ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา เชื้อรามรณะ
เชื้อรามรณะ PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2013 เวลา 15:34 น.

เรื่องที่ ๑ เชื้อรามรณะ

เรื่องเด่น

สิ่งมีชีวิต/สัตว์

 

 

เชื้อราบาแทร็กโอไคเทรียมเดนโดรบาทิดิส  ทำให้สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในสวนสำธารณะแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาตายเป็นจำนวนมาก

เชื้อราบาแทร็กโอไคเทรียมเดนโดรบาทิดิส(Batrachochytriumdendrobatidis) หรือ บี.ดี. มักซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในภาพเราจะเห็นอับสปอร์ที่พร้อมจะปล่อยสปอร์ตลอดเวลา

 

 

 

ปรสิตที่มองไม่เห็นกำลังคุกคามพืชและสัตว์  ถ้ามนุษย์ซึ่งมีส่วนทำให้พวกมันขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นยังไม่รู้วิธีรับมือในไม่ช้าพวกมันจะกลายเป็นฆาตกรสังหารหมู่อย่างแน่นอนซากกบนับร้อยตัวลอยเกลื่อนทั่วแหล่งน้ำ ฝูงค้างคาวถูกฆ่าต้นกล้วยล้มตาย  นี่คือเหยื่อของฆาตกรกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มลงมืออย่างเงียบๆ ฆาตกรที่ว่านี้ก็คือ  “เชื้อรา”นั่นเอง!  เราอาจคิดว่าเชื้อราอันตรายน้อยกว่าจุลินทรีย์ประเภทอื่น  เช่น แบคทีเรียและไวรัส แต่เปล่าเลย!  พวกมันกำลังเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยมที่สุดในศตวรรษที่ 21

15  ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินว่า เชื้อราทำให้เกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่เพียง  1% แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงถึง 7% ถ้ามีพืชหรือสัตว์สูญพันธุ์จากโรคติดเชื้อ  ให้สันนิษฐานได้เลยว่า 65% ของการสูญพันธุ์อาจเป็นเพราะเชื้อรา

 

แมตทิว  ฟิชเชอร์  จากวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอนกล่าวว่าการสูญพันธุ์เนื่องจากเชื้อราอาจเพิ่มขึ้นเพราะการคมนาคมที่แสนสะดวก “ผู้คนจากประเทศต่างๆเดินทางไปทั่วโลก ช่วยแพร่พันธุ์เชื้อราหลากหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว บางชนิดเป็นอันตรายถึงชีวิต”

 

เดียร์กชเมลเลอร์นักวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์  ประเทศฝรั่งเศส อธิบายว่า “ตั้งแต่ ค.ศ. 1950  มีเชื้อราชนิดใหม่มากมายที่แพร่กระจายในยุโรป ผ่านผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเรือและเครื่องบิน”  เป็นเหตุให้ฆาตกรเงียบเหล่านี้บุกยืดพื้นที่ใหม่ๆ และลงมือสังหารสิ่งมีชีวิตต่างๆ  อย่างเลือดเย็น

ค.ศ. 2007   ที่นิวยอร์ก  นักวิทยาสตร์พบค้างคาวสีน้ำตาลเล็กตกเป็นเหยื่อของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ทำให้จมูกของค้างคาวมีฝอยสีขาวอยู่เต็มไปหมด  จากนั้นพวกมันก็เริ่มล้มตายเป็นพันๆ ตัว เราเรียกอาการนี้ว่า “โรคจมูกขาว”  จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าเชื้อราที่มีชื่อว่าจีโอไมซิสดิสทรักแทนส์ (Geomycesdestructans)นั่นเองที่เป็นสาเหตุ 

โรคจมูกขาวคร่าชีวิตค้างคาว 

ไม่มีใครรู้ว่าภัยร้ายกำลังมาเยือนเจ้าค้างคาว เชื้อราจีโอซิสดิสทรักแทนส์ แพร่กระจายในหมู่ค้างคาวทั่วอเมริกาและแคนาดาอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปยังค้างคาวชนิดอื่นด้วย เพียง5 ปี ค้างคาว 5.7 ล้านตัว  รวม 6 ชนิด ก็ตกเป็นเหยื่อของผู้บุกรุก เกือบ 3 ใน 4 ของประชากรค้างคาวหายไปจากถ้ำ  เป็นสัญญาณเตือนว่าค้างคาวสีน้ำตาลเล็กกำลังตกอยู่ในอันตราย  ถ้าไม่ได้รับการปกป้องพวกมันอาจสูญพันธุ์ไปจากอเมริกาในอีก 15 ปี  ที่ร้ายกว่านั้น  ยังมีเชื้อราเพชฌฆาตชนิดอื่นๆ ที่เริ่มเล่นงานไข่ของเต่าทะเล  ปะการัง  งูหางกระดิ่ง  ผึ้ง  และพืชชนิดต่างๆ เช่น กล้วย  โอ๊ก  ข้าวโพด  ข้าวสาลี  ข้าว

สัตว์ที่ถูกจู่โจมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก  ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  และเริ่มต้นเมื่อไร  แต่ที่รู้คือ เชื้อราบาแทร็กโอไดเทรียมเดนโตรบาทิดิส(Batrachochytriumdendrobatidis) หรือ  บี.ดี.  เป็นสาเหตุให้กบและซาลาแมนเดอร์ทั่วทั้ง 5 ทวีป  ตายลงจำนวนมาก

ปัจจุบัน เชื้อราชนิดนี้แพร่กระจายไปถึง 54 ประเทศ มีมากกว่า 500 ชนิด นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยมลพิษ  ส่งผลให้สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหลายชนิดอ่อนแอลง จึงติดเชื้อได้ง่ายขึ้นปัจจุบันในเขตอเมริกากลาง  สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 40%   สูญพันธุ์เนื่องจากเชื้อราชนิดนี้

เชื้อราบาแทร็กโอไคเทรียมเดนโดรบาทิดิสถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1999 เนื่องจากมันฆ่ากบในสเปนตายจำนวนมาก

นับตั้งแต่ ค.ศ. 1980 สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเริ่มตายอย่างไม่ทราบสาเหตุองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ(IUCN) ยังไขปริศนานี้ไม่ได้  จนกระทั่งได้ศึกษาเหยื่อที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์  จึงพบว่าเชื้อรา บี.ดี. เป็นสาเหตุของโรคระบาดร้ายแรงนี้  และยังพบอีกว่าเชื้อรานี้แพร่ระบาดมานานแล้ว  เนื่องจากพบเชื้อราชนิดนี้ในซากกบที่ตายในปี ค.ศ. 1928  ตลอดศตวรรษที่ 20  บี.ดี. ได้กระจายตัวไปทั่วโลกราวกับกาฬโรค

เชื้อราขนาดเล็กนี้ไม่ทนต่อความเค็มของมหาสมุทร  แต่แพร่กระจายไปได้ทั่ว 5 ทวีป  เพราะมันเดินทางไปกับกบน้ำแอฟริกา  ซึ่งมีต้นกำเนิดในแอฟริกาใต้  ในทศวรรษ 1960  กบชนิดนี้มักถูกใช้เป็นตัวทดสอบการตั้งครรภ์ โดยฉีดปัสสาวะของหญิงที่สงสัยว่าตั้งครรภ์หรือไม่เข้าไปในกบเพศเมีย ถ้าตั้งครรภ์ฮอร์โมนในปัสสาวะจะทำให้ไข่ของกบสุกอย่างรวดเร็ว และวางไข่ภายใน 12 ชั่วโมง

ต่อมาการทดสอบอันแปลกประหลาดนี้ถูกยกเลิกไปแต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงนิยมใช้กบน้ำแอฟริกาในการทดลองเนื่องจากมันขยายพันธุ์ง่าย  โดยไม่มีใครรู้ว่าขณะที่มันขยายพันธุ์  เชื้อรา บี.ดี. ที่เป็นปรสิตในตัวมันก็เพิ่มจำนวนขึ้น มีกบบางตัวที่ติดเชื้อรา บี.ดี. หลุดออกไปและแพร่เชื้อให้กับประชากรกบที่อยู่ตามธรรมชาติยังไม่รวมกบบุลล์ฟร็อกที่นิยมเลี้ยงกินเป็นอาหารก็ถูกขนส่งไปทั่วโลก  โดยนำเชื้อรา บี.ดี.  ไปแพร่ทั่วโลกเช่นกัน

ผลการทดลองเชื้อรา บี.ดี. ทำให้นักวิทยาศาสตร์วิตกกังวลมากขึ้น เมื่อพบว่าเชื้อราอันตรายนี้เกิดจากการรวมสารพันธุ์ของเชื้อรา 2 ชนิด ที่รุนแรงน้อยกว่า ซึ่งถูกค้นพบเมื่อศตวรรษที่แล้วจากทั่วทุกมุมโลก เมื่อเชื้อรา 2 ชนิดนี้อาศัยอยู่ในตัวผู้ให้อาศัย มันจะรวมสารพันธุกรรมและให้กำเนิดเพชฌฆาตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกขึ้นมา

เชื้อรา บี.ดี. ถือเป็นสิ่งมีชิวิตที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยมีมนุษย์เป็นผู้ช่วยเหลือให้มันมีโอกาสขยายพันธุ์และลงมือก่ออาชญากรรมมากขึ้นนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความโหดร้ายเท่านั้น  เพราะในโลกมีเชื้อราที่เรารู้จักมากถึง 70,000  ชนิด และอาจมีจำนวนมหาศาลถึง1.5-5 ล้านตัว จึงเป็นไปได้ว่าพวกมันอาจเริ่มกลายพันธุ์เป็นฆาตกร  และซุ่มตัวอยู่เงียบๆ

ลักลอบเดินทาง

ก่อนที่เชื้อราชนิดต่างๆ จะกลายพันธุ์หรือขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น เราต้องรีบควบคุมอย่างเร่งด่วน  โดยการใช้ยาต้านเชื้อราซึ่งอาจเป็นยาปฎิชีวนะ แต่ “ปัญหาคือการใช้ยารักษาก็เป็นอันตรายต่อสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก”

เดียร์กชเมลเลอร์ กล่าวเสียงอ่อยว่ามันจะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องฆ่าผู้ป่วยไปพร้อมกับเชื้อโรค  สิ่งนี้เกิดขึ้นกับค้างคาวแล้ว  การฆ่าเชื้อในถ้ำระหว่างค้างคาวจำศีล ช่วยกำจัดเชื้อราจีโอไมซิสดิสทรักแทนส์ได้สิ้นซาก  แต่ก็อาจทำให้ระบบนิเวศภายในถ้ำเสียสมดุลไปด้วย

สำหรับนักวิจัย  ความท้าทายอยู่ที่การหาวิธีกำจัดเชื้อรา “ปัญหาคือการเพาะเลี้ยงเชื้อราชนิดนี้ทำได้ยาก  ส่งผลให้การนำตัวอย่างมาศึกษายากเช่นกัน”

ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส  กล่าวน้ำเสียงผิดหวัง  ยังโชคดีอยู่บ้างที่การป้องกัน

เชื้อราชนิดนี้ในฟาร์มทำได้ไม่ยาก  เพียงทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชนิด  รวมถึงเปลี่ยนน้ำที่เพาะเลี้ยงอยู่เป็นประจำ

ส่วนค้างคาว  ทำได้โดยการสร้างถ้ำเทียม ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยและป้องกันพวกมันจากโรคจมูกขาวได้ แต่วิธีนี้ต้องใช้ต้นทุนสูง  และไม่สามารถกำจัดเชื้อราให้หมดไปได้

สิ่งที่ควรทำแทนการป้องกันคือการกำจัดสาเหตุของปัญหา  ซึ่งสาเหตุหลักคือมนุษย์ที่นำเชื้อราไปแพร่พันธุ์โดยไม่รู้ตัว  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่ารอบตัวเรามีเชื้อรา  เนื่องจากเชื้อราเปรียบเสมือนผู้โดยสารที่ลักลอบเดินทาง  พวกมันมักซ่อนอยู่ในดิน  เปลือกไม้  พื้นรองเท้า  ที่สำคัญคือเราแทบมองไม่เห็นมันด้วยซ้ำ

“มันยากมากที่จะรู้ว่าสัตว์ตัวใดเป็นพาหะของเชื้อรา บี.ดี. “  เดียร์กชเมลเลอร์ยอมรับ “แม้แต่ในกบที่เราตั้งใจให้ติดเชื้อ  ถึงเรารู้ว่าพวกมันติดเชื้อแล้ว  แต่ก็ยังหาร่องรอยไม่พบ เนื่องจากมันอาจเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนัง”ตอนนี้จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีเชื้อรา บีดี. อยู่หรือไม่

ช่วยเหยื่อให้ต่อสู้กับฆาตกร

แต่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย  โชคดีที่สัตว์เลือดอุ่น  เช่น  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสัตว์จำพวกนก  ยังต้านทานพวกเชื้อรา บี.ดี. ได้ดี  เพราะเชื้อราส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตในที่ที่มีอุณหภูมิสูงได้ ส่วนสัตว์เลือดเย็นอย่างสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหรือพวกที่อุณหภูมิในร่างกายต่ำมักพ่ายแพ้ผู้รุกรานตัวจิ๋วนี้ได้ง่ายแต่เหยื่อบางชนิดก็วิวัฒนาการจนต้านทานเชื้อราได้  เช่น  กบแอฟริกาและกบเอเชียบางชนิด (บริเวณที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเชื้อรา บี.ดี.)

นอกจากนี้ยังมีวิธีใหม่ๆ  ที่ช่วยให้เหยื่ออยู่กับเชื้อราได้อย่างปลอดภัย  เช่น  ปล่อยแบคทีเรียที่ช่วยป้องกันสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจากการติดเชื้อ  เมื่อแบคทีเรียเข้าไปอยู่ในร่างกาย  แทนที่จะกำจัดเชื้อรามันจะช่วยให้เชื้อราและผู้ให้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2013 เวลา 10:08 น.