ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง
การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพุธที่ 04 กันยายน 2013 เวลา 11:28 น.

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง


จากปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาที่เกิดกับ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่

เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย และแม่ฮ่องสอน มีหลายสาเหตุ ตั้งแต่การเกิดไฟป่าจากความแห้งแล้งและความร้อนตามธรรมชาติ การหาของป่าที่ทำให้เกิดไฟป่าทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ และการเผาเศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งการเผาแต่ละครั้งจะทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กแขวนลอยสะสมในอากาศ และในเดือนมีนาคมของทุกปีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กแขวนลอยสะสมในอากาศ และในเดือนมีนาคมของทุกปีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นปัญหาหมอกควันพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการสูญเสียด้านเศรษฐกิจ เพราะประเทศต้องสูญเสียค่ารักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนที่ล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ที่เกิดจากอนุภาคฝุ่นละอองในหมอกควันพิษ และยังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการและประชาชนที่มีอาชีพในภาคบริการต่าง ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเป็นความเสียหายในระยะยาว


เศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตร


พื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ปี 2551 มีจำนวนถึง 3,492,955 ไร่ และ 1,521,175 ไร่ ตามลำดับ เป็นแหล่งเกิดเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรกรรม เช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ที่จำเป็นต้องมีแนวทางที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในการจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาทำลาย


การเผาเศษพืชทำให้เกิดปัญหาหมอกควันพิษ


การเผาทำลายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอากาศ ได้มีผู้วิจัยหลายคณะได้ศึกษาวิจัยในเรื่องผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพของประชาชนในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น พงศ์เทพและคณะ (2550) พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับรายวันของฝุ่นในอากาศกับอาการของโรคหอบหืด นอกจากนี้มงคลและคณะ (2550)  พบสารมลพิษทางอากาศในอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กทั้งที่เป็นสารโลหะหนักและสารอินทรีย์ประเภทพีเอเอชซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดด้วย

แม้ว่าเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเหล่านี้จะสามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักที่มีมูลค่าได้ แต่วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเดิมสิ้นเปลืองแรงงานในการพลิกกลับกองและใช้เวลานาน 3-6 เดือน และได้ปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณน้อยครั้งละประมาณ 1 ตัน เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพื้นที่เพาะปลูกโดยเฉลี่ยของเกษตรกรครัวเรือนละ 5-3 ไร่ ในขณะที่กรมส่งเสริมการแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินในปริมาณสูงถึง 0.3-3 ตันต่อไร่

 

การนำเศษพืชมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง


คณะวิศกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มีการวิจัยทำให้ได้มีองค์ความรู้ใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักที่ต้องพลิกกลับกองและให้ได้ปริมาณครั้งละมาก ๆ เพียงพอต่อการใช้ของเกษตรกรโดยพบว่าการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1” สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบกองแถวยาวได้ถึงครั้งละ 1-100 ตัน โดยไม่ต้องพลิกกลับกองได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีภายใน 2 เดือน มีคุณภาพตามที่มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 กำหนด ใช้วัตถุดิบเพียงสองชนิดคือเศษพืชและมูลสัตว์ โดยไม่ต้องเติมสารอื่นใด โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การรักษาความชื้นในกองปุ๋ย โดยพบว่า ฟางข้าวและเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายที่สุด

ด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ เกษตรกรจะสามารถนำเศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีมากไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์เป็นกองแถวยาวด้วยวิธีนี้ในนาข้าวหรือในสวนผลไม้ หรือแม้ในบริเวณป่า โดยไม่ต้องเสียเวลาและแรงงานในการขนวัสดุเนื่องจากวิธีนี้ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต

การแปลงเศษพืชให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีด้วยวิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1 นี้ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจาการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งการนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดินเพาะปลูกซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มาก หรือไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชผักอินทรีย์ช่วยเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกรจาการลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพกับปริมาณผลผลิต

 

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1”


ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้

1.  นำเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือฟางข้าว 4 เข่ง (ถ้าเป็นเศษใบไม้ใบหญ้าให้ใช้ 3 เข่ง)มาวางเป็นชั้นบาง ๆ ความหนาไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร แล้วโรยทับด้วยมูลโค (หรือมูลไก่ หรือมูลสุกร) 1 เข่งเสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้น ทำเช่นนี้จำนวน 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมจนมีความสูง 1.50 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษวัสดุที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15-17 ชั้น ก็เพื่อให้จุลินทรีย์ (ที่มีอยู่ในมูลสัตว์) ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษพืช) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูลสัตว์) ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว กองปุ๋ยที่มีความยาว 3.5-4.0 เมตรจะใช้มูลสัตว์ 30 กระสอบและเศษพืชประมาณ 60 เข่ง เมื่อกระบวนการเสร็จจะทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 1 ตัน

2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้)

ขั้นตอนที่ 2 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไประยะห่างของรู

ประมาณ 40 เซนติเมตร

ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย การที่ต้องเจาะรูเติมน้ำก็เพราะว่าน้ำที่รดทุกเช้าไม่สามารถไหลซึมเข้าไปภายในกองปุ๋ยได้ ขั้นตอนที่สองนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำและการที่ฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย

ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมกาย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุกองปุ๋ย 60 วัน

กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกับความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ยได้ ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อน (Thermophiles และ Mesophiles)  ที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อมีความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเติมเข้าไปในภายในกองปุ๋ย (เกิดจากการพาความร้อน แบบ Chimney Convection) อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ ทำให้กองปุ๋ยไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสียใด ๆ

3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร ก็หยุดให้ความชื้นแล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งก่อนนำไปใช้เพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งตากแดดไว้เฉย ๆ หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20-30 ซม. ซึ่งจะแห้งภายในเลา 3-4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอโดยจะมีราคาจำหน่ายในท้องตลาดประมาณกิโลกรัมละ 4-7 บาท

 

หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ วิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1”


หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการสองขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถมีกิจกรรมการย่อยสลายได้ กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ก็ได้

 

ข้อห้ามของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้คือ


1. ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย หรือเอาดินปกคลุมด้านบนกองปุ๋ย เพราะจะทำให้อากาศไม่สามารถไหลถ่ายเทได้ ซึ่งมีผลให้กระบวนการแล้วเสร็จช้าและมีกลิ่นเหม็น

2.ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอน เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ระยะเวลาแล้วเสร็จนานและปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ

3. ห้ามวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไป การวางเศษวัสดุเหลือทิ้งเป็นชั้นหนาเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้

4. ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ตนไม้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

5. ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้น และยังช่วยให้เกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ยอีกด้วย


เมื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แล้วจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรดี ?


ในการเจริญเติบโตของพืช รากพืชจะมีหน้าที่ลำเลียงธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน (ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ) ขึ้นไปสะสมไว้ในใบพืช ลำต้น กิ่งก้าน และผล ภายหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรธาตุอาหารเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ในตอซังข้าว ฟางข้าว เศษเปลือกและซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง หรือแม้กระทั่งเศษหญ้า หากเรานำเศษพืชเหล่านี้มาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ธาตุอาหารเหล่านี้ก็ไม่ได้สูญหายไปไหนแต่จะถูกใช้เป็นประโยชน์ให้กับพืชที่เราเพาะปลูกต่อไปได้ เมื่อดินอุดมสมบูรณ์ดีแล้วความต้องการปุ๋ยเคมีก็จะลดลง นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมกลุ่มเกษตรกรหลายแห่งที่เพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย

ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักถ้านำไปใช้ในการเพาะปลูก จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เนื่องจากอินทรีย์วัตถุในปุ๋ยอินทรีย์ จะกลายเป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ดิน เนื่องจากอินทรีย์วัตถุในปุ๋ยอินทรีย์ จะกลายเป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ดิน แล้วจุลินทรีย์ดินจะปลดปล่อยแร่ธาตุที่พืชต้องการออกมาให้พืชได้ใช้อย่างเพียงพอ ตั้งแต่ธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม) ธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์) และจุลธาตุ (โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก และสังกะสี) ดังนั้น เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกก็จะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ มีสีดำ ร่วนซุย และมีระบบนิเวศที่ดี หรือเราอาจเรียกว่าดินมีชีวิต

ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2503 ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีปุ๋ยเคมีใช้ เกษตรกรยุคก่อนก็ได้ใช้เพียงมูลวัวมูลควายในการเพาะปลูกและก็ได้ผลดีอย่างมากสามารถปลูกข้าวได้เป็นที่ 1 ของโลกมาโดยตลอด ปัจจุบันเกษตรกรไทยได้ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมี และยาฆ่าหญ้ามานานต่อเนื่องเป็นสิบ ๆ ปี โดยลืมละเลยการเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน อินทรีย์วัตถุในดินถูกใช้ไปจนหมด ความมีชีวิตในดินหายไป แม้กระทั่งไส้เดือนดินก็แทบหาไม่ได้ ดินเพาะปลูกกลายเป็นพิษและเป็นกรด ทำให้ต้นพืชอ่อนแอ เป็นโรคง่าย และเกิดโรคระบาดทุกปี   ในนาข้าวหากมีเคมีปลาหรือกบก็แทบจะหาไม่ได้อีกต่อไปเกษตรกรได้ลืมวิธีที่จะเติมชีวิตให้กับดินเพาะปลูก จนบางครั้งเกษตรกรรู้สึกแปลกใจว่าเห็นเพื่อนบ้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องไปทำอะไรให้ยุงยากแบบนั้น และส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจผิด ฟ ว่าใช้ปุ๋ยอินทรย์แล้วไม่ทันใจ ทั้ง ๆ ที่เพื่อนบ้านว่าผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์สามารถลดต้นทุนลดหนี้ได้ โดยไม่สนใจว่าพืชจะโตทันใจหรือไม่ จนถึงกับมีบางคนกล่าวว่า "ตกลงเราจะปลูกโตทันใจแต่ขาดทุน หรือจะปลูกแบบค่อยเป็นค่อยไป ดินดีแต่ได้กำไร ??"

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 04 กันยายน 2013 เวลา 11:34 น.