ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง กล้วยหิน
กล้วยหิน PDF พิมพ์
การพัฒนาเกษตรกร - อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันศุกร์ที่ 06 กันยายน 2013 เวลา 09:46 น.

กล้วยหิน (Kluai Hin)

ชื่อสามัญ : Saba

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sapientum

กล้วยหิน พบครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.2488 ที่ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยจะพบขึ้นทั่วไปตามธรรมชาติที่เป็นบริเวณหินกรวด ริมฝั่งแม่นํ้าปัตตานี ซึ่งกล้วยสายพันธุ์อื่นไม่สามารถจะขึ้นในพื้นที่แบบดังกล่าวได้ จึงถูกเรียกชื่อว่า กล้วยหินเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

รูปลักษณ์ของกล้วยหิน

กล้วยหิน มีลักษณะคล้ายกล้วยน้ำว้า ต้นใหญ่ โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 70 เซนติเมตร สูง 3.5 –5 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวนวล ก้านใบค่อนข้างสั้นร่องใบเปิด ใบกว้าง 40–50 เซนติเมตร ยาว 1.5 เมตร  ปลีรูปร่างค่อนข้างป้อมสั้น รูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ด้านนอกของปลีเป็นสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดง เมื่อกาบเปิดจะไม่ม้วนงอ กล้วยหินแต่ละต้นมีผล 1 เครือ โดยจะออกเครือเมื่อหน่ออายุประมาณเดือน และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 12  เดือน หรือหลังจากออกปลีประมาณ เดือน เครือหนึ่ง มี 7–10 หวี หวีหนึ่งมี 15 – 20 ผล ผลเป็นรูปห้าเหลี่ยมเปลือกหนาค่อนข้างสมบูรณ์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 8 – 12 เซนติเมตร ผลดิบเปลือกสีเขียว เนื้อแข็ง เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อสีขาวอมเหลืองถึงเหลือง แน่นแข็ง ไม่ยุ่ยปลายจุกป้าน เมื่อผลแก่จัดตัดมาเก็บไว้ได้นาน 7 – 8 วัน การเรียงตัวของผลเป็นระเบียบ มีช่องว่างเล็กน้อยอยู่ระหว่างหวีแต่ละหวี



ภาพที่ 1-3 แสดงกล้วยหินช่วงอายุต่าง ๆ

ข้อดี / ลักษณะเด่นของกล้วยหิน

 

 

1.เจริญเติบโต ได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินที่เป็นลูกรัง หรือดินกรวดหิน

2.แตกกอเร็ว ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน เพราะกอหนึ่งมีหลายต้น

3.ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ไม่ค่อยมีโรค แมลงระบาด จึงไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืชแต่อย่างใด

4.ผลของกล้วยหินมีเปลือกหนา จึงมีความบอบช้ำต่อการขนส่งน้อยกว่า

5.ผลแก่เก็บได้นาน 7 – 8 วัน ก็ยังไม่เน่าเสีย

6.ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ตั้งแต่รากจนถึงปลีและผล โดยเฉพาะผลมีรสชาติอร่อย แปรรูปได้หลายอย่าง

7.ปลูกแซมในสวนยางและสวนผลไม้ เป็นร่มเงาได้ดีมาก ทำให้สวนผลไม้มีความชื้น ต้นไม้ผลที่เริ่มปลูกใหม่เจริญเติบโตได้ดีมากขึ้น

8.ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี


ประโยชน์และสรรพคุณของกล้วยหิน

1.ราก นำมาต้มดื่มแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ผื่นคัน สมานภายใน

2.หยวกกล้วยเป็นอาหารที่ใช้ล้างทางเดินอาหาร หากนำมาเผาไฟรับประทานขับพยาธิ ส่วนน้ำคั้นจากต้น ใช้ทาป้องกันผมร่วง และทำให้ผมขึ้น

3.ใบตองปิ้งไฟปิดแผลจากไฟไหม้ ต้มอาบแก้เม็ดผื่นคัน น้ำจากก้านใบใช้เป็นยาฝาดสมาน รักษาโรคท้องเสีย แก้บิด

4.ผลดิบใช้เป็นยาฝาดสมาน แป้งกล้วยดิบใช้โรยแผลเรื้อรัง แผลเน่าเปื่อย แผลติดเชื้อต่างๆ แก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องขึ้นมีกรดมาก ส่วนผลสุกใช้เป็นยาระบาย

5.หัวปลี จิ้มน้ำพริกช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน

 

สถานการณ์และความต้องการของตลาด

กล้วยหินสามารถนำมาทำเป็นอาหารคนได้หลากหลาย แทบทุกส่วน  เช่น   นำส่วนที่เป็นแกนของลำต้น หลายคนเรียกว่าหยวกกล้วย มาประกอบอาหารประเภทแกงอาจจะเป็นแกงไก่ แกงเนื้อ ผสมหยวกกล้วย หรือใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก แต่ควรนำมาลวกเสียก่อนถึงจะอร่อยมากขึ้น เช่นเดียวกับ “หัวปลี นอกจากใช้จิ้มน้ำพริกแทนผักได้แล้วยังนำมาทำเป็นยำหัวปลีเมนูขึ้นชื่อทางภาคใต้ ส่วน”ผลของกล้วยหิน”ใช้รับประทานสดก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมกัน   ส่วนใหญ่มักจะนำมาต้มหรือปิ้งก่อน จึงจะได้รสชาติหวานหอม หรือนำมาทำเป็นกล้วยหินทอด

กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค นอกจากนี้ผลของกล้วยหินยังสามารถนำมาทำกล้วยหินฉาบ เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่รู้จักกันโดยทั่วไปรสชาติอร่อยกว่ากล้วยฉาบอื่นๆ

นอกจากจะเป็นอาหารคนแล้ว กล้วยหินสามารถนำมาเป็นอาหารนก โดยเฉพาะนกปรอด หรือ นกกรงหัวจุก ซึ่งชาวไทยมุสลิมในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส นิยมเลี้ยงกันมาก เฉพาะจังหวัดยะลาเกษตรกรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด เลี้ยงนกกรงหัวจุก ครัวเรือนละ 2 – 4 ตัว โดยให้กล้วยหินเป็นอาหารตัวละครึ่งผลต่อวัน หรือใช้กล้วยหินวันละ 1 – 2 ผลต่อครัวเรือน

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกล้วยหินออกสู่ตลาดมาก เนื่องจากความต้องการอยู่ในวงจำกัด ราคากล้วยหินตกหวีละ 3 – 5 บาท ต่อมาผู้บริโภครู้จักกล้วยหินมากขึ้น กอร์ปกับคนในท้องถิ่นนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุกกันมากขึ้น ปัจจุบันกล้วยหินไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ราคาจึงสูงขึ้นเป็นหวีละ 25 – 30 บาท และเคยขึ้นสูงสุดหวีละ 60 บาทเมื่อประมาณช่วงเดือนเมษายน 2555 รูปแบบการซื้อขายเปลี่ยนจากการนำมาวางขายในตลาดสด เป็นการเข้าไปรับซื้อถึงในหมู่บ้านเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น กล้วยฉาบรสต่างๆ ทั้งรสเค็ม รสหวาน  และรสอื่น ๆ  มีการส่งเสริมการตลาดจากหน่วยงานราชการเป็นอย่างดี




ภาพที่ 4-6 แสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหิน.


การปลูกกล้วยหินเป็นพืชแซมในสวนยาง

กล้วยหินเป็นพืชที่ค่อนข้างเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ มีโรคและแมลงน้อย ง่ายต่อการบำรุงรักษา เหมาะแก่การปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางในช่วงยางอายุ 1-4 ปี เพื่อเป็นรายได้เสริมแก่เกษตรกร

การปลูก ควรปลูกระหว่างแถวยาง โดยให้ต้น(กอ)ห่างกันประมาณ 7-8 เมตร ปลูกหลุมละ 1ต้น ใช้หน่อกล้วยหิน 30 หน่อต่อไร่ โดยขุดหลุมขนาด 50x50x50  เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 10 – 15 วัน จากนั้นจะใช้ปุ๋ยร๊อก

ฟอสเฟต หรือปุ๋ยหินแดง 0.2 กิโลกรัมหรือใช้ปุ๋ยคอกเก่า หรือปุ๋ยหมักอื่นๆ สัก 1 บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินที่ขุดไว้ปากหลุมกลบกลับคืนไปในหลุมพร้อมกับเอาหน่อกล้วยหินที่เตรียมไว้ลงปลูก โดยวางหน่อพันธุ์ลงหลุมให้ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วกลบดินที่เหลืออยู่ลงไปในหลุมให้เต็มปากหลุม กดให้แน่นพอสมควรและพูนดินบริเวณโคนต้นให้สูงขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง กล้วยหินก็จะเจริญเติบโตได้เร็วโดยไม่ต้องรดน้ำ ในกรณีที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยหินเป็นที่ราบในฤดูฝนถ้าหากไม่จัดการให้น้ำระบายได้ดี พื้นที่อาจจะมีน้ำท่วมขัง ทำให้กล้วยหินรากเน่าตายได้ จึงควรปลูกแบบยกร่องก็จะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

การใส่ปุ๋ยกล้วยหิน โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรปลูกกล้วยหินโดยไม่ใส่ปุ๋ย อาศัยธาตุอาหารจากดินในการออกดอกออกผล อีกส่วนหนึ่งก็คงจะได้ธาตุอาหารจากการใส่ปุ๋ยให้กับยางพาราที่เป็นพืชหลัก แต่หากต้องการให้ได้ผลผลิตเพิ่มทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มโดยในช่วงก่อนให้ผลผลิตจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้นละ 0.5 กิโลกรัมควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 0.2-0.3 กิโลกรัม แบ่งใส่ 2 ครั้ง และเมื่อกล้วยหินมีอายุประมาณ 8-12 เดือน จะเริ่มให้ผลผลิตโดยจะเริ่มทยอยออกดอกหรือที่เรียกว่าปลี ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้นละ 0.5 กิโลกรัมควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 0.2-0.3 กิโลกรัม และให้ตัดแต่งใบที่แห้งออกทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

การตัดแต่งหน่อและกาบใบแห้ง เนื่องจากกล้วยหินแตกหน่อจำนวนมากโดยจะเริ่มแทงหน่อใหม่เมื่อปลูกกล้วยหินได้ประมาณ 5– 6 เดือนแต่ละกอไม่ควรไว้หน่อเกิน 4 ต้นเพราะถ้ามีหน่อมากจะทำให้กล้วยหินเครือเล็กลง จึงควรตัดแต่งหน่อปีละ 1–2 ครั้ง พร้อมกับตัดแต่งใบที่แห้งหักลงมาออกเสียด้วย โดยตัดแต่งพร้อมกับการใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนหรือหลังฤดูฝน

การเก็บเกี่ยวผลผลิต หากต้องการผลกล้วยสุกเพื่อนำไปทำกล้วยแขกหรือให้นกกรงหัวจุก จะเริ่มเก็บได้หลังจากกล้วยหินออกปลีประมาณ 4 เดือน สังเกตได้จากผลที่ลบเหลี่ยม ใบเลี้ยงเหี่ยวแห้ง สีของผลเป็นสีเขียวเข้ม อาจจะมีจุดสีดำปนเหลือง ทยอยสุกจากโคนเครือสู่ปลายเครือ  แต่หากต้องการนำไปแปรรูปบางประเภท เช่นกล้วยฉาบ ควรเก็บผลผลิตก่อนนั้นเล็กน้อย



ภาพที่ 7-8 แสดงการปลูกกล้วยหินเป็นพืชแซมในสวนยาง

ความคุ้มค่าต่อการลงทุน

ต้นทุนต่อไร่

1. หน่อพันธุ์กล้วยหินจำนวน      30 หน่อ หน่อละ 25 บาท                   เป็นเงิน    750 บาท

2. ปุ๋ยอินทรีย์จำนวน              60 กิโลกรัมๆละ   5 บาท                   เป็นเงิน    300 บาท

3. ปุ๋ยเคมีจำนวน                  30 กิโลกรัมๆละ  20 บาท                   เป็นเงิน    600 บาท

รวมทั้งสิ้น                           1,650 บาท


ผลตอบแทนจากการลงทุนต่อไร่

ผลผลิต

ปีที่ 1

ปีที่ 2-4

รวม

เป็นเงิน(บาท)

หมายเหตุ

1.หน่อ

-

480 หน่อ

1,440 หน่อ

36,000

คิดอัตราการแตกหน่อปีละ 4 หน่อๆ ละ 25 บาท

2.ผลกล้วย(หวี)

240 หวี

960 หวี

3120 หวี

62,400

คิดอัตราต้นละ 8 หวี ราคาหวีละ 20 บาท

รวม

98,400

จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่ากล้วยหินมีผลตอบแทนจากการลงทุนค่อนข้างสูง ด้วยต้นทุนเพียงน้อย การดูแลบำรุงรักษาง่าย เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ โรคและแมลงมีน้อย ผลผลิตสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย   มีความต้องการจากตลาดสูง ประกอบกับมีการส่งเสริมจากหน่วยงานราชการหลาย ๆ  หน่วยงาน    โดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดยะลา ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชแซมในสวนยาง  เพื่อเป็นรายได้ในช่วงที่ยางยังไม่ให้ผลผลิต

 

 

ภาพที่ 9-10 แสดงผลผลิตกล้วยหิน

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 กันยายน 2013 เวลา 11:06 น.