ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การควบคุมภายใน อีคิว E.Q. คืออะไร
อีคิว E.Q. คืออะไร PDF พิมพ์
KM สำหรับพนักงาน - การควบคุมภายใน
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันพุธที่ 28 สิงหาคม 2013 เวลา 12:58 น.


อีคิว E.Q. คืออะไร

 

อีคิว หรือ E.Q. มาจากคำว่า Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์

ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถทางอารมณ์  ที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข



อีคิวถือเป็นเรื่องใหม่ในแวดวงการศึกษาและจิตวิทยาเพราะเพิ่งได้รับความสนใจและยอมรับในความสำคัญอย่างจริงจังเมื่อ 10 กว่าปีมานี้  เดิมเคยเชื่อกันว่าความสามารถทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ในปี ค.ศ. 1990 ซาโลเวย์  (Perter  Salovey) และเมเยอร์  (John  D  Mayer)  สองนักจิตวิทยาได้นำความคิดนี้มาพูด  โดยเอ่ยถึงความฉลาดทางอารมณ์เป็นครั้งแรกว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของความฉลาดทางสังคมที่ประกอบด้วยความสามารถในการรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น สามารถแยกความแตกต่างของอารมณ์ที่เกิดขึ้นและใช้ข้อมูลนี้เป็นทางชี้นำในการคิดและกระทำสิ่งต่างๆ

จากนั้น แดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดก็สานต่อแนวคิดนี้อย่างจริงจังโดยได้เขียนหนังสือเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และได้ให้ความหมายของอีคิวว่า “เป็นความสามารถหลายด้าน ได้แก่ การเร่งเร้าตนเองไปสู่เป้าหมาย มีความสามารถควบคุมความขัดแย้งของตนเอง รอคอยเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถจัดการกับอารมณ์ที่สบายต่างๆ มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง

หลังจากหนังสือความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ของแดเนียลโกลแมน  ออกสู่สาธารณชน  ผู้คนก็เริ่มให้ความเข้าใจกับความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้นประกอบกับระยะหลังมีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงความสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์  จึงสรุปแนวคิดมารวมกัน  จึงจะดูเข้าใจง่ายและเห็นภาพ E.Q. อันมีองค์ประกอบหลัก  5  ประการ  ชัดเจน ดังนี้

1. KN0WING  ONE  S EMOTION  หรือ SELF – AWARENESS หมายถึง  การตระหนักรู้ตนเอง  เป็นการรับรู้และเข้าใจ  ความรู้สึก  ความคิด  และอารมณ์ของตนตามความเป็นจริง  และสามารถควบคุมความรู้สึกได้

2. MANAGING  EMOTION คือมีความสามารถในการบริหารจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด  มีเทคนิคในการคลายเครียด  สลัดความวิตกจริตรุนแรงได้อย่างรวดเร็วไม่ฉุนเฉียว  สติแตกได้ง่าย

3. RECOGNIZING  EMOTION  IN OTHERS เป็นการรับรู้อารมณ์และความต้องการของผู้อื่น  เห็นอกเห็นใจ  เอาใจเขามาใส่ใจเรา  และสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

4. MOTIVATING ONESELF สามารถจูงใจตนเอง  ควบคุมความต้องการจากแรงกระตุ้นได้อย่างเหมาะสม  สามารถรอคอย  ตอบสนองความต้องการได้  เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่ามองโลกในแง่ดี  สามารถจูงใจและให้กำลังใจตนเองได้

5. HANDLING  RELATIONSHIPS สามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้  มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

 

EQ  สามารถนำไปใช้กับชีวิต  ได้เป็นอย่างดี  กล่าวคือ

 

1. การสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ในการเสริมสร้างบุคลิกภาพแก่เด็กและเยาวชน

2. การแสดงความรู้สึกและความเห็นอกเห็นใจต่อบุคคลอื่นทำให้มีสัมพันธภาพส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพ

3. การพัฒนาบุคลากรในองค์กร  เพื่อให้ลดปัญหาข้อขัดแย้งและเกิดพลังทีมงาน

4. สร้างและพัฒนาผู้นำให้มีสติ  ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้เกิดความโกรธโมโหฉุนเฉียวต่อผู้ใต้บังคับบัญชา

5. พัฒนาธุรกิจด้านการบริหารบุคคล  ให้มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะด้านงานบริการลูกค้าจะดีมาก  เพราะจะมียะวาจาที่ดีต่อผู้มาติดต่อ

อีคิว หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ จึงได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จและความสุขในชีวิตมนุษย์  กลายเป็นเรื่องฮิตที่มาแรงแซงหน้าไอคิวไปในระยะหลัง นอกจากคำว่า Emotional Quotient ที่เรียกว่าอีคิวแล้ว  ยังมีคำอื่นๆ  อีกหลายคำที่นักวิชาการใช้ความหมายใกล้เคียงกันเช่น Emotional Intelligence, Emotional Ability,  Interpersonal  Intelligence,  Multiple Intelligence.

อีคิวกับไอคิวต่างกันอย่างไร

ไอคิว หรือ Intelligence  Quotient หมายถึง  ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา  การคิด  การใช้เหตุผล  การคำนวณ  การเชื่อมโยง

อีคิว หรือ Emotional  Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์เป็นความสามารถในการรับรู้  และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น  ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะการณ์

ไอคิว เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก

อีคิว ถึงแม้จะเป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกันแต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาได้ดีขึ้นได้

ไอคิว สามารถวัดออกมาเป็นค่าสัดส่วนตัวเลขที่แน่นอนได้

อีคิว ไม่สามารถชี้ระบุออกมาเป็นค่าสัดส่วนตัวเลข 1, 2, 3 ได้

 

การจัดค่าระดับไอคิว

 


ทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่องไอคิวและอีคิว

ระหว่างรถยนต์ที่ดี  เครื่องแรง  แต่เจ้าของไม่มีความสามารถ  ไม่รู้จักวิธีการใช้ไม่สนใจที่จะศึกษาสมรรถนะของรถ  เปรียบเทียบกับรถยนต์คุณภาพปานกลาง  แต่เจ้าของมีความชำนาญในการขับ  รู้ว่าอะไรคือข้อดี  ข้อจำกัดของรถ  ตลอดจนรู้วิธีการซ่อมแซมยามมีปัญหา

ถ้าให้เราเลือกจะนั่งรถคันไหน?

ความแรงของเครื่องยนต์อย่างเดียว  เพียงพอหรือไม่ต่อการเดินทางที่ปลอดภัย?

เราอาจจะไม่สามารถซื้อรถที่ดีที่สุดได้  แต่เราสามารถที่จะเรียนรู้ได้ว่าเราควรขับรถอย่างไรจึงจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุ  หรือขับอย่างไรจึงไม่ผิดกฎจราจร

ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะขับรถ  ควบคุมรถ  ไม่รู้จักกฎจราจร  ต่อให้มีรถดีแค่ไหนก็มีโอกาสเกิดอุบติเหตุเฉี่ยวชน  จนถึงขั้นรุนแรงได้ทั้งสิ้น

หากเปรียบความฉลาดเชาว์ปัญญากับรถยนต์

ความฉลาดทางอารมณ์ก็คือ  ความสามารถในการขับรถยนต์

การเรียนรู้เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ก็คือ  การเรียนรู้ที่จะขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวเดินไปสู่จุดหมายที่ปรารถนาได้อย่างปลอดภัย  และมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน

เพราะชีวิตมนุษย์ดำเนินไปภายใต้อิทธิพลของอารมณ์และความรู้สึกดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย  กายเป็นบ่าว”  หรือ  “ทุกข์สุขอยู่ที่ใจ”

การกระทำหลายครั้งในชีวิตคนเรา  จึงมีที่มาของภาวะทางอารมณ์มากกว่าเรื่องเหตุผลเพียงอย่างเดียว

เพราะโดยแท้จริงแล้ว  ไม่ว่าในเหตุการณ์ดีหรือร้าย  ความฉลาดทางเชาว์ปัญญาจะไม่มีความหมายเลย  หากปราศจากความฉลาดทางอารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมด้วย



ในจำนวน  4  คนนี้  คุณคิดว่าใครคือตัวอย่างของคนที่มีไอคิวสูงและอีคิวสูง

พันธ์พงศ์ เป็นคนที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน  เชื่อถือได้  ดูแลตัวเองได้ดี  ชอบวิพากษ์วิจารณ์  แต่ค่อนข้างจะเก็บตัวไม่แสดงออกและไม่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกับใคร  จนดูเป็นคนเย็นชา

ภาวิต เป็นคนที่มีทักษะในการเข้าสังคม  เปิดเผย  ร่าเริง  มักไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับความกลัวหรือความวิตกกังวล  มีความสามารถสูงในการทำการตกลงกับบุคคลอื่น มีความรับผิดชอบและมีหลักการ  เป็นคนที่มีความเข้าใจและเห็นใจบุคคลอื่น  มีความพอใจทั้งในตนเองและผู้อื่น

เมธินี เป็นคนเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง  สามารถแสดงความคิดเห็นได้รวดเร็ว  สนใจและให้คุณค่ากับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉลาด  ความสวยงาม  แต่มักมีแนวโน้มที่จะคิดเกี่ยวกับตนเอง  หมกมุ่นกับความวิตกกังวลและรู้สึกผิดได้ง่าย  มีความลังเลที่จะแสดงอารมณ์โกรธอย่างเปิดเผย  แม้จะแสดงออกในบางครั้ง  แต่ก็เป็นการแสดงออกทางอ้อมที่ไม่ตรงไปตรงมา

วิลิตา เป็นคนเชื่อมั่นในตนเองสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมามีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและชีวิต  เป็นคนชอบเข้าสังคม  ร่าเริง  สามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม  ดูเป็นธรรม  มีทักษะที่ดีในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น  พอใจในชีวิตของตนเอง  ปรับตัวเก่ง  ใจกว้าง  พร้อมที่จะรับประสบการณ์ใหม่ๆ  ไม่ค่อยมีความวิตกกังวลหรือรู้สึกผิดจนทำให้หมกมุ่นเป็นทุกข์

คำตอบ ก็คือพันธ์พงศ์และเมธินี คือตัวอย่างของคนที่มีไอคิวสูง ภาวิตและวิลิตา คือ ตัวอย่างของคนที่มีอีคิวสูง

ไอคิวและอีคิว ถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน  แต่ก็เป็นความสามารถที่จะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น  เช่น  คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงมักจะมีภาวะอารมณ์ที่สงบ  ปลอดโปร่ง  ไม่ตึงเครียด  จึงสามารถนำความสามารถทางเชาว์ปัญญาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตรงกันข้ามคนที่มีความฉลาดทางเชาว์ปัญญาสูง  หากอยู่ในภาวะที่มีความตึงเครียดมากและไม่สามารถจัดการกับความเครียดนั้นได้  ก็อาจนึกคิดอะไรไม่  ไม่สามารถดึงความฉลาดทางเชาว์ปัญญามาใช้ได้อย่างน่าเสียดาย

 


1. รู้ทัน ฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง  บอกกับตัวเองได้ว่าขณะนี้รู้สึกอย่างไร และได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ดีขึ้น  ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้แม้เมื่อผู้อื่นพูดถึงก็สามารถเปิดใจมาพิจารณาเพื่อที่จะหาโอกาสปรับปรุงหรือใช้เป็นข้อเตือนใจที่จะระมัดระวังการแสดงอารมณ์มากขึ้น

2. รับผิดชอบ เมื่อเกิดความหงุดหงิด  ไม่พอใจ  ท้อแท้  ให้ฝึกคิดอยู่เสมอว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองจากการกระตุ้นของปัจจัยภายนอก  เพราะฉะนั้น  จึงควรรับผิดชอบต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น  ควรหัดแยกแยะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยเหตุผล  ไม่คิดเอาเองด้วยอคติหรือประสบการณ์เดิมๆ  ที่มีอยู่เพราะอาจทำให้การตีความในปัจจุบันผิดพลาดได้

3. จัดการได้ อารมณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นสามารถคลี่คลายสลายให้หมดไปด้วยการรู้เท่าทันและหาวิธีจัดการที่เหมาะสม  เช่น  ไม่จ่อมจมอยู่กับอารมณ์นั้นพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ  โดยหางานหรือกิจกรรมทำเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับงานนั้น  เป็นการสร้างความเพลิดเพลินใจขึ้นมาแทนที่อารมณ์ไม่ดีที่มีอยู่

4. ใช้ให้เป็นประโยชน์ ฝึกใช้อารมณ์ส่งเสริมความคิด  ให้อารมณ์ช่วยปรับแต่งและบำรุงความคิดให้เป็นไปในทางที่มีประโยชน์  ฝึกคิดในด้านบวกเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ในที่ทำงาน

5. เติมใจให้ตนเอง โดยการหัดมองโลกในแง่มุมที่สวยงาม  รื่นรมย์  มองหาข้อดีในงานที่ทำ  ชื่นชมด้านดีของเพื่อนร่วมงานเพื่อลดอคติและความเคร่งเครียดในจิตใจ  ทำให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น

6. ฝึกสมาธิ ด้วยการกำหนดรู้ว่าเราทำอะไรอยู่  รู้ว่าปัจจุบันเราสุขหรือทุกข์อย่างไร  อาจเป็นสมาธิอย่างง่ายๆ  ที่กำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเข้าออก  การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบและมีกำลังใจในการพิจารณาสิ่งต่างๆ  ได้ดีขึ้น

7. ตั้งใจให้ชัดเจน โปรแกรมจิตใจตนเองด้วยการกำหนดว่าต่อไปนี้จะพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้  และตั้งเป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานให้ชัดเจน

8. เชื่อมั่นในตนเอง จากงานวิจัยหลายเรื่องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะมีความสำเร็จในการทำงานและการเรียนมากกว่าคนที่ไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองจะมีความสำเร็จในการทำงานและเรียนมากกว่าคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

9. กล้าลองเพื่อรู้ การกล้าที่จะลองทำในสิ่งที่ยากกว่าในระดับที่คิดว่าน่าจะทำได้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองและเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความสามารถให้มากยิ่งๆ  ขึ้นไป

คนมี EQ. สูงมักจะเป็นผู้ที่มักจะพบความสุขได้ไม่ยาก  มักจะมีทัศนะในการมองสังคมมนุษย์ว่า  บุคคลต้องมีความสัมพันธ์กันต้องทำงานร่วมกัน คนพวกนี้จึงต้องมีลักษณะชอบสังคม  ร่าเริง  เปิดเผย  ชอบทำให้คนอื่นมีความสุข  รักษาคำมั่นสัญญา (INTEGRITY)  ตรงไปตรงมา  มองโลกในแง่ดี

ในลักษณะขององค์ประกอบหรือหลักการตลอดจนผลของ EQ  ก็สรุปได้ว่าดี  มีอาจารย์ฝรั่งมากมาย  พูดและเขียนเกี่ยวกับ EQ  แต่ถ้าพูดถึงว่า  “แล้วจะทำอย่างไรจึงจะเกิด EQ”  ก็ไม่ค่อยมีฝรั่งตาน้ำข้าวสามารถพูดและบ่งชัดถึงเทคนิควิธีการที่ก่อให้เกิด EQ. ดังนั้นถ้าจะพูดในเชิงรัฐศาสตร์ คือ  วิชาทางพุทธที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้และนิพพานท่านได้ทรงพบ EQ. มาตั้ง 2500  กว่าปีแล้ว สรุปเรียกได้ว่ามนุษย์เราเกิดมาต้องมี “ศีล  สมาธิ  ปัญญา

ศีล  (Moral Quotient) คือ  การประกอบกรรมดีขั้นพื้นฐาน  เช่น  ศีล  5  เป็นต้น

สมาธิ  (Emotional Quotient) คือ  ต้องมีสติ  มีสมาธิ  ควบคุมอารมณ์ได้


 

ปัญญา  (Intelligence Quotient) คือ  เมื่อมีสติ  มีสมาธิก็จะเกิดความฉลาดทาง “เชาว์

ปัญญา” เปรียบดั่ง

 

ฉะนั้นอย่าไปเห่อฝรั่งให้มาก  เราเพียงเรียนรู้หลักหรือถ้าใครพูดเรื่อง EQ. เราก็จะรู้และเข้าใจตามสังคมนิยม  แต่ถ้าตบด้วยตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผมว่านั่น  คือ  ท่านรู้จริงมากกว่า  และจะทำวิธีใดให้เกิด EQ  ไม่ยาก  ใช้หลักของพุทธองค์มากมาย  ขอยกตัวอย่างพอประมาณ  เช่น  อิทธิบาท 4  ได้แก่  ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  วิมังสา  หรือ  อริยะสัจ  4  ได้แก่   ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  หากสามารถติดตามคำสอนของพระพุทธองค์หากปฏิบัติได้ก็ถือว่าท่านมีความฉลาดทางอารมณ์หรือมี EQ สูงนั่นเอง


 


 

เทคนิคการลดความขัดแย้งในบทบาทและหน้าที่

ความขัดแย้งจะเป็นสภาพการณ์ที่ทำให้บุคคลตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจหรือ

ตกลงหาข้อยุติอันเป็นที่น่าพอใจได้

 

สาเหตุความขัดแย้งระหว่างบุคคล

1. เนื่องจากความคิดเห็นต่างกัน

2. เนื่องจากวิธีการคิดที่ต่างกัน

3. เนื่องจากการรับรู้ที่ต่างกัน

4. เนื่องจากค่านิยมที่แตกต่างกัน

5. เนื่องจากอคติที่มีต่อกัน

6. เนื่องจากผลประโยชน์ที่ขัดกัน

 

สาเหตุความขัดแย้งภายในตนเอง

1. เนื่องจากต้องตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ไม่ต้องการเนื่องจากต้องตัดสินใจเลือกเพียงสิ่งเดียวในขณะที่ต้องการมากกว่านั้น

2. เนื่องจากต้องตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตนต้องการ  แต่ผลที่ได้รับจากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ

3. เนื่องจากภาวะงาน  และบทบาทที่ตนได้รับทำให้ไม่เป็นที่พอใจ

4. เนื่องจากตนมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องแสดง  และกระทำมากมายจนไม่สามารถแสดงให้ถูกต้องกับสถานการณ์

5. เนื่องจากตนได้รับบทบาทหลายบทบาทที่มีความขัดแย้งกันเอง

6. เนื่องจากการที่ตนแสดงไม่สมบทบาทที่ได้รับมอบหมาย

 

วิธีการลดความขัดแย้งโดยทั่วไป

 

1. การหลีกหนีไปให้พ้นจากสภาวะที่ตนต้องตัดสินใจ

2. การทอดเวลาให้การตัดสินใจเนิ่นนานออกไป  เพื่อให้ตนได้มีเวลามากขึ้น

3. การหาทางประนีประนอม

4. การใช้กลไกทางจิตป้องกันตนเอง

5. การเผชิญกับสภาพการขัดแย้ง  ซึ่งผลการเผชิญอาจจะออกมาใน  2  ทาง

- ก่อให้เกิดความรุนแรงเจรจาตกลงด้วยดีอย่างมีเหตุผล

 

แนวทางแก้ไขข้อขัดแย้ง แต่ละบุคคล  พึงแก้ไขข้อขัดแย้งนั้นร่วมกัน

1. พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา  และยอมรับในทัศนะของผู้อื่นบ้าง

2. พิจารณาลักษณะของข้อขัดแย้งว่าเป็นความขัดแย้งอันเกิดจากค่านิยม  หรือเป็นความขัดแย้งที่เป็นจริง

3. ใช้วิธีการของอริยะสัจ  4  โดยพิจารณาเริ่มที่ปัญหา  (ทุกข์)  ยินดีที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ขัดแย้ง  มากกว่าปล่อยให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต

4. รับรู้อารมณ์และปฏิกิริยาของคู่กรณีและสมาชิกของกลุ่ม  และสามารถคาดคะเนพฤติกรรมและปฏิกิริยาของเขาได้

5. พยายามฟังและเป็นผู้ฟังที่ดี  ไม่เอาแต่พูดฝ่ายเดียว

6. อารมณ์เย็น  และมีเหตุผลในการลดความรุนแรงของข้อขัดแย้ง

7. แสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย  และไม่ได้รังเกียจบุคคลที่สาม

 

สิ่งที่ไม่พึงกระทำ

1. อย่าพยายามสร้างสถานการณ์ที่จะต้องมีการแพ้  ชนะเกิดขึ้น

2. อย่าใช้อำนาจของตน  ข่มขู่คู่กรณี  เพื่อตนเองจะได้รับประโยชน์

3. อย่าคำนึงถึงแต่จุดมุ่งหมายของตนฝ่ายเดียว

4. อย่าแปลงข้อมูลหรือข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับที่ตนต้องการ

5. อย่าสนับสนุนเฉพาะผู้ที่มีความคิดเห็นคล้ายกับตน

6. อย่าเล่นลิ้น  ตีสำนวน  และแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตน

7. อย่ารังเกียจบุคคลที่สาม

 

แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งในตนเองและในบทบาทหน้าที่

1. พิจารณาสาเหตุที่เกิดขึ้น  อย่างไม่เข้าข้างตนเอง  ทีละขั้นตอน

2. ให้พิจารณาตนเองว่า  ตนคือใคร  (เป็นอย่างไร)  อย่างแท้จริง

3. มีหน้าที่และบทบาทอะไรบ้าง  (บทบาทใดสำคัญที่สุด)

4. ตนได้พยายามทำหน้าที่และแสดงบทบาทนั้นๆ  อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง

5. ตนสามารถที่จะยอมรับความเป็นจริงอันเป็นผลที่เกิดจาการกระทำของเราได้หรือไม่

6. หากจิตใจว้าวุ่น  ให้สงบใจสักพักแล้วเริ่มถามตนเองใหม่  ถ้าเราทำได้  และพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว  ความขัดแย้งจะลดลง

 

พึงระลึกไว้เสมอว่า....

“การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและหลักการที่ดี  คือ  การตัดสินใจที่ดีที่สุด”

 

สุขภาพจิตและการปรับตัวเพื่อการทำงาน

ไม่มีคน  “ทำงาน”  คนใดที่ไม่พบปัญหา  เพียงแต่ว่าเมื่อเขาประสบกับปัญหานั้นแล้วเขาจะจัดการอย่างไร  ผู้ที่มีสุขภาพจิตดี  จะสามารถปรับตัวและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี  ฉะนั้นมาสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่ตนเถิด

 

ลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี

1. เป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี

2. เป็นผู้ที่ยอมรับตนเองและผู้อื่น

3. เป็นผู้มีเหตุผล

4. เป็นคนใจกว้างไม่คิดที่จะเอาเปรียบผู้อื่น

5. เป็นผู้มีอารมณ์ขันและมีอารมณ์แจ่มใสอยู่เสมอ

6. เป็นผู้ที่คิดในสิ่งที่ควรคิด

7. เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่  ที่ตนได้รับมอบหมาย

8. พอใจในสิ่งที่ควรพอใจ  และพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

9. เป็นผู้ที่ตั้งใจในปัจจุบัน  ไม่พะวงกับอดีตมากนัก  หรือเพ้อเจ้อในอนาคตจนเกินไป

10.เป็นผู้ที่สามารถปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ใหม่ๆ  ได้

11. เป็นผู้ที่สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาได้ด้วยความมั่นใจ

12. เป็นผู้ที่ยอมรับผิด  เมื่อตนกระทำผิด

 

สาเหตุที่ทำให้คนเรามีสุขภาพจิตไม่ดี

1. มีภาระหน้าที่การงานมากเกิน  ไม่สามารถทำให้ลุล่วงได้ทันเวลา

2. เป็นผู้ที่มีปัญหา  แล้วยังแก้ไขไม่ได้

3. เป็นผู้ที่กำลังมีความขัดแย้งในใจ  แล้วยังตัดสินไม่ได้

- ต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตนเองต้องการทั้งหมด  แต่จำเป็นต้องเลือกเพียงสิ่งเดียว

- ต้องตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตนไม่ต้องการจะได้

- ต้องการตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ตนชอบ  แต่ผลของการกระทำนั้นตนไม่ชอบเลย

4. สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่กดดัน

5. เมื่อจิตใจไม่สงบ  ฟุ้งซ่าน

 




 

การปรับเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่การพัฒนา


การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดเพื่อแก้ไขปัญหา

การคิดเพื่อป้องกันปัญหา การคิดเพื่อปรับปรุงและพัฒนา

 

สรุปขั้นตอนการบริหารความขัดแย้ง

1. สำรวจอาการของความขัดแย้ง

2. วิเคราะห์สาเหตุของความขัดแย้ง

3. คิดหาวิธีการแก้ไขสาเหตุหลายๆ  วิธี

4. พิจารณาข้อดี –  ข้อเสียของแต่ละวิธี

5. เลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์

 

เอกสารอ้างอิง : จากกรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข

 

ขอขอบคุณ : ดร.นิภา  แก้วศรีงาม, นพ.ยงยุทธ์  วงศ์ภิรมย์ศานต์, อาจารย์ไมตรี  ทองประวัติ

นำเสนอโดย : ำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครราชสีมา & ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดชัยภูมิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาการพัฒนาองค์ความรู้ (KM) เรื่อง “อีคิว หรือ EQ.ฉบับนี้  คงจะมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อพนักงานสกย.ทุกท่าน  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาให้องค์กรดียิ่งขึ้น

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 28 สิงหาคม 2013 เวลา 15:51 น.