ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การสื่อสารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เรื่องเล่าเมืองจีน
เรื่องเล่าเมืองจีน PDF พิมพ์
KM สำหรับพนักงาน - การสื่อสารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม 2013 เวลา 13:53 น.

เล่าเรื่องเมืองจีน

ประสบการณ์จากใจคณะ “สกย.”  รุ่นที่ 3

                                                                                                    ชนะกานต์  รัตนพงศ์         เรียบเรียง

                                                                                                    ภิรมย์  กิ่งเนตร      ข้อมูล/ภาพ

บทนำ :

                บทความนี้   เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการประมวลประสบการณ์    ผนวกเข้ากับความคิดเห็นเพิ่มเติม ของคณะผู้เดินทางไปดูงานที่ประเทศจีนระหว่างวันที่   21 - 25 กรกฎาคม  2553    ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมิได้อ้างอิงและห้ามนำไปอ้างเป็นข้อมูลทางวิชาการใด ๆ   เพราะข้อมูลที่ได้มาในครั้งนี้เป็นข้อมูลที่ได้รับฟังและบันทึกเอาจากปากคำของไกด์ ส าว ๆ ชาวจีน ซึ่งจับประเด็นได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะหัวหน้าคณะฯ (ผอ.ประพจน์ ราชนิยม) มัวแต่จะจับแขนไกด์     เลยจับประเด็นจากไกด์ได้ไม่ค่อยจะดี     เพราะมีหลายตอนที่สมาธิสั้นไปหลายชั่วขณะ (เพราะเดินตามไกด์ไม่ทันก็ส่วนหนึ่งครับ)

                ฉะนั้น    ตรงนี้ ถือเป็นการเล่าประสบการณ์ชีวิตที่พวกชาวเรา  คณะฯ ดูงานรุ่นที่  3   ได้ไปเจอะเจอมา เล่าสู่กันฟัง  อย่าถือเป็นสาระทั้งหมด  หลายส่วนก็จะแทรกความรู้บ้าง  บันเทิงบ้าง  ก็ลองติดตามดูนะครับ

บทตาม :

                Trip  นี้    นับว่าน่าตื่นเต้นตั้งแต่    คณะได้ทราบข่าวว่ามีโครงการสัมมนาผู้นำและต้องเดินทางไปดูงานที่ประเทศจีนแล้วครับ   เพราะหลายคนยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีชื่อจริง ๆ  เป็น  ตัวจริงหรือเปล่า บางคนก็ลังเล     ที่จะไปทำหนังสือเดินทาง  มีบางคณะที่รู้ชัดเจนแล้วว่า  มีชื่อ จริง ๆ เสร็จประชุม ก็รีบไปทำหนังสือเดินทาง  (สีน้ำเงิน)    กันที่กระทรวงวัฒนธรรม   ซึ่งก็หวุดหวิดน่าดูชมทีเดียว ก็มีหลายคนที่โชคดีได้ขึ้นไปทำหนังสือเดินทางกันทีหลังอีกรอบ...  แต่ในที่สุดก็ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายครับ

                วันสุดท้ายของการสัมมนา  และวันต่อไปก็จะเป็นวันเดินทาง เจ้าหน้าที่ประสานงานก็มาให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติงาน อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรต้องเตรียม ก็หลายเรื่อง  คนที่มีประสบการณ์ไปต่างประเทศแล้วก็คงจะเฉย ๆ  แต่อย่างผู้เขียนนี่ค่อนข้างตื่นเต้น เชย ๆ ผู้ประสานงานคงเห็นพวกคณะเราก็มีประสบการณ์ด้านอายุค่อนข้างมาก  เขาก็เลยแนะนำไว้ที่ยังพอ    จำได้ว่า  ถ้าจะไปห้องน้ำก็ให้บอกว่า “เสื้อสวย”  ซึ่งตรงกับภาษาจีน  สำเนียงจีนอะไรก็เขียนไม่ถูกเหมือนกัน  อีกคำที่เขาแนะนำว่า ถ้าเจอกันก็ “หนีห่าว” ไว้ก่อน...  ซึ่งแปลว่า  “สวัสดี” เราก็คิดว่าเอา “เห่าก็เห่า”  จำง่ายดี    ก็เลยได้กันมาส่วนใหญ่ 2 ตัวนี้ เป็นหลัก  เพราะทุกเช้า ไกด์ก็จะมาหนีเห่า กับเราทุกเช้าเมื่อขึ้นมาบนรถ

                เช้าวันที่   21  กรกฎาคม  2553    ออกจากที่พักกันตั้งแต่   06.30   น.     เพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ซึ่งก็จะถึงในเวลา  07.30 น.   เพราะไกด์บอกจะต้องไปจองแถวรอ Check-in เพราะ Tour  จะค่อนข้างเยอะ  ซึ่งก็จริงตามที่ไกด์ (คุณปุ๊กกี้)  บอก  ฉะนั้น  จึงต้องรอถึง  09.30  น. จึงได้  Check-in โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากคุณปุ๊กกี้ ของบริษัททริบเปิ้ลเอท (888) ทัวร์  2007   จำกัด  อย่างดีทีเดียว

 

 

                ก่อนเดินทาง  หัวหน้าคณะ (ผอ.ประพจน์  ราชนิยม)  ได้มอบหมายภารกิจให้ช่วยกันรับผิดชอบ โดย  ผอ.ชัยวัตร  เรืองทวีทรัพย์   จะเป็นผู้ช่วยไกด์  ทำหน้าที่คอยประสานระหว่างไกด์กับคณะที่เดินทาง แต่เอาเข้าจริง เจอคุณปุ๊กกี้เข้า  ออกอาการจะถอนตัว  หันไปถ่ายรูปเป็นตากล้องแก้เกี้ยวเสียอย่างนั้นแหละครับ

      

 

             11.25  น.  ไกด์ก็นำคณะฯ  เหิรฟ้าสู่เมืองคุนหมิง  มณฑลยูนาน  โดยสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบิน  MU 2026  คงจะเป็นบริษัทในเครือการบินไทย  เพราะมีการผู้โดยสารเต็มก็แชร์ ผู้โดยสารกันไป...  เป็นธรรมดานะครับ อย่าคิดมาก ผอ.ชัยวัตร  พรรณสมัย

                เครื่องบินที่คณะเราไปในครั้งนี้  เป็นเครื่องบินขนาดไม่ใหญ่โตมาก บินไม่สูง  พอมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้  เครื่องบินเที่ยวนี้ไม่ได้บินรวดเดียวถึงคุนหมิง  แต่จะต้องไปแวะรับ ส่งผู้โดยสารที่ “สิบสองปันนา”  (Xishuan Banna)  พวกเราเลยโชคดีที่จะได้แวะเยือนสิบสองปันนา แถมมาอีกเมือง เวลาที่ประเทศจีนจะเร็วกว่าบ้านเรา 1  ชั่วโมง   ซึ่งใช้เวลาประมาณ  2  ชั่วโมง  เวลา  13:20 น. คณะฯ ก็ถึงสิบสองปันนา...  ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปเที่ยวในเมืองสิบสองปันนา  แค่ลงจากเครื่องเข้าไป Jop เข้าเมือง แล้วกลับไปขึ้นเครื่อง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าได้ไปถึง สิบสองปันนาแล้วนะครับ คณะฯ เลยร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้เป็นหลักฐาน

 

 

                ดูจากสภาพทั่วไป “สิบสองปันนา”  ก็เป็นเมืองที่น่ารัก เรียบง่าย มีภูเขาล้อมรอบ ความชื้น ค่อนข้างสูง เมฆ  หมอก  ฟุ้งกระจายทั้งวัน   ซึ่งแหล่งนี้เองครับที่เขาบอกว่า เป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของจีนทีเดียว และเราเองก็สามารถมองเห็นพื้นที่ปลูกยางพาราบนภูเขาของเมืองนี้ ทางเครื่องบินได้อย่างชัดเจน...  ก็ไม่ต่างจากหลาย ๆ จังหวัดของเราที่มีพื้นที่เป็นควนเขา... ซึ่งในเรื่องยางพาราของจีนก็คงจะพูดถึงในบทต่อไป

 

                หลังจากขึ้นเครื่องและเดินทางต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องบินก็นำคณะเราไปถึง สนามบินอูเจียป้า เมืองคุนหมิง  เวลาประมาณ  15.20 น.  ขณะที่ลงจากเครื่องเพื่อเข้าสู่ตัวอาคารต้องถ่ายผู้โดยสารซึ่งมีทั้งคนจีนในประเทศ ที่เดินทางจากสิบสองปันนา มาเที่ยวเมืองคุนหมิงและคณะท่องเที่ยว ระหว่างที่กำลังถ่ายผู้โดยสารขึ้นรถบัสอยู่ แอร์โอสเตสจีน ก็ขึ้นมาพูดภาษาจีน ซึ่งเราเองก็ฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร แต่มีที่พอฟังออกบางท่อนของประโยคก็คือ “สี่สองแปดห้าพวกเราก็งง ๆ  รวมทั้งคณะทัวร์อื่น ๆ  ก็คงจะงงเหมือน ๆ กับพวกเรา  เขาพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น   จนพวกเราเข้าใจว่าเขาบอกใบ้หวยหรือเปล่า  สี่สองแปดห้า จนไกด์อีกคณะฯ บอกว่า  แอร์เขาถามว่า “คนที่มาจากสิบสองปันนา”  (ออกเสียงสำเนียงจีน จะเหมือนสี่สองแปดห้า ชัด ๆ )

ให้ไปขึ้นรถบัสอีกคัน โดยไม่ต้องตรวจคนเข้าเมือง  พวกเราจึงถึงบางอ้อ ว่า ไอ้สี่สองแปดห้า  ที่แท้คือ สิบสองปันนา  นั่นแหละ ถึงสนามบินคุนหมิง มีไกด์ไทยอีกคน (คุณกระติก) เป็นผู้ชายน่ะครับ มาสมทบกับไกด์จีนสาวสวย (กรุณาดูรูปภาพประกอบนะครับ) ชื่อน้องอ้อม

 

                ชื่อจีนว่า “ซูหม่าน”  หน้าตาดี  พูดไทยชัดเจนทีเดียว ทราบว่า จบปริญญาตรี เรียนภาษาไทยและมาเรียนต่อที่ABAC ก็เลยถึงบางอ้อกัน แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ ผอ.ชัยวัฒน์  เรืองทวีทรัพย์  ที่ทำท่าสละสิทธิ์ในหน้าที่ผู้ช่วยไกด์ ช่วงที่อยู่สนามบินสุวรรณภูมิ กลับมีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง ออกจากสนามบินคุนหมิง  โดยรถบัสขนาดประมาณ 30-35 ที่นั่ง ซึ่งทราบว่าเป็นบริษัทรถในเครือของรัฐบาล  ไกด์ได้นำคณะเข้าไปในเมืองผ่านสถานที่หลายแห่งที่น่าสนใจ  เมืองมีการพัฒนาสู่ความทันสมัยมากขึ้น มีการรื้ออาคารเก่า ๆ  เพื่อก่อสร้างตึกใหม่ที่ทันสมัยขึ้น  เป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจริง ๆ น่าเสียดาย  แต่เขาบอกมีอีกเยอะ ไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งเมืองนอกจากจะสร้างตึกรามบ้านช่องแล้ว ทั้งเมืองก็จะมีการปลูกต้นไม้ทุกแห่งทุกถนนหนทางและมีการดูแลบำรุงรักษาอย่างดีจนเขียวไปทั้งเมือง

                                                                                                                                                                              

                เส้นทางผ่านอีกอย่างหนึ่งที่สะดุดตา  ก็คือจะมีร้านจำหน่าย เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก ประเภทรถแบ็คโฮนี่จำนวนมากจริง ๆ  ซึ่งก็คงจะสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมจริง ๆ   และการพัฒนาแบบจีน  ก็คงจะต้องเด็ดขาดตามแบบสังคมนิยม ที่ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวง รัฐจะเป็นผู้จัดสรร ประชาชนไม่มีสิทธิเด็ดขาดในทรัพยากร  โดยเฉพาะที่ดินและตึกอาคารที่รัฐเป็นสร้างให้เช่า ถ้าดูเวลา  ช่วงที่รถบัสนำคณะเราไปเพื่อจะไปดูภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองคุนหมิง  ก็จะเป็นเวลาเกือบจะ   1 ทุ่ม (ตามเวลาของประเทศจีน)  แต่ก็จะดูสว่างไสวเหมือนกับ 4-5 โมงเย็นบ้านเรา

                ภูเขาที่เราจะไปชมและสักการะ เป็นภูเขาที่ชื่อว่า  “ซีซาน”  หรือ ภูเขามังกรเขียว  หรือภูเขาตะวันตก ฟังจากไกด์ก็จะมีตำนานมายาวนาน  เล่าไปก็คงจะไม่หมด  เอาเป็นว่าบนเขานี่มีคุณลุง  ผู้เสียสละ ที่เห็นชาวบ้านต้องลำบากขึ้นไปเอาน้ำมาดื่มกินจากบนเขาข้างบน (ตรงนี้ไม่ทราบเหตุผล ว่าทำไมต้องเอาน้ำจากบนเขา)  ซึ่งคาดว่าคงเป็นแหล่งต้นน้ำอะไรทำนองนั้น ลุงแกจึงได้สกัด เจาะ ขุด ทางเลียบไหล่เขา   เพื่อให้เดินขึ้นไปได้สะดวก ๆ   ซึ่งต้องใช้เวลาในการขุด เจาะ นานมาก แต่มาเสร็จในรุ่นลูก-หลานแล้ว

 

                ระหว่างเส้นทางที่เดินขึ้นไป  ก็จะใช้เวลาราว ๆ 30-45 นาที  (แล้วแต่คณะไหนจะแข็งแรงมาก-น้อย) คณะเราทำเวลาราว ๆ 35 นาที  ทั้งขึ้น-ลง  มาถึงจุดที่นัดพบ  ทั้งที่ระหว่างเดินทางก็จะมีฝนและทางขึ้น ก็ค่อนข้างลื่น  เพราะเป็นพื้นหินล้วน ๆ

                                                                                                                                       


                ระหว่างทางก็จะมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ให้พักและเคารพสักการะ  และผู้เดินทางได้พักเหนื่อยด้วย อย่างเช่น ศาลเจ้าแห่งโชคลาภ มีหลายคนได้กระโดดเอามือไปแตะที่เหรียญจีน เพื่อความร่ำรวย

                                                                                                                                                     

 

                ป่านนี้หลายคนคงจะร่ำรวยกันไปหมดแล้ว... อย่างน้อย ๆ ก็รวยความสุขกลับไป อีกจุด ก็จะเป็นศาลองค์เจ้าแม่กวนอิม และเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนจุดสุดท้ายที่ไกด์บอกคณะว่า สุดท้ายที่ประตูมังกร ถ้าหากใครได้ไปถึงประตูมังกร ก็จะมีสุขภาพดี มีโชคลาภ มั่งมีศรีสุข  โดยเฉพาะหากได้เอื้อมมือไปแตะลูกแก้วกลางประตูมังกรแล้ว  ขลังนักแล...  ก็จะมี   ผอ.  หลายท่านพยายามแตะให้ถึง อย่าง ผอ.บันเทิง / ผอ.ประพจน์ /รวมทั้งผู้เขียนด้วย

                                                                                                                                                                    

 

               

 

แต่ระหว่างที่เราเดินขึ้นไป  สิ่งที่ทำให้เราประทับใจก็คือ เห็นเมืองคุนหมิงทั้งเมือง  เป็นเมืองกลางทะเลสาบที่สวยงาม   ขณะที่ประชากรก็มากหมายหนาแน่น   จำไม่ได้แน่ชัดว่ากี่ล้าน ประมาณว่ามากกว่ากรุงเทพมหานครของเรา แต่การจัดการบ้านเมือง เริ่มมีระบบ ระเบียบมากขึ้น

                                                                                                                                                                   

                ในเมืองคุนหมิง ที่น่าชื่นชม นอกจากมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่ขึ้นหนาแน่นแล้ว ยังเป็นเมืองที่ค่อนข้างสวย ไม่ค่อยมีเสียงดังเหมือนบ้านเรา เพราะรัฐห้ามมีรถจักรยานยนต์เพื่อการขับขี่ในเมืองจะมีก็เฉพาะจักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle)  ซึ่งใช้ไฟกระแสตรงจากแบตเตอรี่ และก็ไม่มีเสียงไม่มีมลพิษ  สายไฟฟ้าถูกเก็บไว้ใต้ดินหมด แทบจะไม่เห็นสายไฟระเกะระกะเลย... ก็รัฐจัดการหมด ก็คงทำได้ดีแบบนี้นะครับ ต่างจากบ้านเราที่มีเสรีภาพมาก ใครใคร่ทำอะไรก็ทำตามใจชอบ แล้วแต่ใครจะมีกำลังภายในมากแค่ไหน... (เข้าหาการเมืองแล้ว   ขอโทษครับ)

 

                หลังจากกลับลงมาจากภูเขาซีซาน  ไกด์นำไปชมกำแพงเมืองเก่า (จำลอง)  และเจดีย์พันปี เสียดายครับ ที่มืดไม่สามารถเก็บภาพมาให้ชมได้ ซึ่งเป็นเจดีย์คู่ คนละฝั่งกำแพงเมือง  ไกด์เล่าว่าเป็นเจดีย์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้อาถรรพณ์  ที่เมืองคุนหมิงถูกน้ำท่วม  โดยสร้างเจดีย์และมีนกอินทรีย์หันไปทางทะเลสาบ ทำให้เมืองคุนหมิง รอดจากน้ำท่วมเมืองตั้งแต่นั้นมา...  ว่ากันว่า  ฮวงจุ้ยสุด ๆ รับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร (น่าจะของรัฐบาล... จะเล่าให้ฟังต่อไป)  แล้วเข้าพักที่ King World Hotel...  หรูหราจริง ๆ  ทุกอย่างต้องใหญ่มาก ดูอย่างห้อง Lobby  ที่ไฟระย้าซิครับขนาดใหญ่กว่ารถยนต์  1  คัน

         

 

                ถ้าพูดถึงโรงแรมที่พัก หลายแห่งก็โอเคในภาพรวม ๆ แต่ที่ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ก็เห็นจะเป็นเรื่องห้องน้ำ ยังพัฒนาไปไม่เท่าที่ควร รูปสวยแต่ไม่ค่อยสะอาด นี่ขนาดเข้าห้องน้ำ ยังต้องใช้การ์ดห้องพักเปิดแล้วน่ะครับ กลางคืนที่นี่  ก็คงเหมือนเมืองใหญ่ ๆ มีสีสันของแสงไฟสวยงาม แต่ที่นี่ดูเหมือนจะวายเร็ว  2-3 ทุ่ม คนก็เริ่มหมดแล้ว แต่ก็มีบางมุมนะครับ ที่มีอาแป๊ะ อาม่าแก่ๆ เปิดเก้าอี้นวดกันริมทาง...ไม่แน่ใจว่าจะมีลูกค้ามากน้อยเท่าใด

 

                       

                และก็ยังมีคนแก่สูงอายุ นั่งอยู่ตามมุมริมถนน  เพราะอาจจะไม่มีลูกหลานดูแล  ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากกฎเหล็กที่ให้มีลูกได้ครอบครัวละคนนั่นแหละ

                                   

                วันนี้  อาหารกลางวันที่ภัตตาคารจีน  มี  Menu  เด็ด  ก็คือ  “สุกี้เห็ด”   ที่พิเศษก็คือเขาจะใช้เห็ดหลายหลายชนิดมากที่นับได้ประมาณ 9-10  ชนิด  คงไม่ต้องบอกชื่อนะครับ  เพราะดูแล้วหน้าตาไม่เหมือนเห็ดเมืองไทยเลย   ดูภาพเอาเองแล้วกันนะครับ

 

แปลกที่วิธีการกินนี่ซิครับ  ที่จะต้องมีขั้นตอน  คือในรอบแรกจะมีบริกรมาคอยดูแล  ตั้งแต่เริ่มกด Start น้ำต้มใส่เห็ดสารพัดเห็ด (ไม่รู้ว้าใส่ตามลำดับความสำคัญหรือเปล่า)  แต่รอบนี้  หากผู้ร่วมโต๊ะเข้าไปยุ่ง ตัก คน หรือ ใช้ตะเกียบเข้าไปเขี่ยเล่นแบบสุกี้บ้านเรา ก็จะโดนตีมือ  เพราะเขามีตั้งเวลาไว้แน่นอน  ประมาณ 8 - 10 นาที  นัยว่าจะให้เห็ดออกฤทธิ์ให้เต็มที่  จะได้ล้างพิษให้สะอาดกันเลย  เมื่อได้เวลาได้ที่แล้ว รอบนี้ บริกรก็จะตักแจก ห้ามตักเอง (กลัวจะแย่งกันตักเห็ดดี ๆ ไปกันหมดแล้วเพื่อนอด) ชิมดูแล้ว   รสชาติใช้ได้ทีเดียวหละ ทีนี้เมื่อผ่านไปรอบแรก รอบหลังก็ต้องจัดการกันเอง ของใครของมัน ตักกันเอง ก็ดีครับ ถ้าบ้านเราจะเอามาทำตลาดบ้างก็น่าสนใจ  เพราะเห็ดบ้านเราก็มีเห็ดหลายชนิด  น่าจะทำอย่างนี้ได้  ทุกวันนี้คนขายเห็ดเมืองไทยจะหัวใจวายตายกันหมด  เพราะต้องมานั่งลุ้นขายกันอยู่ทุกวัน... น่าสนนะครับ  ใครมีทุนรอนลองดูก็คงไม่เลว...ได้ช่วยเกษตรกรที่เพาะเห็ดด้วย อ้อ... เกือบลืมไป ภัตตาคารที่ไปบริโภคกันนี่ก็ในเครือของรัฐอีกนั่นแหละ ทำไมถึงรู้หล่ะ... ไกด์เขาบอกว่ามีสัญลักษณ์ให้เห็น หากมีรูปหินสลักสิงโตหรือกิเลนนี่...ใช่เลย ของรัฐบาลชัวร์

                         

                ออกจากตรงนี้    ไกด์ก็พาไปชมอุตสาหกรรมผ้าไหมจีน   ซึ่งเป็นโรงงานและร้านจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของรัฐบาล ทั้งหมดก็ถูกจัดไว้ในอาคารเดียวกัน  เข้าทางหนึ่งออกอีกทางหนึ่ง จัดเป็นขั้นเป็นตอน มีตั้งแต่วิธีการ เลี้ยงไหม   จนถึงการผลิตผ้าห่มไหม   เข้าไปแล้ว   จะเคลิบเคลิ้มจนอดใจ    ไม่ไหว.......  คณะเราไปเห็นแล้ว ก็ละลายทรัพย์กันไปตัวเบาทีเดียว.......สนนราคา    แล้วผืนหนึ่งก็  3,000   -  7,000  บาท  ที่ซื้อเองก็มีที่รับฝากเขามาก็เยอะ...อย่าง   ผอ.ไกรสร   นนทเกษม   หลายคน ก็ซื้อฝากคนทางบ้าน   หวังได้มีสุขภาพดี   ตามที่   Presenter  อธิบาย  อย่าง     ผอ.ชุมพล  กิติสาธร  ดูพี่เงียบ ๆ  อย่างนี้ จอดเป็นซื้อเหมือนกัน และอีกหลายคนซึ่งรวม ๆ แล้ว  รอบนี้   เงินเข้าประเทศจีนไปราว ๆ แสนเศษ ๆ

    

แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่า  เขาเตรียมการขาย (คนไทย)  ไว้ค่อนข้างดี  ตั้งแต่คนที่แนะนำสินค้า  (Presenter)   ที่พูดภาษาไทย  อาจจะไม่ชัดแต่ก็คล่อง  และมีเทคนิคในการล้วงกระเป๋าพี่ไทยได้อย่างดี

 

                  เห็นมั้ยครับ.......ผอ.ทวีศักดิ์กำลังล้วงกระเป๋าออกมา...และหลายคนกำลังตัดสินใจ เช้าวันที่   22  กรกฎาคม  2553    หลังอาหารเช้า     คณะได้เข้าฟังการบรรยายการดูงาน

        

เกี่ยวกับยางพาราของประเทศจีน   ทำให้เราได้ทราบว่า   ที่จีนมีเนื้อที่ปลูกยางพาราจริง ๆ   บริเวณมณฑล ยูนาน   ก็แถวสิบสองปันนา   ซึ่งมีอยู่ราว ๆ  4  แสนไร่   พันธุ์ยางที่นำไปปลูกส่วนใหญ่     ก็ติดต่อไปจากประเทศไทย   สั่งไปปลูกหลายแสนต้น   แต่ก็ตายเกือบหมด   เพราะทนสภาพอากาศหนาวเย็นไม่ได้ โดยเฉพาะพันธุ์  RRIM  600   ที่รอดตายก็จะเป็น  GT.1  กับพันธุ์  703   ซึ่งต่อมาจีนก็ได้พัฒนายางพันธุ์ ของเขาเองขึ้น เป็นพันธุ์ที่ทนหนาวได้ดี   ชื่อพันธุ์ ยูนาน 77-2    และ    ยูนาน 77-4   ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม  GT.1  กับ   703  ต่อไปเราก็คงจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวอีกประเทศ หากยังประมาทกันอยู่    ตอนนี้ยังโชคดี ที่เขายังเดินไปอย่างช้า ๆ   จึงต้องสั่งยางพาราจากไทยไปผลิตเป็นยางล้อบ้าง  ผลิตภัณฑ์อื่นบ้าง แล้วก็ส่งขายไปทั่วภูมิภาค

          

ยังครับ  ยังไม่หมด  ยังมีทีเด็ดกว่านี้อีก  เพราะออกจากร้านผ้าไหมกระเป๋ายังหนาอยู่  เหนื่อยนัก ไกด์ก็เลยพาไปชิมชาแห่งชาติ  หรือชาประจำชาติของจีนเป็น ชาผู้เอ๋อ

 ที่นี่เมื่อคณะไปถึง  ยังกะเขารู้ล่วงหน้าว่าเราไปกันกี่คน  เขาจะต้อน (รับ)  เราเข้าห้องสาธิตการชิมชา  ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นห้องปิดประตูตีแมวมากกว่า  เพราะเมื่อพวกเราข้าไปในห้อง เขาก็จะปิดรับเฉพาะกรุ๊ปจริง ๆ

                  

บรรยากาศภายในห้อง  ดูมีความขลัง  และมีเจ้าหน้าที่  3 - 4 คน คอยต้มน้ำชา จัดเครื่องนู่นนี่นั่น อยู่พัลวัน และที่เด็ดเมื่อทุกอย่างพร้อมก็มี  Presenter  สุภาพสตรีในชุดสีแดง ออกมาแนะนำตัวด้วยความคล่องแคล่ว ด้วยภาษาไทยที่แตกฉาน  สำเนียงที่ฟังดูแล้วน่ารัก แหลมคม เรียกเสียงหัวเราะ จากการหยอกเอินได้เป็นระยะ ๆ  ชื่อก็หวานทีเดียว “คุณน้ำผึ้ง”

 

 ต้องยอมรับว่า    เทคนิคการขายของจีนนี่สุดยอด     มีการนำเสนอสินค้าทีละอย่างด้วยสรรพคุณ ที่เด่นแตกต่างกัน  สลับกับการสาธิตและการเชิญชิม ตามท้ายด้วยการปิดการขายแบบมี Promotion เล็ก ๆ    และไล่ไปเรื่อย ๆ  สนนราคาแล้วขั้นต่ำ   กระป๋องหนึ่งก็ราว    400   หยวน ( 2,000.-บาท) ดื่มแล้วคงชาไปนาน  นี่ยังไม่รวมถึงชาที่มีอายุ  50 ปี  100 ปี  นะครับ  โดนเข้าคงชาทั้งตัวแน่ ๆ

แต่ในที่สุด  หลายคนก็อดใจอ่อนไม่ได้  เพราะชิมของเขาไว้เยอะ  ก็ต้องควักกระเป๋าซื้อกัน คนละหลาย Promotion  นัยว่าฝากคนที่เมืองไทย  มีการตื้อ  ยื้อยุดฉุดกระชากกันอุตลุด...รอบนี้  

 เงินไหลเข้าประเทศจีนไปอีกราว ๆ   4 - 5 หมื่นบาท

 

         

ยังอีกครับ เงินยังถูกล้วงไม่หมด  มีการเกาะติดตามมาที่รถ  ด้วยการออดอ้อนขอปิดงบ  มี  Promotion

 เพิ่มที่เห็นแล้ว  หลายคนก็อดใจอ่อนไม่ได้  ก็เลยทำให้ปิดการขายของคุณน้ำผึ้งทะลุเป้าอย่างถล่มทะลาย

 จนหลายคนเจ็บใจที่ซื้อก่อนได้ของแพง ซื้อที่หลังแล้วได้ถูกกว่า  “คุณน้ำผึ้ง”  เลยได้ฉายาใหม่ว่า

 “คุณน้ำพิษ” ไปในบัดนั้นเลย

 

และก็อีกนั่นแหละ ร้านชานี้ก็เป็นของรัฐบาล ที่ถูกกำหนดไว้ใน   Program  ที่ไกด์จะต้องระบุไว้ทุกคณะทัวร์  เพื่อดึงดูดเงินเข้ารัฐ  มิฉะนั้น  การขออนุญาตเข้าเมืองจีนอาจจะไม่สะดวก...  นี่ไงครับที่ผมบอกว่าจะคุยกันตอนหลัง  ก็คุยก่อนเลยไม่เป็นไร  จะได้ตามกันต่อไป

หลังจากตัวเบาขึ้นอีกนิด  ก็เข้ารับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารอีกแห่ง (หรูเกือบทุกวัน)  ทราบว่าภัตตาคารเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือรัฐบาล และก็ถูกบรรจุไว้ใน  Program  Tour  เช่นกัน  เรียกว่า  กระดิกไปไหนเงินก็ไหลเข้าประเทศจีนทุกที่ซิน่ะ
                                                      

 

เอกลักษณ์ไทย  ในการ  Tour  อย่างหนึ่งก็คือ  “ช๊อป”  “ช๊อป”   จนเพื่อนรู้แกวหมด  ก็เลยเอาแหอวนไปดัก ๆก็ติดหมดทุกเที่ยว  ขนาดข้าง ๆ โรงแรมที่พัก  ยังมีร้านขายของก๊อบแบรนด์เนม  ติดชื่อเป็นภาษาไทยชัดเจน  แต่ไม่ใช่ของคนไทยนะครับ อย่าเข้าใจผิด  เป็นการโฆษณาอย่างเข้าใจ   และก็คงขายได้ทุกเที่ยว เพราะไม่เช่นนั้น  ก็ปิดร้านไปนานแล้ว  และพวกเราก็นักช๊อปตัวยงจริง ๆ นะครับ  ดูภาพเอาเองแล้วกัน...

                  

เช้าวันที่  23  กรกฎาคม  2553  คณะเราเตรียมตัวอยากเดินทางมาตั้งแต่เช้า  เพื่อไปปักกิ่ง (Beijing) ซึ่งตรงนี้เองที่ได้มีบทพิสูจน์กันว่ารักแท้ยังมีจริงในโลกนี้   เพราะไกด์สาวที่ตามคณะมา  2  วัน  คือ  “ซู่หม่าน”  หรือน้องอ้อม  จะหมดภารกิจเพียงแค่คุนหมิงนี่แล้ว  หัวหน้าคณะ (ผอ.ประพจน์  ราชนิยม) ก็เลยถือโอกาสแสดงความรักแท้ที่พวกเรามีต่อ “ซู่หม่าน”  ด้วยลายเซ็นจากใจทุกคนไว้ให้น้องเขาคิดถึง ....  (จริงหรือเปล่า)   ทำให้เขารักแล้วแกล้งจากไปให้ใจหาย  ช่างทำได้จริง ๆ นะครับ ผอ.ประพจน์  คงเถียงไม่ได้นะครับ  เพราะมีภาพเป็นประจักษ์พยาน

   

จำใจจาก “ซู่หม่าน”  ที่สนามบินคุนหมิง  ตัดใจเดินทางไปปักกิ่ง  ด้วยสายการบิน “ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์” China  eastern airline”    เที่ยวบิน  MU   5713   ซึ่งเมื่อถึงปักกิ่งทำให้เรารู้ว่าสายการบินของจีนน่าจะแบ่งออกเป็นภูมิภาค  เพราะมี  China  southern  airline  อีก คงเพราะแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาลแต่ทั้งหมดก็เป็นของรัฐบาลอีกนั่นแหละ

จากคุนหมิงถึงปักกิ่ง  เราใช้เวลาประมาณ  2  ชั่วโมงเศษ  เมื่อถึงปักกิ่ง ก็จะมีไกด์สาวสวยหมวยจีนอีก  คนแต่ชื่อไทย ๆ  ว่า  “น้องไหม”   มารับช่วงการดูงานในที่ต่าง ๆ  ในปักกิ่ง  ซึ่งเมื่อเจอไกด์ใหม่  ก็ทำให้คณะคึกคักขึ้นมาอีกรอบ  หลังจากที่โดนล้วงกระเป๋าจ่ายค่าของที่ช๊อปกันไปพักใหญ่แล้วงานแรกที่คณะไปดูตลาดล้อยางและบริษัทล้อยาง  Michelin  เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาตั้งบริษัทตัวแทนหน่ายในประเทศจีน  แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การร่วมทุนของรัฐบาลจีน  ก็เป็นเพียงจำหน่ายยางและบริการเปลี่ยน  ดูแล  เท่านั้น  สำหรับตลาดล้อยางก็เป็นศูนย์รวมล้อยางทุกประเภทที่ผลิตมาจากปักกิ่ง  ใครจะหาซื้อยางต้องมาที่นี่

   

สำหรับบริษัทล้อยาง  Michelin  ในช่วงที่เราไปดูงานบริษัทได้มอบหมายให้หัวหน้าช่างมาเป็นผู้บรรยายให้ข้อมูล  ซึ่งก็ได้ไปมาก ดูเหมือนจะมีอะไรที่เขาระมัดระวังมากในเรื่องการให้ข้อมูล  แม้การถ่ายภาพก็ยังไม่ค่อยอนุญาต  แต่เราก็พยายามเอาหัวหน้าคณะเราเป็นตัวประกัน  ก็เลยได้ถ่ายรูปมาตามที่เห็นนี่แหละครับ

    

ออกมาจากบริษัท  น้องไหม  ซึ่งไกด์ไทย (คุณปุ๊กกี้)  Comment  ว่า  สวย  เสียว  เปรี้ยว  จี๊ด  และก็แสบ  (อันนี้   ไม่ค่อยจะเป็นอย่างว่านะ...  ที่จริงก็น่ารักนะครับ  หรืออาจะแสบเฉพาะกับพวกกันเองหรือเปล่า) ได้นำคณะเราไป “ตลาดรัสเซีย”  ซึ่งเขาบอกว่าเป็นแหล่ง สินค้าก๊อป     ที่ขึ้นซื้อแหล่งหนึ่งที่ชื่อว่าตลาดรัสเซีย เพราะที่บริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งของกงสุลรัสเซีย หลังหมดวาระกันไป รัฐก็เอาพื้นที่ มาเปิดเป็นตลาดให้พ่อค้า  แม่ค้า  ได้เข้ามาทำมาหากิน  แต่จะจ่ายกันอย่างไรอันนี้ไม่ทราบได้  แต่เอกลักษณ์ของตลาดแห่งนี้ ก็คือ สินค้าทุกอย่าง “ก๊อป”  ทั้งนั้น  ซึ่งก็จริงนะครับ  สินค้าไม่มีชิ้นไหนเป็นของแท้เลย  แต่ก็ต้องยอมรับว่าจีนมีฝีมือในการก๊อปเป็นอย่างยิ่ง  ทุกอย่างทำได้เหมือนหมด  คุณภาพก็แล้วแต่  ไม่รับประกัน เหมาะสำหรับพวกเราชาวไทยช๊อป ที่มีรสนิยมสูง แต่รายได้ธรรมดา

แต่ที่หลายคนไปซื้อมา ก็  O.K  พอใจ

 

ส่วนราคาในตลาดแห่งนี้  ใครปากดี  ใจแข็ง  มีแรงช๊อป ก็พอจะได้ของที่ถูกสมกับคุณภาพ  ประมาณว่าต่อลงได้ถึง 70%   ในหลาย ๆ รายการ  จุดนี้ก็เลยทำให้คณะชาวเราก็เลยละลายทรัพย์ทั้งของที่ตัวเองชอบ และของที่พรรคพวกฝากฝังก็ยังหลายรายการ หมดกันไปหลายพันหยวน  แต่ก็ได้กระเป๋ายอดฮิตกันมาหลายใบ  โดยเฉพาะกระเป๋า “ลองฌอง”  (“Longchamp”)  นี่ปาเข้าไปร่วม  200 - 300  ใบ  ซึ่งก็ท้าทายศุลกากรน่าดู ผอ.มานิต  งามสถิต  ไม่ยอมน้อยหน้า  ถอยกระเป๋าเดินทางยี่ห้อดังแต่ราคาดีออกมา  2  ใบ เพราะได้ใส่ของที่ช๊อปไว้กลับด้วย   นับว่าที่นี่ก็แฮปปี้นักช๊อป   ใช้เวลาเกือบ  2   ชั่วโมง  ละลายทรัพย์ไปได้อีกพอสมควร ก็พอดีได้เวลาอาหารกลางวัน

 

  

 

อาหารมื้อนี้  ก็ตามเคยที่ผมเคยพูดไว้ตอนต้นว่า  จีนเขาจะ ต้อน นักท่องเที่ยวเข้าทาง   ที่เขากำหนดให้ไว้  เพราะสังเกตก็คือร้านอาหารที่ไป  จะอยู่ในรอบสวนสาธารณะ เรียกว่า  “สวนดอกบัว”

 

ภายในจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ  แน่นขนัด  มีลุกแล้ว  จะหมุนกลุ่มใหม่เข้ามาอีกตลอด อาหารที่เสริฟก็จะคล้าย ๆ กับภัตตาคารที่ผ่าน ๆ มา  และที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะ  ก็คือเบียร์  2  ขวด  ยี่ห้อ TSINGTAO

 

และในขณะที่มีการรับประทาน  ภัตตาคารก็จะจัดมุมเป็นเวที  ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เสียสตางค์อีก ก็ตรงฉากที่เป็นบัลลังค์ฮ่องเต้  และก็มีให้เช่าชุดขึ้นไปถ่ายรูป  ฮ่องเต้   ฮองเฮา  ฯลฯ  สนนราคาก็จะชุดละ  25  หยวน  (ประมาณ  125  บาท)สมัยก่อนคนจีนกว่าจะเป็นฮ่องเต้ได้ ต้องฝ่าฟัน บุกบั่น  อุปสรรค  ต่อสู้มามากมาย  แต่เดี๋ยวนี้  25  หยวน  ก็เป็น  ฮ่องเต้  ฮองเฮา  ได้   ดูเอาเองแล้วกันนะครับ  ว่าราศีจับขนาดไหน

 

 

ฮ่องเต้ ฮองเฮา  เสด็จกลับ  เอ้ย....ตกบัลลังค์  “น้องไหม”  ก็จะพาเราไปดูศิลปะมวยจีน  “กังฟู”  ที่ Red  Theater   ซึ่งเป็นโรงแสดงละครของรัฐ (อีกแล้ว)  ที่หวังจะดึงดูดรายได้จากนักท่องเที่ยว จะเห็นว่า คณะทัวร์  ลงมาค่อนข้างเยอะมาก ประมาณว่า ในโรงละครบรรจุได้  7-800  คน  เต็มแบบต้องเบียดเสียดกันเข้าไป

   

 

 

การแสดงดูแล้วก็เป็นการเล่าประวัติความเป็นมาของ วัดเส้าหลิน  อย่างกับที่เราได้เคยดูในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน  ซึ่งแต่ละฉากก็อลังการ เหมือนดูภาพยนตร์อย่างไรอย่างนั้น  เพียงแต่นี่เป็นการแสดงกันสด ๆ มีทั้งเด็กเล็ก ๆ 8-9   ขวบ  ไปจนถึงวัยกลางคน  แต่ละคนก็ทุ่มเทจริงจังและอินกับบทบาท ดูแล้วเข้มแข็ง  ทะมัดทะแมง  ตามเนื้อหาที่นำมาเสนอ  และคงจะคุ้มค่ากับเวลาแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง ด้วยราคาค่าบัตร 300 หยวน (ราว 1,500 บาท)ตรงนี้เองครับ ที่นำกลับมาสะท้อนถึงบ้านเรา  เสียดายที่ประเทศเราไม่มี ไฟท์บังคับ  ให้นักท่องเที่ยวต้องเข้าชมนั่น  เข้าชมนี่  ตามที่รัฐบาลกำหนด  เพื่อช่วยเหลือเอกชนที่พยายามอนุรักษ์ศิลปะเอาไว้  และลงทุนไปด้วยตัวเองค่อนข้างมาก  อย่างละครโจหลุยส์   เป็นต้น   ซึ่งเป็นศิลปที่น่าจะได้อนุรักษ์ไว้  โดยรัฐควรสนับสนุน      และขอความร่วมมือให้บริษัทจัดทัวร์    ที่นำคณะนักท่องเที่ยวเข้ามาชมทุกคณะที่ทัวร์เข้ากรุงเทพฯ   โจหลุยส์ก็คงจะได้ไม่ล้มหายตายจากไป อย่างเช่นทุกวันนี้ดูแล้วการลงทุนโรงละครของจีน  Red  Theater  ก็จำนวนไม่น้อย  แต่เมื่อเทียบกับรายได้แต่ละรอบ อยากให้ลองคูณดูนะครับ  ว่าเป็นเงินเท่าไหร่  ผมว่าก็คุ้มค่าอยู่นะครับ  ลองดูภาพของคนเข้าชมซิครับ

                   

 

และจบละครการแสดงแล้ว   ชีวิตจริงที่เจอทุกแห่งก็คือ ของทีระลึกที่ถูกจัดไว้เป็นระบบ  มีการควบคุมอย่างดีและเข้มงวด (จากรัฐบาล)  ไม่ใช่ใคร ใคร่ ขาย  - ขาย อย่างบางประเทศที่เราเห็น

 

          

จบละครชีวิตวันนี้  คณะเข้าที่พัก  Holiday Inn  Express  Hotel  เพื่อเอาแรงไว้สู้กับภารกิจในวันพรุ่งนี้วันที่  24  กรกฎาคม  2553  กำหนดการจะไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  “กำแพงเมืองจีน”  ที่ร่ำลือกันหนักหนา    รับประทานอาหารเช้ากันอย่างรวดเร็ว  ตามที่ไกด์แนะนำให้เราออกเดินทางกันก่อน 07.30  น.   เพราะจะมีปัญหารถติด    และก็อย่างที่ไกด์บอกไว้   ขณะที่ช่วงเวลานี้เป็น    Low  season แต่ระหว่างเดินทางชั่วโมงเศษ ๆ  นั้น  มีรถติดยาวเหยียด  แต่สิ่งที่มองเห็น  ตลอดเส้นทางที่รัฐบาลจัดการอย่างดียิ่ง  นั่นก็คือ  2  ข้างทาง  จะมีต้นไม้ยืนต้น  เป็นระเบียบเรียบร้อย  สวยงามตลอดเส้นทางที่ได้พัฒนาร่วม ๆ กับตึกราม อาคารทันสมัย  คาดว่าอีก  20  ปีข้างหน้า  ประเทศจีนจะมีต้นไม้ในเมืองที่สวยที่สุดในโลก อีกอย่างก็ว่าได้    

               

 

                ระหว่างทาง    ผ่านไปไกด์จะชี้ให้ดูสิ่งก่อสร้างสวนสนุก   คล้าย ๆ  จะสร้างให้เหมือนกับสวนสยาม หรือดีสนีย์แลนด์อะไรทำนองนั้น  ซึ่งทราบว่า   ผู้ที่มาขอลงทุนต่อรัฐบาลจีน   เป็นคนไทยครับ  และเราก็อย่าไปรู้ชื่อเขาเลยนะครับ  เราคนไทยด้วยกันไม่ซ้ำเติมกัน  เพราะผ่านมาหลายปี  ที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถสร้างได้เสร็จและให้บริการได้  ตามความเห็นของผู้เขียน (คนเดียว)  คิดว่า  สถานที่อยู่ระหว่างทางที่คนมุ่งจะไปชมกำแพงเมืองจีน   มากกว่าจะแวะเที่ยวสวนสนุก   ขากลับเหนื่อยแล้ว  ก็ผ่านไปเลย ไม่สนุกแล้ว           เหนื่อยแล้วก็ไม่อยากแวะ  เพราะอ่อนล้าหมดสนุกเสียแล้ว  นอกจากกลับลงไปหาอะไรรับประทานแล้วเข้าห้องนวด อย่างที่ไกด์จะพาเราไปนั่นแหละ สวนสนุกเลยไม่สนุก กิจการก็เลยต้องพับกลับบ้านเรียบร้อยโรงเรียนจีน

 

 

               

                คณะเราโชคดีที่ไกด์รู้เส้นทางเข้าสู่กำแพงเมืองจีน   ทำให้เรารอดพ้นจากภาวะรถติดได้อย่างยอดเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามขณะที่คณะเราไปถึง   ปรากฏว่ามีคนไปถึงก่อนแล้วนับหมื่น ๆ   คน  รถบัสนับพันคัน คนที่ไปก่อนก็ขึ้นไปบนกำแพงจนไม่มีที่จะเดิน  ทั้งที่สันกำแพงก็กว้างร่วม  10  เมตร  กรุณาดูรูปเอาแล้วกัน

 

 

                ไกด์จัดการเรื่องตั๋วเข้าชมแล้ว  คณะก็แยกย้ายกันขึ้นไปบุกกำแพงเมืองจีน  หลายคนยอมแพ้อยู่ด้านล่าง  โดยเฉพาะคณะเดินทางสาว ๆ ของเรา  รวมทั้งไกด์ของเราด้วย  ขอเพียงถ่ายรูปที่ด่านแรก  เป็นที่ระลึกก็พอ    แต่หนุ่ม ๆ ก็แสดงพลังไปถ่ายรูปกันถึงด่านที่ 2-3  ก็มี   แต่ไม่มีใครไปครบทุกป้อมที่เห็นเรียงรายนะครับ  เพราะรวม ๆ  แล้วประมาณ  6,000  กม.

   

 

 

 

                  ขากลับลงมา  ก็ลงมาถ่ายภาพกับหินสลัก  วาทะของประธานเหมา  ที่ให้ไว้ทางขึ้นเป็นภาษาจีน แปลไว้ว่า   “ผู้ที่ขึ้นมาบนกำแพงเมืองจีนได้ถึง ว่าเป็นผู้กล้าหาญ”  ซึ่งไกด์น้องไหมบอกเราว่า  ปัจจุบันพวกไกด์เขาได้แปลใหม่แล้วว่า  “ครั้งแรกที่มาถึงแล้วขึ้นไปกำแพงเมืองจีนได้  ถือว่าเป็นคนฉลาดแลกล้าหาญ  แต่ถ้าขึ้นมาเป็นครั้งที่  2  ถือว่าเป็นคนโง่”   เราเลยถึงบางอ้อ ว่าทำไมไกด์จึงไม่ยอมไปถ่ายรูปกับคณะบนกำแพง ทั้งที่คะยั้นคะยอก็แล้ว...นั่นแหละคนฉลาดตัวจริง

 

 

                ลงจากกำแพงเมืองจีน ยังพบว่ามีเวลาอยู่ก่อนไปรับประทานอาหารกลางวัน  ไกด์พาคณะเราลงไปชมโรงงานผลิตหยกที่ใหญ่ที่สุดของจีน   ก็น่าจะเป็นรายการไฟท์บังคับตามที่รัฐบาลจีนกำหนดว่าอย่างไร คณะทัวร์ก็ต้องไปและชมให้ได้  คณะเราก็เลยได้แวะเข้าไปชม  ซึ่งก็มีขั้นตอน กระบวนการจูงใจ  ด้วยความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวความเป็นมา แหล่งกำเนิดของหยกประเภทต่างๆ  มีทั้ง  หยกเขียว  หยกขาว  หยกเหลือง  หยกแดง  หยกลาย  หยกแก่  หยกอ่อน  สรุปว่า  เที่ยวแล้วต้องซื้อของ

 

 

                และสุดท้ายปลายทางก็คือ ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผลงานประดิษฐ์จาก หยก  ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามแต่ราคาก็ใช่ย่อย ไกด์บอกเราว่าที่นี่เชื่อได้ว่า  ไม่มีของปลอม  (เพราะจีนนี่ปลอมสินค้าระดับเทพทีเดียว)  มีใบรับประกันให้ และรับคืนหากมีตำหนิไปจากร้าน  แต่นั่นแหละครับคุณภาพของจีนนี่มีทั้ง เกรด      A      AA      AAA      AAAA   ไม่มีคุณภาพต่ำนะครับ  ใครสู้ราคาก็เอาเลยหลายคน  ซื้อหาไปฝากคนทางบ้านด้วยความภาคภูมิใจ  ว่าได้ของดี  หยกแท้แน่นอน  และซื้อมาจากเมืองจีนกะมือตัวเอง  พิสูจน์แล้วด้วย  เอาหละถึงตรงนี้  เป็นความรู้นิดนึง  ไกด์บอกเราว่าชิ้นงานที่มีราคาดีจะต้องมี “หยก”  อยู่ในนั้นด้วย  ผู้เขียนเคยลองดูในตู้ จริง ๆ ครับ  รูปจี้องค์กวนอิม แบบเดียวกัน  ขนาดเดียวกัน  แต่อีกอันมีริ้วรอยเขียว ๆ ของหยกนิดเดียว  ราคาเลยต่างกัน  หลายร้อยหยวน (อันนี้หมายถึงอันเล็กขนาดห้อยคอนะครับ) แต่ใครที่ชอบกำไลหยก  เขาก็แนะนำว่าให้ดูว่า  กำไลนั้นสีสดใส แวววาวไหม และดูแล้วชะตาต้องกันหรือเปล่า  เพราะคนใส่หยก  จะเป็นคู่ชีวิตซึ่งกันและกัน  หยกสดใส  คนใส่ก็สดใส  หยกหมอง คนก็หมอง...  (โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง) ที่น่าสนใจ  ก็วิธีการดูว่าหยกแท้ คุณภาพดี  หรือไม่  นอกจากดูสี  ขีดกระจกกันแล้ว  เขาให้ฟังเสียงเคาะด้วย  หยกดี จะมีสียงกังวาน  ใสปิ้ง  ก็  โอเค  ครับ  ถ้าเป็นกำไล   แต่ถ้าเป็นหยกสลักนี่ ถ้าจะขอเคาะดู คงจะยาก  คนเคาะน่าจะโดนดีเสียมากกว่า  ก็ลองเอาไปพิจารณาดูแล้วกันครับ แต่สุดท้ายแล้ว  เงินก็ไหลเข้ารัฐบาลจีนอีกแห่ง

 

 

                Program  ต่อไป  เป็นอาหารมื้อกลางวัน  Menu  “สุกี้มองโกล”  ซึ่งภัตตาคารที่เราไปนี้ก็เป็นของรัฐบาลจีน ควบคุมและดำเนินการเช่นกัน  นับว่าครบวงจรทีเดียว...  แต่ยังมีมากกว่านี้อีกน่ะครับ... ความพิเศษของสุกี้มองโกล แห่งนี้  ก็คือ  วัตถุดิบที่มีทั้งเนื้อแพะ  เนื้อหมู  และเนื้อไก่  ผักก็มีหลากหลายชนิด  ซึ่งหมดแล้วเพิ่มได้แบบไม่อั้น  พูดไม่ได้  บอกไม่ได้  ก็เหลือชิ้นส่วนชี้ให้เขาดูหน่อย เขาก็จะเอามาเติมให้ และการจะรับประทาน ก็มี  หม้อปรุงเฉพาะ  หม้อใครหม้อมัน  ห้ามยุ่งกันเด็ดขาดใครอยากได้ผักอะไร เนื้ออะไร  รสชาติไหนก็ปรุงเอาเอง

 

       

                ไกด์รู้ใจคณะพวกเรา กลัวสุกี้จะไม่ถูกปาก  รสชาติจืด  ก็เลยเอาน้ำจิ้มสุกี้  MK  ติดไปฝากพวกเราเลยก็ได้แซ่บ  ทั้งที่จริง  เขาบอกว่าน้ำจิ้มที่เขาจัดไว้นั้น  ถูกปากคนจีนและอร่อยที่สุดแล้วก้อของใคร ใครชอบแล้วกัน

 

                อย่างที่เล่าให้ฟังว่า  วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน  แต่โดนไฟท์บังคับ  ต้องมากินสุกี้ร้อน ๆ  และปรากฏว่า เตาตั้งอยู่ตรงหน้า    แต่ละคน   สูงก็สูง   เลยต้องยืนรับประทานกันอย่างที่เห็นเป็นอันได้เหงื่อ  ได้น้ำหู น้ำตา ไหลกันละครับ ออกจากสุกี้มองโกล  ไกด์พาเราไปเดินยืดเส้นย่อยอาหารที่ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง  ของรัฐบาลจีนนั่นแหละ

 

                ภายในคนก็จะหนาแน่นเหมือนกับทุก ๆ  แห่งที่ผ่าน ๆ มา  คณะทัวร์หลายคณะซ้อน ๆ กัน  ทั้งไกด์จีน ไกด์ไทย  ก็พยายามแข่งกันโขมง  เลยบางทีก็ฟังไม่ศัพท์  ดีที่ไกด์เราฉลาด เขาบอกไกด์จีนพูดเร็วไปเร็ว เราก็เลยให้คณะเขาแซงไป  ก็ค่อยยังชั่ว ภายในพิพิธภัณฑ์  ทั้งหมดก็จะจัดแสดง  Highlight  ของราชวงศ์ต่างๆ ของจีน  ถ้าจำ     ไม่ผิด เพราะมันมืด เราก็เลยไม่ได้  Note ไว้  ราว ๆ  ประมาณ  16 ราชวงศ์  จัดเรียงลำดับกันไป  แต่ละจุด ก็เป็นเรื่องราวของราชวงศ์นั้น ๆ  มีองค์ประกอบเหมือนฉากละครประกอบแสงสีสวยงาม 

 

 

               แต่การนำ  Highlight  ของแต่ละราชวงศ์ มาแสดงนั้น  ผู้เขียนก็ไม่อยากวิพากษ์ ว่าสิ่งที่นำมาเสนอนั้นส่วนใหญ่น่าจะเป็นมุมด้านมืดของราชวงศ์ทุกราชวงศ์ อาจจะมีวัตถุประสงค์อะไร ก็ไม่อยากเดา....แล้วแต่รัฐบาลจีนเขาก็แล้วกัน

                อย่างไรก็ตาม  วิพากษ์การจัดรูปแบบเขาน่าจะดีกว่า   ว่าเขาเตรียมการไว้ดี  ที่จะดึงดูดคนและเงินคนที่เข้าไปชม  ตั้งแต่การจำหน่ายบัตร  และบัตรสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพด้วยกล้องของตนเอง ส่วนที่ทางพิพิธภัณฑ์ จัดไว้ก็คือ จัดชุดราชวงศ์ต่าง ๆ พร้อมซูสีไทเฮา  เอาไว้ให้ถ่ายภาพ  สนนราคาทั้งชุดหลายภาพมี  Album    ด้วย  ก็  25  หยวน  ถ่ายเดี๋ยวนั้น  ได้เดี๋ยวนั้น  เป็น Album  กันเลย พนักงานเราที่มีเชื้อราชวงศ์ก็มีนะครับ  ดูรูปเอาใครเป็นใครขอดูเอาท่คุณไก่(พัชรี  ฝฝอ.) ความหิวหายไปแล้ว  แต่ความเมื่อยจากกำแพงจีน  ยังไม่ได้หายไปไหน   ทุกคนอยากจะได้ใครสักคนมานวด  เคล้าคลึง  แข้งขา  ให้สะใจสักหน่อย  อย่างกับจะรู้ใจ...  หลังที่ขึ้นรถ  ไกด์ก็แจ้ง  Program  คือว่า  เราจะไปพักผ่อน  ยืดคลายเส้นให้หายเมื่อย  หลังจากเดินกันหลายชั่วโมง ที่ที่เราจะไป  เขาบอกว่า  อดีตเป็นสนามกีฬาแห่งชาติ  (STADIUM)  ที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิก เมื่อปี  2008   ซึ่งทางรัฐบาลจีนเขาจัดอาคารห้องที่พักพยาบาลนักกีฬา  ปรับปรุงมาเป็นห้องนวด และห้อง Promote  สินค้าสมุนไพรของจีน

 

              

 

                 วิธีการเขาจะนำเอานักศึกษามาฝึกนวด  และบริการนวดฟรีให้กับคณะท่องเที่ยว  ย้ำว่าต้องเป็นคณะ ไม่งั้นก็ไม่นวด  ไม่ใช่ใครจะไปนวดก็นวดได้  ก็อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้ว่า  ทุกกิจกรรมมีขั้นมีตอน ชนิดที่เข้าไปแล้ว   ถ้าไม่ได้ตังค์นักท่องเที่ยว (อย่างถูกต้อง)  เขาก็จะไม่ปล่อยออกมาเด็ดขาด  เพราะฉะนั้น เขาจึงใช้เทคนิคการขายการเสนอสินค้า  และการปิดเกมส์อย่างเหนือชั้นทีเดียว

                หลังจากคณะ เข้าไปนั่งในโซฟาที่เขาจัดให้ครบทุกคนแล้ว  ก็จะมีคนไทย เข้ามานับญาติว่ามาจากนั้นจากนี่  ดูสนิทสนม น่าไว้วางใจ  จากนั้นก็จะแนะนำหมอ หรือผู้เชี่ยวชาญในการรักษา โดยแพทย์จีนแผนโบราณ  ในขณะที่นักศึกษาที่นวด  ก็จะเสนอขายสินค้าระหว่างที่นวดไปแล้วกว่า  50%  ของเวลานวด (นัยว่าจะได้เกรงใจ)  และก็ได้ผล  หลายคนซื้อสินค้ากันคนละขวด สองขวด  กล่อง  สองกล่อง

                

 

                และที่เด็ดที่สุดก็คือการ  Mark  คนเข้าไปตรวจสุขภาพด้วยการจับชีพจร  (แม๊ะ)  และเลือกล้างพิษด้วยกำลังภายใน โดยลูกศิษย์ตั๊กม้อจากธิเบต  หลายคนต้องควักกระเป๋าเพื่อดูแลสุขภาพตามที่หมอจีนบอก  คนละหลายหมื่นหยวน  และคาดว่าหากยาหมดก็ให้ติดต่อไกด์ไปซื้อให้ได้

                สรุปว่า  วันนั้นหลายคนออกจากห้องนวดรู้สึกตัวเบาและปลื้มปิติ   เพราะโดนล้วงกระเป๋า เข้าประเทศจีน  รวม ๆ แล้วหลายแสนบาท  ได้ยามาคนละกระเป๋า  สองกระเป๋า  ...  นี่แหละเห็นมั้ย เทคนิคการค้าขายของคนจีน  นี่สุดยอดเป็นที่ร่ำลือ  จนมาถึงลูกหลานจริง ๆ ส่วนใครที่ไม่ได้ซื้อยาจากจีนมา ก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ  ยาแก้ช้ำในของไทยดี ๆ เยอะพอ ช่วยปลอบประโลมได้เป็นอย่างดี  จะให้หมอนวดสาว ๆ บ้านเรานวดต่อก็ยังไหวนะครับ เสียสตังค์... เอ้ย  ได้ยาครบถ้วนกระบวนความแล้ว  ไกด์ก็พาไปเอาใจนิดหนึ่ง  ด้วยการให้รถบัสอ้อมไปดู ชม และถ่ายภาพกับ  Stadiam  สนามกีฬารังนก  ที่ลือเลื่อง  ในคราวแข่งโอลิมปิกปี 2008 ซึ่งรัฐบาลจีนฉลาดที่เอาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนต่างชาติ    และเป็นที่พักผ่อน   ทำมาหากินของคนในชาติ...     ส่วนไทยเรา  ซื้อครับ...  ซื้อกับซื้อ     

 

    

                มีเรื่องเล่าคั่นจังหวะตรงนี้  ว่า  ที่จริงสนามกีฬารังนกนี่ จีนซึ่งเป็นเจ้าตำรับ “ฮวงจุ้ย” ได้พยายามดูฤกษ์งามยามดี  และดูทิศ  ดูทาง  เพื่อให้ทำกิจการอะไรก็ตามเฮง ๆ     ซึ่งก็เหมือนสนามแห่งนี้  ซึ่งก็  O.K  จีนได้ชื่อเสียงอะไรมามากมาย  แต่หลังแข่งขันแล้ว  สนามกีฬาแห่งนี้  กลับไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ในกิจกรรม ให้ดังสมกับในอดีตสักเท่าไหร่   เขาบอกว่า  ตอนหลังนี่ โดนหักเหลี่ยมโหดจาก “ตึกมังกร”  ที่อยู่ตรงข้าม ทำให้ “รังนก”  ตกอับ

 

                                 

                หลังจากที่พยายาม ที่จะแก้ฮวงจุ้ย  ด้วยการสร้างหมู่บ้านโบราณขึ้นอยู่ตรงข้ามกับตึกมังกร  จะแก้ได้หรือไม่อย่างไร  พวกเราคงไม่เกี่ยวข้องแล้ว ระหว่างทางก็ฮวงจุ้ยอีกแม้แต่ตึกรัฐบาลที่ผูกขาดไว้อย่างตึก  CCTV

 


                อีกจุดที่ไกด์เขานำคณะไปดู การพัฒนาของจีนอีกมุม  หลังที่จีนได้เปิดประเทศด้วยระบบทุนนิยม
ที่ทันสมัย  โดยเฉพาะจุดที่ไกด์พาไปเป็นกลางใจเมือง     มีศูนย์การค้าทันสมัยหลายแห่ง  สองข้างทาง ตรงกลางเปิดเป็นถนนคนเดิน  มีของกิน ของขายมากมาย  หนุ่มสาวเดิน  shop  กันค่อนข้างมากและไม่เห็นความเก่า  คร่ำครึ  แบบเก่าเลย  สองข้างทางมีไฟประดับประดา  สลับกับต้นไม้และม้านั่งพักเหนื่อยเป็นระยะ ๆ   ดูแล้ว สวยงามนาเพลิดเพลินจริง ๆ

 

  

                นัดหมายกันด้วยเวลา  19.30 น.  เพื่อเดินไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารแบบบุฟเฟต์ ชื่อหรูหรา Golden  Jaguar  ระหว่างทางจะเห็นชีวิตจีนสมัยใหม่ที่เรียกว่า ช๊อปไปกินไปเหมือนกับบ้านเรา แต่ก็จะจัดส่วนที่ขายของกิน  โดยเฉพาะขายประเภททอด เป็นลูกชิ้น  ปลาหมึก  หมูย่าง  เนื้อย่าง อะไรต่อมิอะไรสารพัด  ก็จะมารวมที่นี่  เป็นแถวยาวเหยียด  ไม่เกะกะในบริเวณที่เดินช๊อป  ร้านที่เรียงรายประมาณ  3-400  เมตร  เห็นจะได้

 

 

                เดินสุดทางร้านเหล่านี้  ก็จะเป็นร้าน  Golden  Jaguar  ข้างในสุดหรูหรา อลังการ  มีอาหารให้เลือกทุกประเภท  ทั้งอาหาร ทอด  ยำ อาหารทะเล อาหารฝรั่ง  อาหารจีน  อาหารญี่ปุ่น  อาหารหมูเห็ดเป็ดไก่   เครื่องดื่ม เหล้า  ไวน์  น้ำผลไม้นานาชนิด  ผลไม้รสหลากหลาย  ไอศกรีม เห็นแล้วเลือกไม่ถูก ภัตตาคารแห่งนี้ใจถึง   จริง ๆ  ใครชอบดื่มไวน์  ยกได้เป็นขวด  เบียร์ยกได้เป็นเหยือก  โอ้  อะไรจะปานนั้น

 

 

 

                จะเลือกห้องเป็นไปรเวท  ส่วนตัว  หรือเป็นคู่  หรือเป็นหมู่คณะก็ได้  บนโต๊ะจะให้คลิปหูหนีบขาไว้  เผื่อจะสั่งอาหารที่รอ  จะได้ไปทิ้งไว้ให้กุ๊กปรุง แต่ไม่ต้องรอ  มีบริกรเสริฟถึงโต๊ะเลขที่นั่งเป๊ะ

 

    

 

                ตั้งแต่เกิดแต่เงย  ก็เพิ่งเจอนี่แหละ  ถ้าไม่ได้มากับคณะคราวนี้  คงไม่ได้แอ้มแน่นอน สนนราคาหัวละประมาณ  1,500.-บาท  ต้องขอบคุณสำนักงานฯ  เรามาก ๆ ที่ให้โครงการพวกเราได้มีประสบการณ์ชีวิตมากมายภัตตาคารปิด ราว    4 ทุ่ม  พวกเราออกมารอรถหน้าโรงแรม  ก็จะเห็นชีวิตอีกมุมหนึ่งของปักกิ่ง นอกจากเสียงรถที่เงียบ  ไม่มีจักรยานยนต์  หรือ  แมงกะไซค์  ให้ปวดเศียรเวียนเกล้า  เหมือนบ้านเราแล้ว แต่ก็ยังมีรถอีก หลาย ๆ ประเภท  ทั้งรถสามล้อรับจ้าง (หน้าตาแปลก ๆ )  กรุณาดูรูปนะครับ

 

                                     

ที่ธรรมดามากก็รถจักรยาน  และรถจักรยานไฟฟ้า

 

แต่ที่ไม่ธรรมดา  ที่พวกเราเห็นก็ภาพมอเตอร์ไซค์สามล้อ  หน้าตาแปลก ๆ นี่แหละ  รถนี้ จริง ๆ แล้ว เป็นรถสำหรับคนพิการ  ที่รัฐอนุญาตให้คนพิการใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก 

 

 

                แต่ก็มีการลักไก่   ที่คนพิการไม่จริง    เอามาแอบบริการนักท่องเที่ยว    ที่เดินไป - เดินมา  แบบผิดกฎหมายเหมือนบ้านเราเหมือนกัน  เสียดายเวลาน้อย  เราไม่ได้ลองใช้บริการ เพราะรถบัสมารับคณะกลับที่พักพอดี

 

                25  กรกฎาคม  2553  เป็นวัน   Hightligth  ของ  Trip  นี้  เราจะได้ไปเหยียบสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่เมื่อหลาย ๆ ร้อยปีมาแล้ว  ไม่มีใครสักกี่คนได้เข้าไป  นั่นคือ  “ราชวังกู้กง”  อันลือลั่นของจีนนั่นเอง  รถออกจากที่พัก  พร้อมรับภาระที่จะเดินทาง  ไกด์ได้แนะนำการเข้าชมมากมายว่า  จะต้องไปคารวะศาลเจ้าประจำเมืองที่จักรพรรดิได้เสด็จมาทำพิธีต่าง    ก่อนออกไปทำศึกหรือทำการให้บ้านเมือง   และเป็นที่ประดิษฐานของ     “ปิ๋เซี๊ยะ”  รูปสัตว์มงคล   ที่จักรพรรดิ ให้ความเชื่อถือในด้านโชคลาภ  และความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน

 

 

                พูดถึง  “ปิ๋เซี๊ยะ”  ไกด์เล่าให้เราฟังว่า  เป็นลูกสุดท้องของมังกร  หน้าตาจะคล้ายมังกร แต่ลำตัวจะคล้ายสิงโต  ปากกว้าง  ก้นใหญ่ ๆ  แบบว่า  ปากกว้าง ๆ เอาไว้ดูดทรัพย์  โชคลาภ  วาสนา ก้นใหญ่ ๆ  แต่ไม่มีรูทวาร  ก็จะเก็บทรัพย์ได้ดี  ยิ่งปากกว้างและก้นใหญ่เท่าใด  ก็จะเป็นลักษณะของปิ๋เซี๊ยะที่ดี ควรจะหาไว้สักการบูชา  ในศาลเจ้าเขาห้ามถ่ายภาพ  ปี๋เซี๊ยะ  ที่จักรพรรดิ  นำออกศึก  เราเลยเอาภาพปิ๋เซี๊ยะ ที่อยู่ตามสถานที่อื่นมาให้ดู  ซึ่งรูปลักษณ์ก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ

 

 

 

                ผู้ดูแลศาลเจ้า  เล่าว่า  การบูชาปิ๋เซี๊ยะ  นั่นก็ต้องมีขั้นมีตอนเหมือนกัน  เพราะปิ๋เซี๊ยะ ตัวใด จะไปอยู่กับใครก็อยู่ที่วาสนาของคน ๆ นั้น  ก่อนเข้าไปในห้องต่อไป  คณะเราก็ได้ลูบหัวปิ๋เซี๊ยะถึงหาง และเก็บเอาโชคลาภใส่กระเป๋ากันทุกคน  เล่าแล้วก็นำเราเข้าไปในห้องที่ใช้สำหรับ  Present  เฉพาะ และมีปิ๋เซี๊ยะหยก  ท่าทางต่างๆ  ขนาดต่างๆ ให้บูชา... ก็ขายของเอาเงินเข้ารัฐอีกนั่นแหละ

                การบูชาเขาบอกต้องเช่าไปเป็นคู่  อีกแล้วมั้ยครับ  เทคนิคการขายเข้ามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว ผู้ดูแลศาลเจ้าและพนักงานขายทุกคนพูดภาษาไทยชัด 70-80%  ไม่ต้องมีล่าม  ถามอะไร  ตอบได้หมด  มีการอธิบายถึงวิธีการนำปิ๋เซี๊ยะไปบูชา  เมื่อเลือกหาได้แล้ว (กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับฟัง) เพราะปิ๋เซี๊ยะ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และจะเป็นของเฉพาะคน และของแท้ต้องทำมาจากหยกเท่านั้น ถ้าวัสดุอื่นจะไม่ค่อยมีฤทธิ์ว่างั้น  ดังนั้น  การเช่าไปบูชาจึงต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอน จึงจะได้รับการช่วยเหลือดูดทรัพย์  โชคลาภ  ให้เจ้าของ

ขั้นตอนแรก   เขาบอกให้เอาภาชนะที่ใส่น้ำได้มาก และพอที่ตัวปิ๋เซี๊ยะ จะจมน้ำได้ทั้งตัว         

ขั้นตอนที่สอง  ก็ให้จัดหาน้ำมนต์  หยิน-หยาง (ร้อน-เย็น)  โดยการเอาน้ำจากฟ้า (น้ำฝน) 

และน้ำจากดิน (น้ำบาดาล)  อย่างละครึ่ง  หรือถ้าไม่มีก็ใช้น้ำร้อนกับน้ำเย็นผสมกันใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้

ขั้นตอนที่สาม ก็ให้นำปิ๋เซี๊ยะที่เราเช่ามา  ลงแช่ในน้ำมนต์  ที่เตรียมไว้  ราว ๆ   8  นาที             

ขั้นตอนที่สี่  ก็หาผ้าหรือสำลีสะอาดมาเตรียมลูบ/เช็ดตัวปิ๋เซี๊ยะ  ลูบจากหน้า - หัว และลำตัว  ไล่ไปทางหาง

ขั้นตอนที่ห้า  นี่สำคัญ  ที่เราจะแสดงความเป็นเจ้าของปิ๋เซี๊ยะ  และปิ๋เซี๊ยะจะจำได้ว่าเราเป็นเจ้าของ และก็จะส่งเสริมได้ถูกต้อง ขั้นตอนนี้จึงต้องทำอย่างทนุถนอม  และมีการส่งกระแสจิตที่ส่งถึงกัน คือเราจะต้องอุ้ม ปิ๋เซี๊ยะ  ขึ้นจากน้ำมนต์   โดยให้ปิ๋เซี๊ยะอยู่ในฝ่ามือ และหันหน้ามาหาเจ้าของ  อีกมือเจ้าของก็จะเอาผ้าหรือสำลีเช็ดลูบไปตั้งแต่ ตา หู หัว ไล่ไปเรื่อย ๆ  จนไปถึงก้น  ขณะที่ลูบ  ก็ต้องอธิษฐานบอกไปด้วยว่า  “ตั้งแต่นี้ต่อไปเราคือเจ้าของของเจ้า   เจ้ามาอยู่กับเรา ให้ช่วยปกปักษ์รักษา และส่งเสริมให้เราได้มีโชคมีลาภ”  ก็เป็นอันเสร็จพิธี แล้วก็นำไปวางให้หันหน้า

ไปทางประตูใหญ่ของบ้าน  อาคาร  หรือร้านค้าของเรานั่นแหละ

                เขาบอกว่า  ปิ๋เซี๊ยะ  นี่ต้องบูชาไปเป็นคู่  ตัวใหญ่ ตัวเล็ก  เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันและกันได้

                จบเรื่องปิ๋เซี๊ยะครับ  ใครศรัทธาจะเช่าบูชา ลองไปทำดูนะครับ  เชื่อว่า  ไม่ผิดขั้นตอนแน่นอน 

ได้ดีมีโชคลาภ  อย่าลืมนึกถึงเพื่อนฝูงบ้างก็พอ

                ส่วนสัตว์ศักดิ์สิทธิอื่น ไม่ว่าสิงโต  กิเลน  เขาไม่แนะนำให้ไว้ในบ้าน อาคาร   คนธรรมดาอย่าง เรา ๆ น่ะครับ เพราะอาจจะทำให้เสียทรัพย์สิน หรือเสียหายได้  ถ้าเรามีบารมีไม่พอ สิงโตจะทำร้ายเจ้าของส่วนกิเลนนั้นเหมาะสำหรับไว้ที่ที่เป็นโรงพยาบาล   สถานที่ขายยาทำนองนั้น   (เขาว่าน่ะ)

 

                ออกจากศาลเจ้า  เราไปยังพื้นที่เป้าหมาย  “ราชวังกู้กง”  วันที่เราไปนี่  คนค่อนข้างเยอะในสายตาของพวกเรา  ไกด์บอกว่า นี่ขนาด Low  season  ก็จะประมาณ 5-6 หมื่นคน/วัน  แต่ถ้า  hight  season ก็จะตกประมาณวันละ หลายแสนคน ถึงล้านคน...  และแน่นอนครับ  ไม่ได้เข้าชมฟรี  อย่างวัดวาบ้านเรา...... เขาก็เก็บค่าเข้าชมคนละ 60 หยวน  คุณดูเอาเองนะครับว่า  เงินไหลเข้าประเทศจีนวันละเท่าไหร่

                คนเยอะอย่างนี้  ไกด์ก็จะมีธงคณะ และขอร้องให้พวกเราอย่าแตกแถว  เพราะจะหากัน  ไม่เจอ และเส้นทางเดินไปทางเดียว พื้นที่กว้างใหญ่ ไม่มีโอกาสกลับไปจุดตั้งต้นได้

                จุดเริ่มวันนั้น  ก็เลยต้องเริ่มจากหลังวังไปออกประตูหน้า “เทียนอันเหมิน”  ซึ่งเป็นประตูแรก ของราชวังกู้กง  ภายในบริเวณราชวังที่ไกด์เริ่มนำเราเข้าไป  ก็จะเป็นสวนดอกไม้ ซึ่งถูกกำหนดไว้ให้เป็นที่พักผ่อน เดินเล่น นั่งเล่น ของบรรดาสนม  และจักรพรรดิก็จะเสด็จมาเป็นครั้งคราว บริเวณนี้จึงมีต้นไม้สวยงาม สมัยโน้นน่าจะงดงามมากว่านี้  ที่เหลือปัจจุบันคงมีแต่ไม้ยืนต้น ประเภทต้นสน ซึ่งบางต้นก็มีอายุมากกว่า 5-600  ปี

 

  

 

                ถัดเข้าไปก็จะเป็นวังหลวงและวังบริวาร   ซึ่งเป็นที่พักผ่อน   ที่ทรงงาน   ห้องบรรทมของมเหสี สนม  ที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง  ที่บรรทมของจักรพรรดิ  แต่ละห้องแต่ละอาคาร ใหญ่โต อลังการสุดจะบรรยาย ผู้เขียนเองก็ไม่บังอาจเอาประวัติศาสตร์จีน  ในภาคราชวังจักรพรรดิ มาบรรยาย   ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเที่ยวชมสถาปัตยกรรม และเกร็ดเล็ก ๆ  น้อย ๆ   ภายในราชวังมากกว่า อย่างระหว่างอาคาร จะมีบันไดขึ้นลง ๆ ระหว่างอาคาร  เขาว่าบันไดสองข้าง ผู้ที่จะเดินได้ ก็เป็นอำมาตย์ มหาอำมาตย์  อะไรทำนองนี้  ส่วนพื้นที่ตรงกลางจะมีการสลักหินเป็นรูปมังกรไว้ตลอด ซึ่งเป็นทางเสด็จของจักรพรรดิ แต่จักรพรรดิไม่ได้เดินนะครับ  ท่านทรงเกี้ยว แต่ก็ผ่านมังกรนี่แหละ ศิลปะความงามทุกชิ้น    แม้จะเป็นบานประตู-หน้าต่าง  จะต้องมีสลักลายมังกรในส่วนที่เป็นของจักรพรรดิ  หากเป็นลายหงส์อะไรลงมา ก็จะเป็นของมเหสี  ประมาณนั้น  พูดง่าย ๆ  แต่ละสัญลักษณ์ที่ปรากฏแต่ละแห่งนั้น  ล้วนแล้วแต่สื่อความหมาย  บอกถึงความสำคัญ   และลำดับยศถาบรรดาศักดิ์ไว้เสร็จสรรพ

  

                แม้แต่สิงโตคู่  หน้าตำหนักแต่ละแห่งก็ยังบ่งบอกถึงความหมายไว้ด้วย  อย่างสิงโตหน้าตำหนัก ที่บรรทมของจักรพรรดิ  ก็จะเป็นสิงโตคู่ที่มีหูปรกลง  ไม่ตั้ง  แสดงถึงการพักผ่อน  เป็นต้น 

 

 

                ส่วนสิงโตคู่  ที่หน้าตำหนัก  ว่าราชการงานเมือง  ก็จะเป็นสิงโตหูตั้ง  แสดงถึงพลังอำนาจ  โดยเยอะแยะไปหมด  และทั้งหมดก็คือ  ฮวงจุ้ย  ที่กำหนดไว้นั่นเอง

 

 

                สิงโตคู่นี้ถือเป็นคู่สุดท้าย   ก่อนที่คณะเราจะเดินทางออกนอกบริเวณตำหนักราชวัง  ก็มีการนัดแนะนัดพบเพื่อระดมพล หลังจากที่เดินทางกันมาจากหลังวัง3 กิโลเมตร แล้ว   วันนั้นอากาศร้อนมากจริง     และคนก็มากมายเสียจริง ๆ  เช่นกัน   ไกด์บอกพวกเราว่า  ถ้า  Hight  season  จริง ๆ แล้ว คนแทบจะไหลแบบไม่ต้องเดินกันเลยทีเดียว  และหากหลงทางกันก็จะหากันยาก เพราะไม่มีใครรู้จักใคร และพูดภาษาก็ไม่ได้  โทรศัพท์ก็ไม่ได้ การไปบ้านอื่นเมืองอื่น  อย่างไรก็ต้องเชื่อไกด์ไว้ก่อน  และหาสัญลักษณ์ของกลุ่มไว้ให้ได้  มิฉะนั้น  จะเป็นปัญหากับคณะที่เดินทางร่วมไปกับเราโชคดีครับที่คณะเรามีเพียงสองคน  ได้เดินไปก่อนล่วงหน้าคณะและไกด์  ทำให้เราตกใจกันนิดหน่อยว่า เพื่อน ๆ ของเราอาจจะต้องอยู่เป็นเขยเมืองจีนเสียแล้ว  แต่เป็นความสามารถของไกด์ (ปุ๊กกี้)  จริง ๆ   ใช้เวลาไม่นานก็ได้พวกเราคืน

 

 

                คณะมากันครบแล้ว  เราเดินลอดใต้อุโมงค์ประตูเทียนอันเหมิน  โผล่ขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าประตู  และตรงนี้เองครับที่เขาเรียกว่า  จัตุรัสเทียนอันเหมิน  ซึ่งอยู่บริเวณหน้าประตูราชวังเดิม  คือประตูเทียนอันเหมิน  ซึ่งเป็นประตูที่ประธานเหมาเจ๋อตุง  ขึ้นไปประกาศต่อมหาประชาชนเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

 

 

                บริเวณที่เป็น จัตุรัสเทียนอันเหมิน  ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณกว้างใหญ่  ก่อนนี้ก็เคยเป็นตำหนัก  วังหน้า   สำนักงานที่ทำงาน   หรือที่พักของเหล่าอำมาตย์ฝ่ายต่าง ๆ   เชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ   เหล่านี้  ต่อมาก็ถูกรื้อถอนปรับปรุงพื้นที่หลังมีการปฏิวัติให้เป็นลานโล่ง   2  ข้างลานนี้ก็จะเป็นรัฐสภา  ว่าการงานเมือง

                                                                   

 

  รัฐสภา  ว่าการงานเมือง ก่อนถึงประตูหน้าวัง  อีกประตูหนึ่ง  ซึ่งเป็นประตูด่านหน้าวัง  บริเวณนี้ก็จะมีการสร้างอนุสาวรีย์ เป็นอนุสรณ์สถานไว้แห่งหนึ่ง  เพื่อไว้เตือนสติ  (ไม่ได้เอาไว้ระลึกถึง)  ถึงการลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลของเหล่านักศึกษา ซึ่งในที่สุดก็ถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาด อย่างที่เราเคยทราบจากข่าวทางสื่อต่าง ๆ เมื่อหลายปีก่อน จนปัจจุบัน  ลานแห่งนี้ก็ยังห้ามคน นั่ง และ ถือป้าย ใด ๆ  อย่างเด็ดขาด  ถ้านั่งหรือถือป้าย ก็จะมีทหารเข้ามาจัดการทันที  ที่นี่จึงมีแต่คนยืนกับเดิน.... 

 

            

             อนุเสาวรีย์ที่ว่านี่  ใครไม่สังเกตไกด์ไม่บอกก็จะไม่รู้นะครับ  ว่ามีลักษณะเป็น “ด้ามดาบ”  ที่ปักลงคมดาบลงไปในดินจนมิด  โผล่เฉพาะด้าม  และจะอยู่ตรงหน้าประตูเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประตูทางเข้าราชวัง  นัยเรื่องนี้ก็ ฮวงจุ้ยอีกนั่นแหละครับ  เพราะคณะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงต้องการสะกดอำนาจในราชวงศ์ไม่ให้ฟื้นคืนกลับมาอีก ....  ทุกรูปแบบทีเดียวก็ว่าได้

               เสร็จจากดูงานครบถ้วนกระบวนความแล้ว หัวหน้าคณะ (ผอ.ประพจน์)  ก็ได้เวลาพ้นหน้าที่  ฝากความทรงจำล่ำลาน้องไหม ไกด์สาวสวยของเรา อีกคน  และรวมถึงคณะไกด์ทั้งหมด

 

 

 ประทับใจมั้ย   พวกเราก็คงตัดสินใจเอาได้น่ะครับ แล้วไกด์ก็พาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่ภัตตาคารอีกแห่ง อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัส เทียนอันเหมิน มากนัก  หน้าร้านก็มีสิงโตคู่อีก  นั่นก็หมายความว่า  เป็นภัตตาคารภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐบาลจีน  และเป็นที่แน่ชัดว่า  ภารกิจในการนำเที่ยวของคณะทัวร์ทุกบริษัทที่เข้าไปในประเทศจีนจะได้รับอนุญาตเข้าประเทศได้   น่าจะมีสถานที่ที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า  จะต้องไปที่ไหนแบบ  ไฟท์บังคับ ที่เคยกล่าวในตอนต้น   ตอกย้ำเรื่องนี้ได้ดี   เพราะเราไปสักครู่  ก็มีคณะทัวร์คนไทยก็ไปร่วมสมทบในภัตตาคารเดียวกัน  นี่แหละครับความชาญฉลาดและเทคนิคการหาเงินเข้าประเทศแบบเป็นเรื่องเป็นราว

 

 

 

                หลังอาหารมื้อกลางวัน  ก็ถึงโอกาสที่จะต้องล่ำลาคณะร่วมเดินทางบางส่วน  ที่ต้องกลับด้วยสายการบินไทย  3-4  คน  ส่วนที่เหลือไกด์จะนำไปเก็บตกช๊อปปิ้งที่ตลาดรัสเซียอีกรอบ  เผื่อใครเพิ่งคิดอะไร ๆ ได้ และเงินที่แลกไปยังไม่หมด  สร้างความเสียดายให้คณะที่เดินทางกลับก่อนด้วยสายการบินไทยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทั้งที่คณะนี้ก็ช๊อปกันไปมากโขอยู่  และเป็นเรื่องระทึกว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากด่านศุลกากรได้หรือไม่ หลังจากฆ่าเวลา  ด้วยการ  Last  Shopping  แล้ว  คณะพวกเราก็ได้เดินทางพร้อมสัมภาระ ไปสนามบินปักกิ่ง  เพื่อเดินทางด้วยสายการบิน “แอร์ไชน่า  CA 979  กลับกรุงเทพ - สุวรรณภูมิ บริเวณสนามบิน  ดู  ๆ ไป เขาก็บอกว่า  จัดผังบริเวณ  -  อาคาร  เป็นรูปนก  เอ้า  ฮวงจุ้ย อีกแล้ว ซึ่งแต่ละปีกก็กว้างขวาง  โอ่อ่าทันสมัย ฮวงจุ้ยก็ให้เข้ารับธุรกิจการบิน  จะได้เจิรญรุ่งเรือง ก้าวหน้า  ยิ่งใหญ่ในภูมิภาค  ดู ๆ ไป  Concept นี้เหมือนของใครบางคน  ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยที่จะให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้  แต่ฮวงจุ้ยของเราไม่ได้เป็นรูปนกนะ  ดู ๆ เหมือนไม้กางเขนยังงัย ๆ อยู่

 

 

                             ผ่านกระบวนการตรวจตราความปลอดภัยแล้ว  พวกเราก็ต้องต่อรถไฟภายในสนามบิน ไปยัง GATE  ที่เราจะขึ้นเครื่อง นี่แสดงว่า  สนามบินเขาใหญ่จนต้องใช้รถไฟ  บ้านเรายังรถบัสอยู่เลย

 

 

                19.30 น.  โดยประมาณ  พวกเราคณะเดินทางออกจากปักกิ่งกลับประเทศไทย  ใช้เวลาบิน ประมาณ  4   ชั่วโมง  ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ  ประมาณ  24 นาฬิกา  ทุกคนรับกระเป๋า  ล่ำลาแยกย้ายกันไป และทุกคนก็ปลอดภัยจากการตรวจของศุลกากร  เพราะผู้โดยสารช่วงนั้น   มีจำนวน   ไม่มาก ปลอดเจ้าหน้าที่  ทุกคนก็เลยแฮปปี้   แยกย้ายไปหาที่พักกันตามอัธยาศัย

                ขอเล่าอีกนิด แอบไปได้ข่าวมาว่า  คณะที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อน  ด้วยสายการบินไทย   3-4  ท่าน ซึ่งคณะนี้เป็นคณะสุดยอดนักช๊อปทีเดียว   ปรากฏว่า   กระเป๋าเดินทางถูกศุลกากรขอตรวจ...เปิดมากระเป๋า      ลองฌอง   Longchamp  เต็มไปหมด 200-300 ใบ ศุลกากรจะจับเสียค่าปรับ ต้องส่งทูต  คุณสถิต      นราวิวัฒน์  (ห.สบท.สงขลา เขต 1)  ไปเจรจาในฐานะอาวุโส  และเหมือนคนจีนมากที่สุด และในที่สุดก็ตกลงกันได้ในฐานะข้าราชการ...แต่ก็ทำเอาเหงื่อตก    และงัดเอาไม้ตายสุดท้ายออกมาว่า ของทั้งหมดไม่ได้ซื้อไปจำหน่าย  แต่ไปจ่ายแจกกับบรรดาพรรคพวกทั้งหลาย  ตามบัญชีรายชื่อที่เตรียมมาด้วยแล้ว  นั่นแหละครับ  หัวหน้าศุลกากรจึงยอม O.K  ให้ผ่านไปได้...   โล่งใจไป  คิดว่าจะถูกน๊อคเอ้า

                ตอนจบเสียแล้ว การเดินทางของคณะ สกย. รุ่นที่  3   ก็ได้สิ้นสุดลงด้วยความราบรื่น   กลับมาพร้อมกับความรู้  ประสบการณ์ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม  หลายส่วนมีข้อคิดเชิงเปรียบเทียบ ที่สามารถนำมาปรับ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารองค์กร  และบ้านเมืองได้เมื่อมีโอกาส

                สุดท้าย คณะฯ  ก็ต้องขอบคุณ     สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ท่านผู้อำนวยการวิทย์  ประทักษ์ใจ   และผู้บริหาร (Board) ทุก    ท่าน    ที่ได้ให้โอกาสกับคณะผู้บริหารอย่างพวกเรา  ได้ไปดูงาน  หาประสบการณ์  ความรู้  และแง่มุมชีวิต  เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  พวกเราเองก็จะได้นำเอาสิ่งต่าง ๆ  เหล่านั้น  มาปฏิบัติใช้กับองค์กร อย่างเหมาะสม      “การเดินทางดูงานสิ้นสุดแล้ว    แต่การบริหารต้องเดินต่อไป  ตราบเท่าที่เรายังมีเป้าหมายรออยู่ข้างหน้า”

                                                                                                                                                                                                                                                                                                          คณะดูงานรุ่นที่ 3 

 

                                                                                                                                            

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2014 เวลา 16:00 น.