ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา การปลูกพืชแซมในสวนยางพารา
การปลูกพืชแซมในสวนยางพารา PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2013 เวลา 11:21 น.

 

การปลูกพืชแซมในสวนยางพารา

ถ่ายทอดองค์ความรู้โดย

 

นายสมปอง จันทร์เมือง

บ้านเลขที่ 22/2 หมู่ที่ 4 ตำบลวังอ่าง

อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

ดำเนินการโดย

สกย.จ.นครศรีธรรมราช เขต 1

 

ประวัติโดยย่อ

นายสมปอง จันทร์เมือง เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2500

ปัจจุบันอายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/2 หมู่ที่ 4 ตำบลวังอ่าง

อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

 สำเร็จการศึกษา ปวส.ช่างยนต์

สมรสกับนางสุมาลี จันทร์เมือง อาชีพพยาบาล มีบุตร 2 คน

 

การประกอบอาชีพ

          คุณสมปอง จันทร์เมือง เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งช่างยนต์ ที่บริษัทรถยนต์ในจังหวัดชลบุรี ต่อมาเพื่อนได้ชักชวนให้ไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้สมัครและสอบแข่งขันที่โรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะ กรุงเทพมหานคร เพื่อต้องการเก็บเงินเปิดกิจการของตนเอง ได้เดินทางไปทำงานระหว่างปี 2524-2532   ในรอบ 8 ปี ที่ทำงานที่ซาอุดิอาระเบียกลับมาเยี่ยมบ้าน 2 ครั้ง ขณะที่ทำงานได้ส่งเงินให้ทางบ้านซื้อที่ดิน เพื่อจะกลับมาเปิดกิจการ      อู่ซ่อมรถ จนเมื่อปี 2532 ได้เดินทางกลับ ความคิดตอนนั้นอยากมีครอบครัว และได้แต่งงานกับคุณสุมาลี ในปีนั้น

          จากความตั้งใจที่จะเปิดอู่ซ่อมรถ ได้จัดเตรียมสถานที่ วัสดุก่อสร้าง แต่มีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ จึงหันมาทำสวน โดยที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย  สวนแปลงแรกครอบครัวได้ซื้อที่สวนยางไว้ให้เป็นสวนยางแก่หน้ากรีดเสียหาย  จึงได้ขอทุนสงเคราะห์จาก สกย. จากนั้นได้ซื้อที่ดินเพิ่ม จนปัจจุบันมีสวนยาง 5 แปลง และไร่นาสวนผสมอีกกว่า 50 ไร่

          การประกอบอาชีพเกษตรกรรมใช่จะราบรื่น  ปี 2536 ได้ประสบภัยพิบัติจากพายุ สวนยางเสียหาย 2 แปลง และสวน 2 แปลงนี้ ได้รับความเสียหายอีกครั้งเมื่อคราวประสบภัยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 นอกจากนี้ยังมีสวนยางเปิดกรีดอีก 2 แปลง ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่เพราะสวนยางพาราที่เปิดกรีดได้รับความเสียหายทั้งหมด

 

          ปี 2555 ได้เริ่มปลูกยางใหม่ โดยได้รับทุนสงเคราะห์จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มีทั้งปลูกด้วยยางชำถุง และยางตาเขียว เพราะขณะนั้นยางชำถุงเป็นที่ต้องการและมีราคาสูง

          สวนที่ปลูกด้วยยางตาเขียว เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ปลูกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 จำนวน 2,500 ต้น ระยะปลูก 3*7 เมตร พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 ราคายางตาเขียวต้นละ 12 บาท ค่าแรงปลูกต้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคายางชำถุงขณะนั้น ราคาต้นละ 45 บาท ค่าแรงปลูกต้นละ 10-15 บาท

   

การดูแล

          เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงได้จัดทำระบบน้ำแบบสายน้ำฝนทั้งแปลง ใช้เงินลงทุนจำนวน 50,000 บาท ยางตาเขียวรอดถึง 98 % และในการปลูกสร้างสวนยางทุกแปลง ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าในการสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าผลผลิต

อาชีพเสริม

          เมื่อปลูกยางและจัดทำระบบน้ำแล้ว ได้กู้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพเสริม จำนวน 40,000 บาท เพื่อปลูกพืชแซม

1.สับปะรด

ปลูกสับปะรด พันธุ์ปัตตาเวีย โดยปลูกห่างจากแถวยาง 1 เมตร จำนวน 100,000 หน่อ มีระยะปลูก 30*70 เซนติเมตร ระหว่างแถวยางปลูกสับปะรดได้ 7 แถว โดยซื้อต้นพันธุ์มาจากจังหวัดชลบุรี ระยอง และประจวบคีรีขันธ์

การลงทุน

ค่าพันธุ์และค่าแรงปลูก หน่อละ 2 บาท จำนวน 100,000 หน่อ เป็นเงิน 200,000 บาท

ค่าปุ๋ยบำรุง ปีแรกใส่ปุ๋ยบำรุง 2 ครั้ง ๆ ละ 3 กระสอบ ๆ ละ 1,050 บาท เป็นเงิน 6,300 บาท

ค่าสารเร่งดอกและค่าแรงฉีดพ่น 8,000 บาท

การดูแล

ใส่ปุ๋ยตามระยะเวลา ใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี เมื่อสับปะรดอายุได้ 2 เดือน 6 เดือน และอายุ 8 เดือนเร่งดอก ตามความเจริญเติบโตของสับปะรด โดยใช้

- เอทธิฟอน  หรือ  อีเทรล เป็นสารเคมีที่ให้ก๊าซเอทธิลิน เมื่อเข้าไปในเนื้อเยื่อสับปะรด  จะแตกตัวปล่อย เอทธิลินเป็นตัวชักนำให้เกิดการสร้างตาดอก  ซึ่งจะทำให้เก็บผลได้ก่อนกำหนดประมาณ 2 เดือน โดยใช้ในอัตรา 8 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร และเติมปุ๋ยยูเรียอีก 300 กรัม  ผสมให้เข้ากันดีแล้วใช้หยอดยอดหรือฉีดพ่น ต้นละ 70-80 ซีซี หยอด 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน  เวลาที่เหมาะสมในการหยอด คือ ตอนเช้ามืด และต้นสับปะรดต้องมีลักษณะพร้อมที่จะออกดอก  ปริมาณการใช้มากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและขนาดต้นสับปะรด  หากสับปะรดโตเสมอกันจะใช้อีเทล ผสมน้ำฉีดพ่น อัตราส่วน 2 ลิตรต่อน้ำ 1,000 ลิตร

- ถ่านแก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์ การใช้แคลเซียมคาร์ไบด์  จะได้ผลดี  ต้นสับปะรดจะต้องมีลักษณะพร้อมที่จะออกดอก คือ มีอายุระหว่าง 7-8 เดือน หรือมีโคนต้นที่อวบใหญ่  ประมาณน้ำหนักของต้น 2.5 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีใบ 45 ใบขึ้นไป  จึงใช้สารเร่งดอกได้ผล   ใช้อัตรา 200-250 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  หยอดต้นละ 70-80 ซีซี  ทำการหยอด 2 ครั้งห่างกัน 5-7 วัน  แต่แปลงสับปะรดของตนหยอดครั้งที่ 1 ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วหยอดต่อเลย เพราะมีปัญหาแรงงาน  หลังจากหยอดสารเร่งประมาณ 40-45 วัน  จะเริ่มเห็นสับปะรดเป็นจุดแดงอยู่ภายในยอด  ต่อมา 60-70 วัน   จะเห็นผลสับปะรดขนาดเล็กทรงกลมสีแดงโผล่ขึ้นจากยอด 

การเก็บเกี่ยว

การสังเกตผลแก่ของสับปะรด พิจารณาได้จากลักษณะ ดังนี้

1. การนับอายุ

              12 เดือน บังคับดอก

              เริ่มออกดอก (34 วันหลังบังคับดอก)

              เริ่มออกผล (60 วันหลังบังคับดอก)

              อายุ 461 วัน แกะจุก

              ประมาณ 16 เดือน เริ่มเก็บผลผลิต

 

2. การสังเกต ผิวเปลือก จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเขียวอมเหลืองอมส้ม หรือเขียวเข้มเป็นมัน

3. การสังเกต ใบเล็ก ๆ ของตาย่อย จะเหี่ยวแห้ง เป็นสีน้ำตาลหรือชมพู

4. การสังเกต ตาย่อย จะนูนเด่นชัดเรียกว่าตาเต็ม ร่องตาจะตึงเต็มที่ขนาดของผลไม่เพิ่มขึ้นอีก

5. การดมกลิ่น ผลสับปะรดแก่จะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว

6. ความแน่นของผล จะลดลงเมื่อใช้นิ้วดีดหรือไม้เคาะเพื่อฟังเสียง ถ้าเสียงโปร่งแสดงว่ายังไม่แก่ถ้าเสียง

    ทึบ (หรือแปะ) แสดงว่าแก่จัดได้ที่แล้ว

 

การจำหน่าย

มีทั้งมารับซื้อถึงสวน และนำไปจำหน่ายเองที่ตลาดหัวอิฐ ตลาดป่าบอน และตลาดชะอวด

        - ผลใหญ่ขนาด 1.8 กก. ขึ้นไป หรือ สุกใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 12 บาท

        - ผลกลางขนาด ประมาณ 1.5 กก. หรือสุกกลาง ราคากิโลกรัมละ 8 บาท

        - ผลเล็กขนาดประมาณ 0.7 กก. หรือสุกเล็ก ราคากิโลกรัมละ 6 บาท

        - สับปะรดแกง ราคากิโลกรัมละ 7 บาท

        - ตกเกรด ราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท (ใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์)

 

2.      แตงโม

ปลูกแตงโมพันธุ์กินรี ริมแถวยาง จำนวน 8,000 หลุม

การลงทุน ค่าพันธุ์ ค่าแรงและปุ๋ย จำนวน 30,000 บาท

การดูแล

เมื่อหยอดเมล็ดแล้วต้องรดนํ้าให้ชุ่ม เมื่อแตงโมขึ้นมามีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2-3 ต้น โดยคัดเลือกเอาแต่ต้นแข็งแรงไว้  ใส่ปุ๋ยใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมีประมาณ 20 กระสอบ

การเก็บเกี่ยว

แตงโมจะเริ่มออกดอกและติดผลเป็นลูกเล็กๆ ตามเถาที่เลื้อยบนดิน ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงโมพันธุ์กินรีใช้เวลาประมาณ 60 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้

 

การจำหน่าย

มีทั้งมารับซื้อถึงสวน และนำไปจำหน่ายเองที่ตลาดหัวอิฐ ตลาดป่าบอน และตลาดชะอวด

 

บทสรุป

                    องค์ความรู้การปลูกพืชแซมในสวนยางพารา จุดเด่นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต

       1. เป็นการปลูกแซมในสวนยางพารา

       2. ใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี

       3. ใช้ระบบน้ำในการดูแลและเพิ่มผลผลิต

       4. ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพิ่มมูลค่าผลผลิต

       5. เป็นการแก้ปัญหาราคายางชำถุงมีราคาแพง

นับว่าคุณสมปอง จันทร์เมือง เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ด้วยความขยัน มุ่งมั่น อย่างแท้จริง

*********************

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2013 เวลา 13:47 น.