ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา 3 แนวทางในการสร้างความชุ่มชื่น ให้แก่สวนยางพาราเขตปลูกยางใหม่
3 แนวทางในการสร้างความชุ่มชื่น ให้แก่สวนยางพาราเขตปลูกยางใหม่ PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2013 เวลา 15:41 น.

3 แนวทางในการสร้างความชุ่มชื่น

ให้แก่สวนยางพาราเขตปลูกยางใหม่

โดย   กะเสด  สิงห์ดำ

            การปลูกยางพาราในเขตปลูกยางใหม่  คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ  ได้เริ่มมาเมื่อประมาณ 10-15 ปี มานี้เอง  แรกเริ่มโครงการที่ส่งเสริมการปลูกยางพารา นั้น  ใช้งบจากรัฐบาลสนับสนุน  ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ สร้างความชุ่มชื่นให้กลับคืน  ส่วนผลทางอ้อม คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น  เนื่องจากการใช้พื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน และภาคเหนือ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำไร่ข้าวโพด อ้อยและมันสำปะหลัง  สภาพภูมิอากาศก็มีแต่ความแห้งแล้ง ในระยะแรกๆ เกษตรกร ไม่ค่อยดูแลรักษาและไม่มีความอดทนในการรอผลิตผล เนื่องจากการปลูกยางพารากว่าจะได้รับผลผลิต จะต้องใช้ระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 6-7 ปี ทั้งต้องประสบกับปัญหาการโดนไฟไหม้ และยางตายเสียหายไปเป็นส่วนมาก เพราะไม่เข้าใจสภาพทั่วไปของยางพารา  ว่าในระยะแรกจะต้องขยันหมั่นดูแล ประคบประหงมเป็นพิเศษ  แต่ถึงกระนั้น  ก็มีเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความเข้าใจ และเคยเดินทางไปทำงานภาคใต้ เคยเห็นเคยรับรู้ข้อมูลที่ดีของยางพารามาบ้าง  ก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น จึงมีการโหมปลูกในปีต่อไป ประกอบกับหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนยิ่งขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้

            ดังนั้นหากจะสรุปในข้อสำคัญ สำหรับความสำเร็จในการปลูกสร้างสวนยาง ในเขตปลูกยางใหม่ ให้ได้รับผลที่ดีจากผู้ที่ได้ต่อสู้ด้วยความตั้งใจจริง และปฏิบัติดูแลสวนยางพาราตามหลักวิชาการอย่างตั้งใจ และหาความรู้เพิ่มเติมเสมอๆ เริ่มจากการขุดหลุมปลูกจะต้องได้ขนาดตามมาตรฐาน มีการจัดหาปุ๋ยอินทรีย์ รองก้นหลุม จัดหาปุ๋ยเคมีใส่ตามงวดงาน  กระทั้งจะต้องดูแลสวนในหน้าแล้งเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เขตปลูกยางใหม่ นั้น ว่ากันโดยทั่วไปว่า ฝน 4 แดด 8 ซึ่งตรงกันข้ามกับเขตปลูกยางเดิม ที่มี ฝน 8 แดด 4 จึงทำให้เขตปลูกยางใหม่ มีสภาพโดยทั่วๆไป  ที่มีความแห้งแล้งมากกว่าเขตปลูกยางเดิม  แต่อาจจะได้เปรียบกว่าเขตปลูกยางเดิม ก็ได้ หากมีการปฏิบัติ 3 แนวทางต่อไปนี้ เพื่อช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่สวนยางพาราในอนาคตข้างหน้า

            3 แนวทางที่เป็นหลักโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่หากไม่มีความขยันแล้ว ย่อมที่จะไม่ประสบความสำเร็จ และจะต้องยึดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงด้วย ดังนี้

            1.     แนวทางแรก คือ การปลูกพืชแซม ระหว่างต้นยาง ซึ่งเป็นหลักการทั่วๆ ไป ในการดูแลรักษา ทางวิชาการที่แนะนำ โดยสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแล้ว แต่ส่วนใหญ่ ในเขตปลูกยางใหม่นิยม การฉีดพ่นด้วยสารเคมี ไม่นิยมการตัดหญ้า หรือ หวดหญ้าด้วยพร้าเช่นเขตปลูกยางเดิม  เนื่องจากเห็นว่ารวดเร็วดีและได้ระยะเวลานาน กว่าที่หญ้าจะโตเลยต้นยางพารา

           ปกติ เกษตรกรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ก็มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ถั่วลิสง มันสำปะหลัง กระเทียม ข้าวไร่ ระหว่างแถวยางพาราเช่นกัน  ซึ่งนอกจากพืชที่กล่าวแล้ว ปัจจุบันก็เริ่มที่จะปลูกผักสวนครัว เช่น พริก ถั่วฝักยาว กล้วยต่างๆ สับประรด ดังเช่น เขตปลูกยางเดิมกันบ้างแล้ว ซึ่งก็จะเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ และ มีแหล่งน้ำ สมบูรณ์ คือ มีการวางแผนขุดสระในสวน ประมาณ 1 ไร่ หรือสามารถชักลากสูบน้ำ จากแหล่งใกล้ๆ สวนยางพารา เพื่อรดพืชผักตนเอง     

                   โดยในช่วง การปลูกพืชแซม นี้  ก็สามารถปลูกพืชแซมไปจนกว่าอายุยางได้ 3 ปี ถือว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมก่อนที่ยางจะได้รับผลสำเร็จ หากเกินอายุ 3 ปี ก็สามารถปลูกพืชคลุมผสมต่อไปได้ ตามคำแนะนำของ สกย. และบางราย ยังมีการเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย เช่นไก่พื้นเมือง ห่าน เป็ด ฯลฯ การที่มีการปลูกพืชระหว่างแถวยางนั้น นับเป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ยางพารา และยางพาราได้รับปุ๋ยเคมีจากการใส่ให้แก่พืชแซมของเกษตรกรไปด้วย

                                    

            2.     แนวทางที่ 2 การปลูกพืชร่วมยาง หรือ ไม้ป่าร่วมยาง  ซึ่งตามธรรมชาติเดิมๆ ของสวนยางพาราแล้ว  สามารถที่จะขึ้นร่วมกับพืช  ชนิดอื่นๆ ได้ ที่มีความสัมพันธ์กัน แต่เกษตรอาจคิดไปว่า จะเป็นการไปแย่งอาหารของต้นยางพารา จึงไม่ค่อยนิยมปลูกกัน หรือไม่ก็เนื่องมาจากการดูแลรักษายางพาราจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก หากคิดให้ดี จะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งในอนาคต  แต่จะต้องเลือกสรรพืชที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง เช่น เขตปลูกยางเดิม ปลูก มังคุด ลองกอง สะตอ เนียง ระกำหวาน ไผ่ และยังมีพืชสมุนไพร หรือผักสวนครัว เช่น ผักเหรี่ยง ผักเหมียง หวาย ฯลฯ

            ดังนั้น หากจะแยกเป็นประเภทของพืชที่สามารถปลูกได้ในสวนยางพารา อายุ 3 ปี ขึ้นไป นอกจากปลูกพืชคลุมแล้ว ยังสามารถปลูกพืชต่างๆ ได้อีกดังต่อไปนี้

                        2.1 ไม้เศรษฐกิจ สำนักงานอนุญาตให้ปลูกได้ ไม่เกิน 15 ต้น/ไร่ หรือจะปลูกในหลุมที่ยางพาราตาย และไม่สามารถซ่อมได้แล้ว เช่น สะเดาเทียม มะค่า ประดู่ ตะเคียน มะฮอกกานี  กฤษณา ยมหอม ยางนา ฯลฯ

                        2.2 พืชสมุนไพร เช่น ขิง ข่า กะวาน มะแกว่น ฯลฯ

                        2.3 พืชผัก เช่น ไผ่ชนิดต่างๆ หวาย เต่าร่าง ฯลฯ

                        2.4 พืชไม้ประดับ เช่น หมากแดง จัง หน้าวัว ฯลฯ

            จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวสวนยางพาราได้ ในช่วงที่มีฝนตก ไม่สามารถกรีดยางได้ บางชนิดในอนาคตจะเป็นรายได้เสริม ให้แก่ชาวสวนยาง ได้ดีทีเดียว เช่น ไผ่   ปัจจุบันค่อนข้างจะหายากยิ่งขึ้นทุกวัน ประโยชน์ก็สารพัดที่จะนำมาใช้ในครัวเรือน บางชนิดก็สามารถทำรายได้ดี เช่น ระกำหวาน หรือ สละอินโด

                        ส่วนไม้เศรษฐกิจ หากอนาคตจะต้องโค่นต้นยาง เพื่อปลูกใหม่ หากมีไม้เศรษฐกิจ ไร่ละ 15 ต้น ปลูกยางพารา 10 ไร่ จะได้ไม้ 150 ต้น ตายเสียซัก 100 ต้น ยังคงเหลือ 50 ต้น นับว่าสามารถให้ลูกปลูกบ้านเรือนได้ ต่อไปอย่างแน่นอน

            3.     แนวทางที่ 3 การปลูกยางพารา แนวทาง วนเกษตร

                        ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่ายางพารานี้ เดิมทีสามารถขึ้นร่วมกับไม้ชนิดอื่นได้ดีในแถวยาง มีต้นไม้สารพัด ที่ขึ้นในสวนยางพารา อีกทั้งยังเป็นตัวที่ช่วยลดการชะล้าง ของเม็ดฝนได้อีกด้วย ก่อนที่เม็ดฝนจะตกถึงพื้น ทำให้ต้นไม้ต่างๆ เกาะยึดดินไว้ ไม่ให้ดินถูกชะล้างไปง่ายๆ อีกทั้งใบไม้ที่ล่วงหล่นก็จะเป็นปุ๋ยให้แก่ดิน ธรรมชาติก็จะกลับมา ระบบนิเวศน์ก็จะดีขึ้น ต่อไปอาจมีเห็ดต่างๆ ทยอยกันขึ้นก็เป็นได้

                        แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่า หน้าแล้งจะต้องทำแนวกันไฟให้ดี  และมีความเอาใจใส่ต่อสวนยางตนเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเพราะทางเขตปลูกยางใหม่ มีความแห้งแล้งกว่าเขตปลูกยางเดิม

                        ทั้ง 3 ข้อแนวทางที่กล่าวมาแล้ว จะเป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่สวนยางพารา มากยิ่งขึ้น แถมยังสร้างรายได้ ให้แก่ชาวสวนยาง อีกด้วย และจะมีไม้ใช้สอย ในสวนตนเอง เหมือนกับเคยเป็นสวนยางทางเขตปลูกยางเดิม เมื่อ 50-60 ปีมาแล้ว ซึ่งหลายๆ คนเคยอาศัย ในภาคใต้ และภาคตะวันออก มาแล้ว แต่วิชาการในระยะหลังได้แนะนำให้ปลูกสร้างสวนยางพารา ในแนวการปลูกพืชเชิงเดียว เห็นทีจะต้องนำมาศึกษาทดลอง วิถีชีวิตแบบเดิมๆ สมัยปู่ย่า ของเราเคยปลูกกันมา

                          จากการที่ปัจจุบัน หลายๆ ส่วนงาน จะโทษมาที่ผู้ปลูกสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาสูง  ที่มีความลาดชั้นมากๆ แล้วเกิดดินสไลด์เสียหาย ก็กล่าวโทษว่าเป็นการปลูกพืชเชิงเดียวบ้างละ และมองว่ายางพารา ไม่มีระบบรากแก้ว บ้างละ จึงทำให้เกิดความเสียหาย แต่ความเป็นจริง ยังไม่มีการพูดสรุปถึงสาเหตุใหญ่ว่าเสียหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะทุกที่ก็ปลูกยางพาราแบบเดียวกัน บางท้องที่ไม่มีการสไลด์ของหน้าดิน อย่างที่กล่าวมา และขอฝากพืชอีกชนิด ที่น่าจะนำมาเสริมแนวขึ้นบันได  นั้นคือ หญ้าแฝก  ที่มีระบบรากลึก 3 เมตร  และลงตรงในแนวลึกด้วย

 

  

 
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 22 เมษายน 2014 เวลา 12:00 น.