institute of India (RRII) to further boost productivity.

     

    Mr Hla Myint, Advisor of the Rubber Planters and Producers of Myanmar, presented up-to-date information on the tremendous increase in rubber planting taking place in his country. He stated that the market oriented policy of the Myanmar Government, since 1988, has helped to improve the growth of the rubber industry there. Mr Daud Husni Bastari of GAPKINDO, the Indonesian Rubber Association explained that Indonesia has very few limitations faced by other NR producers. Land and labour is plentiful and soil suitability is excellent. The Indonesian farmer is generally proud of the fact that his production is viewed as an environment friendly activity.

     

    In the session on Downstream Challenges, Dr Tran Thi Thuy Hoa from the Vietnam Rubber Association (VRA) gave an account of the situation in her country. Some of the problems faced by the Natural Rubber sector are limited agricultural extension efforts, NR quality not consistently meeting international standards and low consumption within Vietnam. Ms Mary Xu, from the Secretary General of the China Rubber Industry Association, gave an extensive picture of the tyre industry in China. Even though, China is the largest tyre producer in the world, she showed data to show the reducing growth of the Chinese tyre industry in the last couple of years.

     

    Datuk Dr Ong Eng Long, Technical Advisor from KOSSAN Rubber, Malaysia explained how several strategies were formulated and regularly reviewed by the Malaysian government and relevant stakeholders, in order to enhance the viability of the local rubber industry. Dr James Jacob, Director of Rubber Research Institute of India explained how in the last 8 years, his organisation has been involved in assessing, non-invasive techniques, for application in the NR upstream sector. Taking advantage of India’s strong satellite sensing capability, he provided examples of usage of satellite based remote-sensing, Geographical Information System, mathematical modelling, etc. to tackle specific issues faced by the rubber growing sector.

     

    Mr Gunther Lottman from Grupo Agroindustrial Occidente, Guatemala presented the situation in his country where the development of rubber plantations is based on the principles of Forest Stewardship Circle (FSC). This approach tries to ensure sustainability, environment friendliness and reasonable remuneration to the grower. Mr Joseph John of KAPVL, India presented his expertise in trying to achieve high productivity in rubber planting. This included using root trainer nursery techniques, applying an initial planting density of 600 trees/ha, observing strict tapping and harvesting policies to ultimately providing high yields, well above the current levels.

     

    Dr Krisda Suchiva, Deputy Director of the National Metal and Materials Technology Centre and of Mahidol University, Thailand compared critically, NR in terms of its quality aspects compared to SR as well as some of its performance characteristics. He felt strongly that there must be more effort in R&D on NR to match and even exceed SR in terms of broadening its market position. Ms Nopmanee Suvannang gave an excellent presentation on the efforts of the Land Development Department, Thailand in addressing rubber growing issues in sandy soils of the newly opened north-east region of Thailand. Collaborative work with a French team from IRD has already started addressing some of these problems. The outcome of her work is expected to enable planting to be carried out in soils currently considered less than optimal for rubber.

     

    Dr Ranjit Matthan of Polymer Consultancy Services provided much positive feel for the potential of Natural Rubber. He pointed out that from the time Synthetic Rubber was developed during the war years, the NR/SR relationship went through several phases, namely the Substitution Phase, Competitive Phase, Complimentary Phase to a Symbiotic Phase. He is convinced that with the commercialisation of several R&D findings that has been on-going in NR, must benefit the NR Industry in the medium to long-term. He cited examples of Latex-masterbatch, Green Chemistry and Nano Technology, which when applied commercially will enable NR to retake the technical advantage it had over SR, until about 15 years ago. The advent of Smart Natural Rubber, where products made can display temperature, pressure etc. and the expected uptake of Silica Tyres to match the colour of cars, are examples quoted by him to show that NR can match and even overtake SR as the material of choice in various key sectors of rubber consumption.

     

    Panel Discussion:

     

    The Conference ended with a panel discussion moderated by Dr Jay Nambiar and included the following prominent participants viz.

     

    1.     Dr Pongsak Kerdvongbundit, Thailand,

    2.     Datuk Dr Ong Eng Long, Malaysia,

    3.     Madam Sheela Thomas, India,

    4.     Ms Mary Xu Wen, China,

    5.     Mr Anuar Karim, Malaysia,

    6.     Mr Hla Myint, Myanmar and

    7.     H.E. Ly Phalla, Kampuchea

     

    The panel addressed the issue of ‘Interactions on Directions and Growth in the Rubber Industry of ASEAN+3.’

     

    Summary:

     

    Some of the points that emerged from the panel discussion were:

     

    •        The importance of taking full advantage of the ‘Green’ aspects of NR in its promotion as an alternative to SR;
    •         To not agree in the selective imposition of burdens by consumers and NGOs on NR cultivation, production and manufacture, which is likely to place the NR industry at a disadvantage to SR;
    •        The joint public-private effort in the set-up of the Rubber City concept between Thailand and Malaysia;
    •         The need for incentives to make it attractive for the private sector to commit themselves to the Rubber City concept as well as having a major player as the anchor tenant with cluster units in support;
    •        The critical importance of highly focused R&D to develop NR grades that can be used in conjunction with SR grades to produce high-value industrial rubber goods in order to broaden the product base of NR, including addressing the distinct possibility of reduced NR and SR consumption as tyre technology improves;
    •         Initiating dialogue between the NR and SR industries in order to enhance their symbiotic relationship, leading to a win-win situation for both sectors;
    •        To ever keeping in mind the need for steps that reduce the volatility of rubber prices and supply-demand imbalances;
    •         Taking advantage of the potential for economic growth being greater in the ASEAN+3 region rather than in the West;

     

    Closing Session:

              After summarizing to the conference, Dr. Sanit Samosorn had made sincere thanks to all distinguished guests, speakers, all panelists, staff and hotel management for their fully cooperation during 2 days of ASEAN+3 Rubber Conference and Exhibition and took the opportunity to declare the conference closed.

     

     

     

     

    1.Dr.Stephen V Evans.pdf

    2.Dr.Hidde P.Smit

    3.Mr.Yium Tavarolit

    4.Ms.Sheela Thomas

    5.Mr.Hla Myint

    6.Mr.Daud Husni Bastari

    7.Dr.Tran Thi Thuy Hoa

    8.Ms.Mary Xu

    9.Dato' Dr.E L Ong

    10.Dr.James Jacob

    11.Mr.Gunther Lottmann

    12.Mr.Josept John

    13.Dr.Krisda Suchiva

    14.Ms.Nopmanee Suvannang

    15.Dr.R.K.Matthan

     

       
    แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2013 เวลา 14:27 น.