ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

กฎหมายทั่วไป ตัวอย่างคดีแพ่ง: ตำนานราเกซ สักเสนา
ตัวอย่างคดีแพ่ง: ตำนานราเกซ สักเสนา PDF พิมพ์
KM สำหรับพนักงาน - กฎหมายทั่วไป
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2011 เวลา 09:38 น.

ตำนานราเกซ สักเสนา จาก "มะไข่"สาวพม่าสัมพันธ์ลึก"กลุ่ม16"
โยงใยกับคดีทุจริตบีบีซี

ราเกซถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยหลังจากหลบหนีไปอยู่ประเทศคานาด 13 ปี

        มีคนถามว่า คดีทุจริตธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การหรือบีบีซีซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในเวลานี้  มีความเป็นมาเป็นไปของเป็นอย่างไร ทำไมอยู่ดีๆเมื่อเกือบ 15 ปีก่อน จึงมีการขุดคุ้ยเปิดโปงกัน จนกระทั่งเกิดผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรงในขณะนั้น

          เหตุเกิดเมื่อปลายปี 2538    ซึ่งขณะนั้นรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา    กำลังเล่นงานพรรค
ประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านโดยกล่าวหาว่า  แกนนำพรรคบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติท่าชนะ       จ.สุราษฎร์ธานี 

         แต่มีการตอบโต้ด้วยเปิดโปงถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายสุชาติ  ตันเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นแกนนำนักการเมืองกลุ่ม 16 ขณะนั้น ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีบุกรุกป่าดังกล่าว กับ"มะไข่" สาวสวยชาวพม่า  โดยระบุด้วยว่า  "มะไข่"เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวิ่งเต้นขอสัมปทานไม้ในพม่าให้กับบริษัทของครอบครัวนายสุชาติ

         หนังสือพิมพ์ "มติชน"รายวันก็เสนอข่าวเรื่องนี้เหมือนกับหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ แต่ที่พิเศษคือ สามารถตรวจสอบความเป็นมาของ "มะไข่"ได้  โดยพบว่า เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท เอิร์ธ อินดัสเตรียล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ นายเอกชัย อธิคมนันทะ (หนึ่งในจำเลยคดีบีบีซี)ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี และยังเป็นที่ปรึกษา นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการคลัง (ในขณะนั้น) และแกนนำกลุ่ม 16

         เมื่อพบว่า "มะไข่"เกี่ยวพันกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงตรวจสอบเอกสารของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างละเอียด พบว่า "มะไข่"และนายเอกชัยเพิ่งเข้าครอบงำกิจการหรือ      เทกโอเวอร์ บริษัท เอิร์ธฯ  เมื่อต้นปี 2538 แต่เพียงปีเดียว ก็ต้องการขายหุ้นทิ้งทั้งหมดได้กำไรได้หลายร้อยล้านบาท พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการซื้อหุ้นมาแล้วใช้เทคนิคบางอย่าง  เพื่อทำให้หุ้นราคาสูงขึ้นแล้วขายทำกำไร

          นอกจากนั้นยังพบว่า กลุ่ม"มะไข่"ได้กู้เงินจากบีบีซีและบริษัทในเครือ เพื่อเทกโอเวอร์บริษัท เอิร์ธฯ และกลุ่มผู้ที่จะซื้อหุ้นบริษัท เอิร์ธฯต่อจากกลุ่ม"มะไข่" ก็มีบีบีซีเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

        หลังจากที่พบกรณีดังกล่าว "มติชน"ได้การตรวจสอบเอกสารในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเติมพบว่า บีบีซี ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศ เช่น นายอัดนัน คาช็อกกี นักค้าอาวุธชาวซาอุดิอาระเบีย และยังให้สินเชื่อกับนักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 เช่น นายสุชาติ ตันเจริญ, นายฉัฐวัสส มุตตามระ เลขาธิการพรรคเอกภาพ (ในสมัยนั้น) และ นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ประธานกลุ่มบ้านฉาง (คนสนิของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนี้) นับหมื่นล้านบาท  เพื่อ    เทกโอเวอร์บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กว่าสิบบริษัท.

 

          หลายบริษัทถูกเทกโอเวอร์เพียงครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็ขายหุ้นทิ้งได้กำไรหลายร้อยล้านถึงกว่าพันล้านบาท เช่น บริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มนายสุชาติ ได้กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท บริษัทมรกต อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มนายฉัฐวัสสได้กำไรกว่า 700 ล้านบาท

         ที่สำคัญในการซื้อมาขายหุ้นทั้งหมดมี บีบีซี ซึ่งมีนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์  เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ดำเนินการและที่ปรึกษาทางการเงินให้ทั้งหมด

         ซึ่งเท่ากับบีบีซีปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวให้กับนักธุรกิจ-นักการเมือง เพื่อเก็งกำไรในตลาดทรัพย์ฯซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบการเงินและตลาดทุน จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจสอบว่า บีบีซีมีการปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจ-นักการเมือง อย่างผิดกฎหมายหรือไม่  จากการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานต่างๆ พบว่า นอกจากการปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวหลายหมื่นล้านบาทแล้ว การปล่อยกู้ดังกล่าวยังไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีหลักประกันไม่คุ้มหนี้  อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของ ธปท. แต่ ธปท. ยังมิได้มีการลงโทษผู้บริหารของบีบีซีแต่อย่างใด  การขุดคุ้ยหาหลักฐานข้อมูลทำติดต่อกันนานนับเดือนเชื่อว่า 
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือ นายราเกซ สักเสนา นักธุรกิจชาวอินเดีย ที่ปรึกษาของ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ทั้งนี้ นายราเกซได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้าเพื่อกู้เงินจากบีบีซี เพื่อเทกโอเวอร์บริษัทต่างๆ 
การปล่อยสินเชื่อของบีบีซี นอกจากหลักประกันไม่คุ้มหนี้แล้ว ยังพบด้วยว่า มีการตีราคาที่ดินสูงกว่าความเป็นจริงหลายสิบเท่าเพื่อนำมาค้ำประกันเงินกู้ด้วย ข
ณะเดียวกันมีการกล่าวหาว่า เอกสารสิทธิ์ที่ดินกว่า 30,000 ไร่ ของตระกูลตันเจริญเป็น น.ส. 3 ปลอม

         การนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่องทำให้กระทบ  ต่อฐานะความมั่นคงของบีบีซีอย่างรุนแรง  จน ธปท. ต้องสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพิ่มทุนทันที 5,400 ล้านบาท
เพื่อจะได้เข้าควบคุมการบริหารได้อย่างเต็มที่  ต่อมาเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายบรรหาร ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2540 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ได้นำข้อมูลหลักฐานของ ธปท. เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อของบีบีซีไปอภิปรายในสภาว่า ทำให้เกิดความเสียหายต่อบีบีซีอย่างร้ายแรงถึง 77,968 ล้านบาท และทำให้ประชาชนตกใจแห่ไปถอนเงินวันละ 2,000 ล้านบาท จนกระทรวงการคลังต้องประกาศเข้าควบคุมบีบีซีอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อมิให้บีบีซีล้ม
นอกจากนั้นยังทำให้นายสุชาติและพรรคพวกกลุ่ม 16  ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่ม 16 ต้องสลายตัว  ขณะเดียวกัน ”มติชน”ยังตรวจสอบพบว่า นายราเกซและนายเกริกเกียรติและพวก  ได้จัดตั้งบริษัทกระดาษขึ้นมานับร้อยบริษัท  เพื่อกู้เงินจากบีบีซี
ในลักษณะ "เงินต่อเงิน" เมื่อบริษัท ก. ซึ่งกู้เงินจากบีบีซีครบกำหนดชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย นายราเกซ จะให้บริษัท ข. กู้เงินจากบีบีซีไปชำระแทน โดยเงินส่วนหนึ่งมีการยักย้ายถ่ายเทออกต่างประเทศ ในรูปของการซื้อ "บริษัทลม" ในต่างประเทศ

         ด้วยแรงกดดันจากการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลของนายบรรหารสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายเกริกเกียรติ นายราเกซและพวกในข้อหายักยอกทรัพย์บีบีซี 1,657 ล้านบาท  แต่นายราเกซหลบหนีไปต่างประเทศ(แคนาดา)และแฉว่า พรรคชาติไทยและพรรคการเมืองต่างๆ รับเงินจากนายราเกซ จนฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหารอีกครั้งหนึ่ง 
(อ้างอิงจากข่าว"ทลายขบวนการ นักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 ผลาญเงิน บีบีซี 80,000 ล้านบาท: รายงานประจำปี สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2540 ข่าวส่งประกวดรางวัลข่าวยอดเยี่ยมมูลนิธิอิศรา อมันตกุล)
           

       หลังจากนั้น ธปท.เข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของ บีบีซี  และทยอยร้องทุกข์กล่าวโทษผู้นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์และพวก ต่อพนักงานสอบสวนว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์
และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลรวม 24 คดี แต่ศาลมีคำสั่งให้รวมคดีที่เกี่ยวเนื่องกันเหลือ 17 คดี

 

เมื่อเปรียบเทียบกรณีของบีบีซีกับกรณีที่ธนาคารแบริ่งของอังกฤษ ซึ่งประกาศล้มละลายในปี 2538 (ช่วงเวลาเดียวกับคดีบีบีซี) เนื่องจากขาดทุนจากการเก็งกำไรในตราสารอนุพันธ์ รวมมูลค่ากว่า 1,400 ล้านดอลลาร์ ด้วยฝีมือของนายนิก ลีสัน

 

ปรากฏว่า ระหว่างหลบหนีทางการสิงคโปร์ ขอความร่วมมือให้ทางการเยอรมันนี จับตัวนายนิก ลีสันได้ที่สนามบินนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีอย่างทันควัน

นายนิก ลีสันถูกตัดสินจำคุกและพ้นโทษในปี 2542 และเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยโรคมะเร็ง 
ขณะที่ของไทยเวลาผ่านไป 13 ปีเพิ่งนำตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดีได้

ทั้งสองกรณีสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นอย่างดีว่า 
ต้องเร่งปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

(ข้อมูลจากบทความในมติชน 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552)

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 09 พฤษภาคม 2011 เวลา 13:51 น.