ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็มและแนวทางแก้ไข
ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็มและแนวทางแก้ไข PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Nattawadee Siriprasomsab   
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2013 เวลา 14:29 น.

 

ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็มและแนวทางแก้ไข

เรื่อง/ภาพ  โกศล  บุญคง


สุขุม  วงษ์เอก (2553, ออนไลน์) กล่าวว่าการให้ผลผลิตของต้นยางไม่ว่าผลผลิตน้ำยางและหรือเนื้อไม้ขึ้นอยู่กับปัจจัย3 ประการคือ พันธุ์ยาง ความเหมาะสม ของพื้นที่ และการจัดการสวนยาง เพราะฉะนั้นในการปลูกสร้างสวนยางนอกจากพิจารณาเลือกพันธุ์ยาง และการจัดการสวนยางที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับปลูกยางด้วย โดยพิจารณาจากปัจจัยทางดินและปัจจัยทางภูมิอากาศ ดังนี้


๑. ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับปลูกยาง

ประการแรกปัจจัยทางดิน

1. เป็นพื้นที่ที่ความลาดชันไม่เกิน 35 องศา ถ้าความลาดชันเกินกว่า 15 องศา จำเป็นต้องทำขั้นบันไดปลูกตามแนวระดับ

2. หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร มีการระบายน้ำดี ไม่มีชั้นหิน หรือชั้นดินดาน

3. ระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่าระดับผิวดินมากกว่า 1 เมตร

4. เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงร่วนทราย ไม่เป็นดินเกลือหรือดินเค็ม

5. ไม่เป็นพื้นที่นาหรือที่ลุ่มน้ำขัง สีของดินควรมีสีสม่ำเสมอตลอดหน้าตัดดิน

6. ดินไม่มีชั้นกรวดอัดแน่นหรือแผ่นหินแข็งในระดับสูงกว่า 1 เมตร เพราะจะทำให้ต้นยางไม่

สามารถใช้น้ำในระดับรากแขนงในฤดูแล้งได้ และหากช่วงแล้งยาวนานจะมีผลทำให้ต้นยางตายจากยอด

7. ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร หากสูงเกินกว่านี้อัตราการเจริญเติบโตของต้นยางจะลดลง

8. ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ระหว่าง 4.5-5.5 ไม่เป็นดินด่าง


ประการที่สองปัจจัยทางภูมิอากาศ

1. ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี

2. มีจำนวนวันฝนตก 120-150 วันต่อปี

การปลูกยางในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร

ได้พิจารณาปัจจัยด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะด้านอุทกวิทยาเป็นเกณฑ์เบื้องต้น แล้วนำไปประเมินความ

เหมาะสมของพื้นที่ร่วมกับแผนที่ความเหมาะสมของดิน  นำมาจัดแบ่งเขตภูมิอากาศสำหรับยางพาราตาม

สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 6 เขต คือ

เขตที่ 1 ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี  เป็นพื้นที่ที่ไม่แนะนำให้ปลูกยางพารา

เขตที่ 2 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี  มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 5

เดือนมีศักยภาพในการปลูกยางพาราต่ำ

เขตที่ 3 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี  มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 3-4

เดือนเป็นเขตที่เหมาะสมปานกลางสำหรับยางพารา การกระจายตัวของน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลผลิตยาง

เขตที่ 4 เป็นเขตที่เหมาะสมมากสำหรับยางพารา มีปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,500-2,200

มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 1-3 เดือน ปัจจัยด้านอุทกวิทยาไม่เป็นขีดจำกัด

เขตที่ 5 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมาก ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 2,300-3,000 มิลลิเมตร

ต่อปี  ปริมาณน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นขีดจำกัดต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตยาง

เขตที่ 6 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมากเกินไป จนเป็นขีดจำกัดที่รุนแรงสำหรับยางพาราทั้งใน

ด้านโรคและการเก็บเกี่ยวผลผลิต


๒. ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็ม

กรณีตัวอย่างปัญหาที่พบเกษตรกรปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็ม

จากการที่เกษตรกร 2 รายดำเนินการปลูกยางพาราในพื้นที่ดินเค็ม เมื่อ เดือนมิถุนายน 2551  แล้วมาปรึกษาที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครราชสีมา คือนางวรรณวิษา วันเดอร์ปลูค บ้านเลขที่ 14  ถนนหนองขาม ต.บัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โทร. 08-1207-4529  และ นางปราณี จีนชาวสวน บ้านเลขที่ 147 ถนนพระราม 5 แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ โทร. 0-2669-8774,08-9224-7956 ทั้งสองราย สวนยางอยู่ที่ บ้านหนองคู หมู่ 1 ต.พะเนียง อ.โนนแดง จ.นครราชสีมาได้ดำเนินการปลูกยางพาราในพื้นที่นาดอน  เพราะเห็นว่ามีที่ดินอยู่แล้วไม่อยากไปหาซื้อที่ดินใหม่อีก จึงได้ไถปรับสภาพพื้นที่ให้เป็นที่ราบ เอาคันนาออกและขุดหลุมปลูกยาง แม้จะทราบจากการพูดคุยจากชาวบ้านแถวนั้น บ้างแล้วว่าอาจจะมีปัญหาดินเค็ม เพราะสังเกตว่ามีเพียงต้นหญ้าบางชนิดที่ขึ้นปกคลุมอยู่ในบริเวณนี้ ส่วนต้นไม้ขนาดลำต้นสูงไม่มี แต่ได้รับคำยืนยันจากเกษตรกรว่าก็อยากลองสู้กันดูสักตั้งหนึ่ง เกษตรกรปลูกยางแบ่งเป็นพื้นที่ 2 แปลงย่อย แต่อยู่ละแวกเดียวกันอยู่ไม่ห่างไกล กันมากนัก ปลูกไปทั้งหมด 70 ไร่จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 พบว่าต้นยางแสดงอาการดังในภาพต่อไปนี้


แปลงที่ 1. เป็นที่ต่ำไม่สามารถระบายน้ำออกได้หมด ความเค็มถูกน้ำดันขึ้นมาบริเวณผิวดินทำให้ต้นยางตายหมดทั้งแปลง เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ การแก้ปัญหาของเกษตรกร ไถปรับพื้นที่ และซื้อหน้าดินจากแปลงข้างเคียงมาถมใหม่เตรียมใส่ปุ๋ยคอก



ภาพที่ ๓. แสดงการไถปรับพื้นที่ใหม่หลังยางอายุ ๔ เดือน ตายหมดจากความเค็ม

แปลงที่ 2. สภาพพื้นที่ไม่ต่ำมาก ระบายน้ำได้ และน้ำที่รดอาจมีความเข้มข้นของเกลือไม่มากนักมีขอบใบแห้งที่ใบแก่ ฉัตรล่างขอบใบแห้งยังแสดงอาการไม่มาก เฉพาะขอบบางด้านของใบ


 

ภาพที่ ๔. แสดงอาการยางพารา ที่ปลูกในพื้นที่ดินเค็ม

ดินเค็มส่งผลกระทบต่อยางพาราคือโซเดียมคลอไรด์ที่เพิ่มขึ้นทําให้พืชตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง (Wyn Jones, 1981) และสังเคราะห์โปรตีนได้ลดลง(http://www.bio.vu.nl/)  โซเดียมที่สะสมในใบ มีผลทําให้ใบไหม้ เนื้อเยื่อตามขอบใบตาย ในสภาพอากาศร้อนและแห้งจะแสดงความเสียหายรวดเร็ว เกิดที่ใบแก่ก่อน เริ่มที่ปลายใบ ขอบใบ แล้วลามมาที่เส้นกลาง เช่นในต้นอโวกาโด ส้ม แอปเปิล เกิดอาการเมื่อดินและนํ้ามีโซเดียมเพียง 5 กรัมสมมูลย์/ลิตร โซเดียมมีผลทางอ้อมในแง่ที่ทําให้ทําให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารพืช โซเดียมปริมาณมากทําให้เกิดอาการขาดแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม และการทำให้โครงสร้างของดินเสีย (Hanson et al., 1993)


3.  สรุปการแก้ไขปัญหาดินเค็มโดยภาพรวม

การแก้ไขปัญหาของดินเค็มสามารถดำเนินการได้ดังต่อไปนี้ (เฉลิมพล  เกิดมณี,  2555,  ออนไลน์)

3.1 การสำรวจและเก็บข้อมูลรายละเอียด การสำรวจเกี่ยวกับข้อมูลดิน อุทกวิทยา ธรณีวิทยา และนิเวศวิทยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครราชสีมา พื้นที่มีปัญหาดินเค็มมาก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ในการจัดการป้องกันและแก้ไขดินเค็มทางด้านวิศวกรรม ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและมีการลงทุนมาก


3.2 การส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นทุกชนิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของดินเค็ม รักษาดุลยภาพของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป็นแหล่งเกลือ หรือมีศักยภาพในการแพร่กระจายดินเค็มด้วยวิธีแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น โดยเฉพาะการปลูกไม้ยูคาลิปตัสที่มีคุณสมบัติเด่นๆ คือ ทนเค็ม ทนแล้ง รากลึก โตเร็ว รากดูดซึมน้ำได้มาก โดยได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนถึง พ.ศ. 2533   ในการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม ทำได้โดยการไม่ปล่อยให้พื้นที่ดินอยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่าเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจำเป็นต้องรักษาสภาพป่าและไม่ตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่าขึ้นทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายเพื่อรักษาดุลยภาพของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดของหินเกลือ อันเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายดินเค็ม การเลือกปลูกไม้ยืนต้นที่สามารถทนเค็ม ทนแล้ง โตเร็ว ดูดซับ
น้ำมาก เพื่อช่วยให้ดินเกิดความชุ่มชื้นและทำให้ระดับน้ำใต้ดินเค็มลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับปกติที่ไม่เป็นอันตรายต่อระบบรากพืช   และการปลูกไม้ยูคาลิปตัสที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับปัญหาพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะสามารถบรรเทาปัญหาดินเค็มในพื้นที่แล้ว ยังสามารถนำเนื้อไม้ยูคาลิปตัสใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเยื่อกระดาษ   และชิ้นไม้สับซึ่งปริมาณการผลิตในแต่ละปีไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

3.3  การทำนาเกลือทำให้เกิดผลเสียต่อทรัพยากรดินและทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำควรดำเนินการให้ปิดกิจการ     การผลิตเกลือสินเธาว์ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำที่มีปัญหาเช่น ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ แต่วิธีการนี้ส่งผลทำให้เกิดผลกระทบทางตรง คือ ทำให้ธุรกิจผลิตเกลือสินเธาว์ปิดลงซึ่งส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงาน  ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา  ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องแนะนำให้ผู้ประกอบการผลิตเกลือสินเธาว์ทำการประกอบอาชีพอื่นรองรับ

3.4 ควรมีการสำรวจคุณภาพของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดินเค็ม   ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาการแพร่กระจายดินเค็มอันจะทำให้ปัญหาการแพร่กระจายดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดขึ้นได้ง่าย

3.5 การปรับปรุงแผนที่ดินเค็ม เนื่องจากดินเค็มมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี และมีการขยายอาณาเขตเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขแผนที่ดินเค็มให้ทันสมัย รวมถึงเป็นการวางแผนอย่างต่อเนื่องโดยการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีดินเค็ม ปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดินเค็มได้จนสามารถปลูกพืชหรือทำการเกษตรได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ และยังทำให้มีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยสามารถเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ จนสามารถทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อทดแทนสภาพป่าไม้ที่เสื่อมโทรมลง ข้อดีของการใช้ไม้ยูคาลิปตัสแก้ปัญหาดินเค็ม คือ
3.5.1  การปลูกป่าไม้ยูคาลิปตัสเป็นผลดีต่อพื้นที่รับน้ำ เป็นการป้องกันรักษาไม่ให้พื้นที่ปลูกพืชเกษตรลดลงหรือสูญเสียไปจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ และป้องกันพื้นที่ดินเค็มน้อยหรือพื้นที่เค็มปานกลาง ไม่ให้กลายเป็นพื้นที่ดินเค็มจัด จนไม่สามารถทำการเกษตรได้
3.5.2  เป็นผลดีด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ลงทุนปรับปรุงพื้นที่ดินเค็มเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเหมาะสม
3.5.3  การแก้ไขปัญหาดินเค็มโดยการปลูกไม้ยูคาลิปตัส เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไม้สับและเยื่อกระดาษ เพื่อการส่งออกซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้น
3.5.4   การปลูกไม้ยูคาลิปตัสจะเป็นรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีปัญหาดินเค็ม โดยทำให้เพิ่มพื้นที่ในการใช้ทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงทรัพยากรที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีฟืนและมีถ่านใช้ในท้องถิ่นอย่างพอเพียง
3.5.5   การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศให้ดีขึ้น สวนป่าไม้ยูคาลิปตัสสามารถสร้างอาหารแก่ชุมชนได้ นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสัตว์ป่า ยังมีพืชสมุนไพร เห็ด ไข่มดแดง ซึ่งเป็นแหล่งปัจจัยสี่ของมนุษย์

สรุปว่าพื้นที่ดินเค็มไม่แนะนำให้ปลูกยางพารา เพราะไม่คุ้มค่าในการแก้ไขปัญหา ควรปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทนเค็มจะดีกว่า

 

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2013 เวลา 10:15 น.