ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางพารา การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และเพิ่มอินทรียวัตถุในสวนยาง
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และเพิ่มอินทรียวัตถุในสวนยาง PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2013 เวลา 11:48 น.

ปัจจุบันดินปลูกยางพาราของประเทศส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เนื่องจากเป็นดินที่

ใช้ปลูกพืชเป็นเวลานาน  เกิดการเซาะกร่อนของผิวดิน  และการไหลบ่าพัดพาหน้าดิน  นอกจากนี้การที่ภูมิอากาศเป็นเขตร้อนทำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในขณะเดียวกันไม่ได้เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินให้เพียงพอสาเหตุจากขาดการปรับปรุงบำรุงดินและการจัดการสวนยางอย่างถูกต้อง  มีผลทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่มีอยู่ลดลง  ดังนั้น  ในสวนยางที่ดินมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำ  จึงจำเป็นต้องเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน  โดยการปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหว่างแถวยาง  และใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อชดเชยส่วนที่ย่อยสลายและหายไป  ให้รักษาระดับอินทรียวัตถุให้เหมาะสมอยู่เสมอ  ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการปรับปรุงบำรุงดิน

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และเพิ่มอินทรียวัตถุในสวนยาง

ความสำคัญของอินทรียวัตถุ

นุชนารถ  กังพิสดาร นักวิชาการเกษตรเชี่ยวชาญสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าอินทรียวัตถุ

เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของดิน หมายถึงส่วนหนึ่งของอินทรียสารในดินที่ประกอบด้วย เศษซากพืชและสัตว์ซึ่งสลายตัวแล้วระดับหนึ่ง รวมถึงจุลินทรีย์ดินและสารสังเคราะห์ต่างๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน นอกจากนี้ ยังมีฮิวมัสที่ค่อนข้างคงทนต่อการสลายตัวโดยฮิวมัสที่เหลืออยู่ในดินหลังจากที่เศษซากพืชและสัตว์ได้สลายตัวแล้ว อินทรียวัตถุในดินมีผลต่อสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ทำให้ดินร่วนซุยดินจับตัวเป็นก้อนเพิ่มช่องว่างในดินให้มากขึ้น ลดการแน่นทึบจากการกระแทกของเม็ดฝน ทำให้ลดปริมาณไหลบ่าหน้าดินของน้ำ ลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิดินอย่างฉับพลัน และทำให้ลดการระเหยของน้ำจากหน้าดิน นอกจากนี้ อินทรียวัตถุยังเป็นตัวกลางในการปรับเปลี่ยนสมดุลของธาตุอาหารพืชในดิน โดยช่วยต้านทานการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาดิน ทำให้ปฏิกิริยาดินค่อยเป็นค่อยไป และเป็นธาตุอาหารพืชโดยตรง โดยเมื่ออินทรียวัตถุสลายตัวจะปลดปล่อยไนโตรเจนจากสารประกอบอินทรียไนโตรเจนให้เป็นอนินทรียไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืช นอกจากนี้ ยังช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อทำให้ธาตุอาหารบางชนิดละลายออกมาได้มากขึ้น ช่วยดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น เพราะดินมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุสามารถช่วยต้านทานความเค็มหรือสารพิษบางชนิดในดินและยังมีผลต่อสมบัติทางชีวภาพของดิน เป็นแหล่งอาหารและพลังงานของจุลินทรีย์ดิน เป็นอาหารของสัตว์ในดินชนิดอื่นๆและเกิดสมดุลทางธาตุอาหารกับสิ่งมีชีวิตในดินช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารในดินให้พืชได้อย่างต่อเนื่อง

การเพิ่มอินทรียวัตถุในดินปลูกยาง

การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วชนิดเลื้อย

เป็นแหล่งของอินทรียวัตถุที่สำคัญของยางพาราเศษซากพืชคลุมที่สลายตัวจะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยควบคุมวัชพืช ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้แล้วยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารโดยเฉพาะไนโตรเจนจากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในสวนยางได้  ในระยะ  5  ปี

(2)

พืชคลุมดินตระกูลถั่วจะสลายตัวให้อินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนลงดินถึง  56.5  กิโลกรัมต่อไร่หรือคิดเป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต  269  กิโลกรัมต่อไร่  ปัจจุบันพืชคลุมดินตระกูลถั่วที่ปลูกในสวนยางเป็นพืชคลุมดินซีรูเลียม (Calopogonium  caeruleum)  ที่เจริญเติบโตได้ดีในสวนยางจนถึงอายุ 5 ปี และสามารถผลิตเมล็ดได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อจำหน่ายได้  จึงให้คุณค่าและผลตอบแทนมากกว่าการปลูกพืชคลุมดินชนิดอื่นหรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากวัสดุอินทรีย์ที่มีการย่อยสลายสมบูรณ์แล้ว อยู่ในรูปของอินทรียสาร ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารหลายธาตุ แต่ทุกธาตุมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ และความเป็นประโยชน์ของธาตุอาการในปุ๋ยอินทรีย์ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ดิน จึงเป็นการปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่างช้าๆ ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายชนิด ได้แก่ ปุ๋ยหมัก  เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ในไร่นา เช่น เศษพืช ตลอดจนเศษขยะมูลฝอยตามบ้านเรือน มาหมักให้ย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์มูลสัตว์เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ต่างๆ ได้แก่ มูลไก่ มูลสุกร มูลโค มูลค้างคาว ไม่ควรนำมูลสัตว์ไปใช้กับพืชโดยตรงควรผ่านการหมักก่อนนำไปใช้ หรืออาจใช้ในลักษณะเป็นปุ๋ยคอก โดยใช้มูลสัตว์ที่ปล่อยมาในคอก ปุ๋ยคอกทำได้ง่ายกว่าปุ๋ยหมักแต่คุณภาพด้อยกว่า

ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่เป็นสารละลายที่เกิดจากการย่อยสลายเศษซากกสัตว์หรือมูลสัตว์หมักรวมกับกากน้ำตาล (molasses) ภายใต้กระบวนการหมักในสภาพไร้อากาศ กากน้ำตาลจะทำให้น้ำจากเซลล์พืชหรือสัตว์ซึ่งประกอบด้วยสารประกอบอินทรีย์ไหลออกจากเซลล์ โดยกระบวนการพลาสโมไลซีส (plasmolysis) และจุลินทรีย์ในธรรมชาติหรือที่ติดมากับวัสดุอินทรีย์ที่นำมาหมักจะเจริญเติบโตโดยใช้กากน้ำตาลและสารประกอบอินทรีย์จากวัสดุอินทรีย์เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารและพลังงานจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะทำการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลงตามลำดับ  ซึ่งจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ที่พบเป็นจุลินทรีย์ประเภทแบคทีเรียและยีสต์ชนิดต่างๆ

ปริมาณอินทรียวัตถุในดินปลูกยาง

การปลูกยางพาราปัจจุบันปลูกกันทั่วทุกภาคของประเทศเป็นการปลูกในสภาพดินที่มีวัตถุต้นกำเนินดินและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน  แต่ละภาคมีการใช้พื้นที่ทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่มีอยู่ลดลงอินทรียวัตถุในดินจะสลายตัวและเปลี่ยนแปลงสูญหายไปอย่างช้าๆ หากเกิดการเซาะกร่อนของผิวดิน (soilerosion) และการไหลบ่าพัดพาหน้าดิน (run off) ถึงแม้ว่าเศษซากพืชวัชพืชหรือเศษใบยางที่ร่วงหล่นเป็นประจำทุกปีที่ถูกทิ้งไว้ในแปลงและปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินวิธีหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากในสภาพธรรมชาติอินทรียวัตถุในดินจะมีการสลายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเฉพาะอย่างยิ่งในดินเขตร้อนชื้น  เป็นการเร่งให้อินทรียวัตถุในดินย่อยสลายสูญหายไปจากดินเร็วขึ้น  จากการศึกษาสถานะดินปลูกยาง

ปัจจุบัน พบว่า ดินปลูกยางในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำกว่าดินปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคเหนือ  เนื่องจากดินในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินที่ใช้ปลูกปลูกยางพารา พืชไร่ ดินเหล่านี้มีการใช้ปลูกซ้ำที่ดินเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน  และเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดการปรับปรุงบำรุงดิน  และการจัดการดินอย่างเหมาะสม มีผลทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหารหลักในดินลดลง ส่วนภาคเหนือพื้นที่สวนยางบาง

(3)

พื้นที่เป็นป่าเปิดใหม่ที่ยังไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน  พื้นที่นั้นจะยังคงรักษาระดับของอินทรีย์ในดินได้สูง เช่นเดียวกับเกษตรกรในภาคตะวันออกที่ส่วนใหญ่มีการจัดการสวนยางที่เหมาะสม

ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์นอกจากจะเพิ่มอินทรียวัตถุในดินแล้ว  ยังเป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารพืชหลายธาตุ  แต่มีปริมาณของธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ  ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับพืชบางชนิดโดยเฉพาะพืชยืนต้น เช่น ยางพาราปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ที่นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์และเทคนิคการผลิต  โดยทั่วไปมูลสัตว์จะมีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์จากเศษซากพืชหรือวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและขยะอินทรีย์มูลสุกรและมูลไก่มีธาตุอาหารหลักไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียมสูงกว่ามูลโค  ส่วนมูลค้างคาวมีธาตุฟอสฟอรัสสูงบางครั้งอาจใช้แทนปุ๋ยหินฟอสเฟต นอกจากปุ๋ยอินทรีย์จะเป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารต่ำแล้ว  ยังไม่สามารถปรับสัดส่วนของธาตุอาหารหลักให้เหมาะสมกับพืชและดินได้  เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอนิทรีย์ที่ได้จากซากพืชหรือสัตว์มีธาตุอาหารแปรปรวนและสัดส่วนของธาตุอาหารไม่แน่นอน  การควบคุมให้ปุ๋ยอินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหารให้ตรงกับชนิดและเวลาที่พืชต้องการทำได้ยาก  ต้องใช้เวลานานและในปริมาณที่ค่อนข้างมาก  ในทางวิชาการยางพาราหลังเปิดกรีดต้องการปุ๋ยเคมีสูตร 29-5-18 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี หากใช้ปุ๋ยหมักซึ่งโดยทั่วไปจะมีไนโตรเจนระหว่าง 0.6-2.5% ฟอสฟอรัส 0.5-1.9% และโพแทสเซียม 0.6-1.8% จะต้องใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 30 กิโลกรัมหากเป็นมูลสุกรที่มีไนโตรเจนระหว่าง 1.03-1.68% (เฉลี่ย 1.3%) ฟอสฟอรัส 1.74-2.69% (เฉลี่ย 2.4%) และโพแทสเซียม 0.63-1.34% (เฉลี่ย 1.0%) ต้องใช้มูลสุกรประมาณ 11 กิโลกรัมการตัดสินใจใช้ปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์แทนปุ๋ยเคมีต้องพิจารณาประสิทธิภาพต่อผลผลิตของต้นยางเป็นสำคัญ  ซึ่งนอกจากจะไม่ได้สัดส่วนของธาตุอาหารที่ยางพาราต้องการแล้ว  ยังมีต้นทุนค่าปุ๋ยและแรงงานการใส่ปุ๋ยอินทรีย์สูงกว่าปุ๋ยเคมีด้วยเมื่อเปรียบเทียบราคาปุ๋ยเคมีตันละ 19,000 บาท กับมูลสุกรราคาตันละ 3,000 บาท ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ปุ๋นอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในสวนยาง

ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยในการเพิ่มธาตุอาหารหลักให้แก่ดินที่จะช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงอย่างสม่ำเสมอแต่เนื่องจากความเสื่อมโทรมของดินจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นทำให้ผลิตภาพของดิน (Soil productivity) ซึ่งหมายถึงสมบัติทางเคมี สมบัติทางกายภาพ และสมบัติชีวภาพของดินต่ำทำให้ปุ๋ยอินทรีย์มีบทบาทมากขึ้นในการนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีแบบผสมผสาน เพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตยางและเป็นแนวทางในการลดการใช้ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะทำให้ต้นยางมีอัตรารอดตาย มีความเจริญเติบโตเปิดกรีดได้เร็ว และเพิ่มผลผลิตของต้นยางสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์เพียงชนิดเดียว

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมปลูกยาง

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 5 กิโลกรัมผสมกับปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุมปลูกยาง จะช่วยเพิ่มความชื้นในดินทำให้ต้นยางรอดตายสูง และต้นยางเจริญเติบโตในช่วง 2 ปีแรกหลังปลูกดีกว่าการใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุมชนิดเดียว เป็นเพราะในช่วง 2 ปีแรกรากยางแผ่ขยายบริเวณใกล้หลุมปลูก ต้นยางได้รับอิทธพลของปุ๋ยอินทรีย์ในหลุมปลูกในการเก็บความชื้นในดิน แต่เมื่อต้นยางโตขึ้นรากจะแผ่ขยายพ้นบริเวณหลุมปลูก ทำให้อิทธิพลของปุ๋ยอินทรีย์ในหลุมปลูกลดลง หลังจากนั้นการเจริญเติบโตของต้นยางจะขึ้นอยู่กับการใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางและการดูแลรักษา

(4)

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในสวนยางก่อนเปิดกรีด

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1-3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ร่วมกับปุ๋ยเคมีทำให้ต้นยางเจริญเติบโตดีเปิดกรีดได้เร็ว และบางพื้นที่อาจจะลดปริมาณการใส่ปุ๋ยเคมีได้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในสวนยางหลังเปิดกรีด

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ร่วมกับปุ๋ยเคมี ทำให้ผลผลิตของต้นยางสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีชนิดเดียวร้อยละ 20 และสูงกว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเดียวร้อยละ 38 บางพื้นที่สามารถลดปริมาณการใส่ปุ่ยเคมีได้ร้อยละ 25 แต่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยตัดสินใจจากต้นทุนราคาปุ๋ยเคมี ราคาปุ๋ยอินทรีย์ และราคายางที่จะได้รับ สำหรับสวนยางหลังเปิดกรีดที่มีปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินเพียงพอจากการย่อยสลายของเศษซากของพืชคลุมดินตระกูลถั่วที่ปลูกระหว่างแถวยางและเศษซากของใบยางที่ทับถมมานานหลายปี อาจไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไปประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของปุ่ยและชนิดของธาตุอาหารแต่ละธาตุปุ๋ยอินทรีย์เป็นปุ๋ยที่ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้ใช้ช้ากว่าปุ๋ยเคมี และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ก็น้อยกว่าปุ๋ยเคมี เพราะต้องเปลี่ยนรูปจากสารประกอบอินทรียไนโตรเจนให้เป็นอนินทรียไนโตรเจนที่เป็ฯนประโยชน์ต่อพืช แต่ปุ๋ยอินทรีย์จะมีผลต่อสมบัติทางเคมีของดินในการเพิ่มความจุในการแลกเปลี่ยนประจุ ทำให้พืชดูดใช้ธาติอาหารจากปุ๋ยเคมีได้มากขึ้น  ส่วนปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่ปลดปล่อยธาตุอาหารได้เร็วแต่ประสิทธิภาพการดูดใช้แต่ละธาตุในปุ๋ยเคมีจะแตกต่างกัน โดยประสิทธิภาพการดูดใช้ไนโตรเจนอยู่ระหว่างร้อยละ 30-50 หมายความว่าถ้าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงไปในดิน 100 ส่วน พืชดูดใช้ได้เพียง 30-50 ส่วนเท่านั้น ปุ๋ยไนโตรเจนที่เหลือจะถูกน้ำชะละลายไปบ้าง ติดไปกับตะกอนดินที่ถูกกร่อนและถูกพัดพาไป บางส่วนระเหยหรือระเหิดไปจากดิน ส่วนประสิทธภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีอยู่ระหว่างร้อยละ 10-30 ที่เหลือจะติดไปกับตะกอนดินที่ถูกกัดกร่อนและถูกพัดพาไปกับน้ำไหลบ่าหน้าดินบ้าง บางส่วนถูกตรึงไว้ในดิน และบางส่วนตกค้างอยู่ในดินแล้วปลดปล่อยให้พืชใช้ในภายหลัง เช่นเดียวกับโพแทสเซียมที่ใส่ลงในดิน มีประสิทธิภาพการดูดใช้เพียงร้อยละ 20-40 แต่หากมีการจัดการดินที่เหมาะสมพืชอาจดูดใช้ธาตุอาหารได้มากกว่านี้ ดังนั้นในภาวะที่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์มีราคาแพง การใส่ปุ๋ยจึงต้องทำให้ต้นยางดูดใช้ธาตุอาหารให้เกิด

ประสิทธิภาพสูงและได้รับประโยชน์สูงสุดควรปฏิบัติดังนี้

1. ใส่ปุ๋ยถูกกับยางพาราและชนิดของดิน พืชแต่ละชนิดมีความต้องการสัดส่วนและปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกันจึงต้องเข้าใจธรรมชาติของพืชที่ปลูกว่าควรปลูกในดินอย่างไรความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) ที่เหมาะสมเป็นอย่างไรและต้องการธาตุแต่ละธาตุแตกต่างกันอยางไร ยางพาราเป็นพืชที่ปลูกได้ในช่วง (pH) ของดิน 3.8-6 แต่ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 4.5-5.5 ซึ่งหมายถึงยางพาราชอบดินที่เป็นกรด จึงไม่ควรใส่ปูนในปริมาณมากเพื่อแก้ไขความเป็นกรดของดินเพราะหาก pH ของดินเกิน 6.5 จะมีผลกระทบต่อต้นยางเช่นเดียวกันยางพาราต้องการธาตุอาหารหลักได้แก่ ไนโตรเจน และโพแทสเซียมสูงกว่าฟอสฟอรัส จึงต้องใส่ปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่ยางต้องการหรือใส่ให้ถูกสูตรและอัตราในปริมาณที่เพียงพอตามอายุของต้นยางและชนิดของดินหรือปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน โดยควรวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย ต้นยางต้องการธาตุอาหารทุกธาตุในปริมาณที่เพียงพอ

(5)

ธาตุอาหารหลักได้จากปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงในดิน ส่วนธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมได้แก่ แคลเซียม    แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดงจะมีปุ่ยอินทรีย์ ดังนั้น ดินที่มีอินทรียวัตถุต่ำหรือขาดธาตุเหล่านี้  จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีด้วย

2. ใส่ปุ๋ยถูกที่ ควรใส่ปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของใบยางที่มีรากดูดอาหารหนาแน่น เมื่อต้นยางอายุ 3 ปี หลังจากปลูก รากจะกระจายหนาแน่นใกล้ลำต้นและเมื่ออายุ 4 ปี การพัฒนาของระบบรากจะแพร่ขยายไปในแถวยาง หลังจากต้นยางอายุ 5 ปีขึ้นไป รากดูดอาหารจะหนาแน่นบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยาง การพัฒนารากของต้นยางยังขึ้นอยู่กับชนิดของดินการถ่ายเทอากาศและความชื้นในดินการเขตกรรม และการใส่ปุ๋ยด้วย

3. ใส่ปุ๋ยถูกเวลา เวลาที่ใส่ปุ๋ยการใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งในช่วงฤดูฝนที่ดินมีความชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยถ้ามีฝนตกมากเกินไป และติดต่อกันนานหลายวัน เพื่อป้องกันการสูญเสียของปุ๋ยจากการชะล้าง และไม่ควรใส่ปุ๋ยในช่วงแล้งหรือดินมีความชื้นไม่เพียงพอ เพราะอาจกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นยางให้แตกใบอ่อน และเมื่อกระทบแล้งจัด ต้นยางอาจเหี่ยวเฉาหรือตายยอดได้ ในขณะเดียวกัน ปุ๋ยจะดึงความชื้นเพื่อละลายตัวเอง ยิ่งทำให้ต้นยางขาดน้ำมากขึ้นเป็นอันตรายต่อต้นยาง ส่วนเวลาที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ควรใส่คลุกเคล้ากับดินประมาณ 15-20 วัน เพื่อปรับสภาพดินจากนั้นจึงใส่ปุ๋ยเคมีหรืออาจใส่พร้อมกับปุ๋ยเคมีก็ได้เพื่อลดค่าแรงงานการใส่ปุ๋ย

4. ใส่ปุ๋ยถูกวิธี การใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ทางดินจำเป็นต้องกลบปุ๋ย การกลบปุ๋ยลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตรจากผิวดินจะทำให้ลดการสูญเสียโดยเฉพาะไนโตรเจนในรูปของปุ๋ยยูเรีย โดยการระเหิดได้เกือบทั้งหมด นอกจากนี้จะไม่ทำให้เกิดความเค็มเฉพาะจุดและลดการสูญเสียปุ่ยจากการชะล้างโดยน้ำฝนและน้ำที่ให้กับต้นยาง ปุ๋ยอินทรีย์ก็เช่นเดียวกัน คุณค่าที่สำคัญที่สุดของปุ๋ยอินทรีย์คือการปรับปรุงโครงสร้างของดินทำให้ดินโปร่งและร่วนซุยเป็นสมบัติทางกายภาพของดิน การกลบปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้เกิดการผสมคลุกเล้าของปุ๋ยอินทรีย์กับผิวหน้าดิน จึงเกิดความโปร่ง ร่วนซุยในชั้นดินบน หากไม่กลบปุ๋ยอินทรีย์ที่ใส่อยู่บนผิวดินจะแห้งง่ายมาก จุลินทรีย์และสัตว์ในดินไม่สามารถย่อยปุ๋ยอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีผลต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์และการปลดปล่อยธาตุอาหารพืชของปุ๋ยอินทรีย์ คือ ทำให้การปลดปล่อยธาตุอาหารน้อยกว่าที่ควรจะเป็นและปุ๋ยอินทรีย์บางส่วนอาจเกิดการสูญเสียไปกับลม และฝนหรือน้ำที่ให้กับต้นยางได้ง่าย

บทบาทของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี

ดินที่ใช้ปลูกยางพารา นับวันจะเกิดความเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากในแต่ละปีจะสูญเสียธาตุอาหารพืชไปจากดินในปริมาณมาก โดยสาเหตุหลักคือ ติดไปกับน้ำยางที่เก็บเกี่ยว และจากการชะล้าง กัดกร่อนของดิน ซึ่งจะมีผลทำให้ประสิทธิภาพการผลิตยางลดลง ข้อบ่งชี้สำคัญที่แสดงค่าความเสื่อมของดินคือปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณธาตุอาหารในดินที่ปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่จัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมบัติทางเคมี สมบัติทางกายภาพและสมบัติทางชีวภาพของดินไม่ดีเท่าที่ควร

ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยาง กล่าวได้ว่าทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่างก็มีบทบาทในการแก้ไขความเสื่อมของดิน ทำให้เพิ่มศักยภาพของดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้น จึงควรเข้าใจคุณสมบัติที่แตกต่างของปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้และนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องตามบทบาทของปุ๋ยนั้น

(6)


สรุป

ดินเป็นแหล่งให้ธาตุอาหารพืชเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของต้นยาง เมื่อมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรูปของน้ำยางย่อมหมายถึงดินได้สูญเสียธาตุอาหารส่วนหนึ่งซึ่งเป็นธาตุอาหารที่อยู่ในน้ำยาง

ธาตุอาหารที่สูญเสียจากดินในปริมาณมากน้อยตามลำดับ ได้แก่ ไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและธาตุอื่นๆ การปลูกยางติดต่อกันเป็นเวลานานการสูญเสียธาตุอาหารออกไปจากดนก็ยิ่งมากขึ้น หากขาดการปรับปรุงบำรุงดินและใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอที่จะชดเชยธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับน้ำยาง

จะทำให้ดินเสื่อม มีผลทำให้ต้นยางเปิดกรีดได้ช้าและผลผลิตต่ำ การผลิตยางพารา 3.1 ล้านตันถ้าคิดเป็นมูลค่าของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่ติดไปกับผลผลิตยางแล้ว มีมูลค่าประมาณ 970 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าปริมาณธาตุอาหารพืชดังกล่าว ซึ่งจัดว่าเป็นต้นทุนธรรมชาติยังมิได้ถูกนำมาคิดเป็นต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ตามธรรมชาติดินจะคงสภาพปริมาณธาตุอาหารพืชได้นานพอสมควร แม้ว่าในธรรมชาติปริมาณธาตุอาหารพืชในแต่ละแห่งจะแตกต่างกันตามชนิดของดินและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่เมื่อนำมาใช้โดยไม่ถูกวิธีขาดการบำรุงรักษาหรือขาดการเข้าใจธรรมชาติ เลือกใช้เทคโนโลยีไม่สอดคล้องกับสภาพ ปัญหาของดินย่อมทำให้ดินนั้นเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ดังนั้น การจัดการธาตุอาหารในดินให้เพียงพอและสมดุลตรงกบความต้องการของยางพารา จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของยางพารา