ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

ชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) ด้านยางพารา การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปผลผลิตยางพารา
การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปผลผลิตยางพารา PDF พิมพ์
ที่นี่ สกย. - ชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) ด้านยางพารา
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2012 เวลา 15:11 น.

การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปผลผลิตยางพารา

                                

                               

               ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมานานนับร้อยปี โดยประเทศไทยผลิตยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก และยังสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ยางมากที่สุดในโลกเช่นกัน จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ต่อประเทศทั้งในแง่ของการจ้างงานและการส่งออก เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมที่สุดในด้านวัตถุดิบที่เป็นข้อได้เปรียบกับประเทศคู่แข่ง จึงมีโอกาสและความเป็นไปได้ในการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปเบื้องต้นให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้ รวมทั้งพัฒนาการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยางในชั้นปลาย แต่การแปรรูปยาง ณ ปัจจุบัน ยางแผ่นดิบของเกษตรกรที่ผลิตได้มีคุณภาพต่ำ (ชั้น 3, 4, 5) เมื่อโรงงานที่รับซื้อยางแผ่นดิบของเกษตรกรเหล่านี้ไปรมควันจะได้ยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพต่ำไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามยางแผ่นดิบที่เกษตรกรชาวสวนยางผลิตซึ่งมีคุณภาพต่ำ มีวิธีการทำให้มีราคาสูงขึ้นได้โดยการนำไปอบไอน้ำหรือรมควัน โดยยางแผ่นดิบจะกลายเป็นยางแผ่นรมควันที่มีราคาสูงขึ้นทันที

                     

                     

                     

  

             ยางพารา พืชเศรษฐกิจหลักของประเทศที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้มีใครทราบบ้างหรือไม่ว่าการมองยางพารา ทั้งระบบโซ่อุปทาน อาจจะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในปีที่ผ่านมา เราเรียกว่าโครงการบูรณาการระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรม หนึ่งในประเด็นที่ศึกษาคือระบบโซ่อุปทาน และโลจิสติกส์ยางพาราไทย ซึ่งเมื่อพูดถึงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์แล้ว ผู้เขียนหมายถึงการศึกษาการไหลของมัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยการแตกส่วนโซ่อุปทานยางพาราออกเป็น เกษตรกร พ่อค้า สหกรณ์ โรงงานแปรรูปและส่งออก งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาปัญหาทั้งสายโซ่ในทุกๆส่วนจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงผ่านการสัมภาษณ์และระดมสมองผู้ที่อยู่ในวงการทั้งยางพาราและ โลจิสติกส์ของประเทศ ปรากฏว่าปัญหาที่ได้มานั้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน มีทั้งซ้อนกันในหลายมิติ และหลายๆเรื่อง แต่เมื่อกรองไปกรองมาแล้ว พบว่าปัญหาย่อยๆ ของยางพาราในมุมมองโซ่อุปทานนั้น สามารถสกัดออกมาได้ 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) การสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 2) การเชื่อมโยงของโซ่อุปทานในชุมชน

1.การสร้างมูลค่าเพิ่ม และ  2) การเชื่อมโยงของโซ่อุปทานในชุมชน

 

 
    
สำหรับประเด็นที่ 1 เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มนั้นเราได้ยินกันมานานมากๆ ว่าต้องเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา (และสินค้าต้นน้ำอื่นๆอีก) ของประเทศไทย มิใช่ส่งเป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอื่นๆ (เช่น จีน) แบบนี้เรื่อยไป สัดส่วนการส่งออกยางพาราแบบยางแปรรูป ต่อ การแปรรูปในประเทศและส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ตั้งแต่ปี 2546-2550 เฉลี่ยแล้วคือ 88 : 12 นั่นคือจากยางพารา 100 ส่วนของไทย เราแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกเพียง 12 ส่วนที่เหลือ 88 ส่วน เราส่งออกเป็นยางพาราธรรมชาติไปเป็นวัตถุดิบหมด  แต่เมื่อมาดูมูลค่าที่เกิดขึ้นปรากฏว่ายาง 12 ส่วน ที่เรานำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นั้น นำมาใช้ในประเทศและส่งออก โดยมีมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ถึง 39% ของมูลค่าส่งออกรวม (มูลค่าส่งออกยางแปรรูป+มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง) ในขณะที่ยางแปรรูป 88 ส่วนที่เราส่งออกมีมูลค่า 61%
 
    ดังนั้น ในขณะที่ยางพาราราคาตกนั้น เราคงต้องมานั่งคิดอย่างจริงจังสักทีว่า เราควรมุ่งหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างไรให้กับยางพาราไทยอย่างเป็นรูปธรรม หากคิดๆกันเหมือนที่ผ่านๆมา คงจะตั้งเป้าหมายกันไว้ว่าคงต้องแปรรูปเพิ่มปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่คำถามที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องมานาน คือ “แล้วจะแปรรูปอะไร ?” “เท่าไร?” และทราบหรือไม่ว่า คนอื่นๆ ที่อยู่ในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนั้นต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง นั่นหมายถึงว่า มิใช่เพียงประกาศว่าแปรรูปเพิ่ม แต่ถ้าหากเราสามารถระบุชนิดผลิตภัณฑ์ได้ มันจะเป็นตัวกำหนดบ่งชี้ได้หมดถึงยางต้นน้ำ เพื่อบอกเกษตรกรได้ว่าแปรรูปเบื้องต้นเป็นอะไรดีที่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำต้องการ (และบอกต่อได้ว่าภาครัฐหน่วยงานใดต้องทำอะไรบ้าง) 
    ตัวอย่างที่ได้จากงานวิจัยนี้พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางมากที่สุดและมีสัดส่วนการส่งออกสูงสุดถึง 38%ของทั้งหมด คือ ยางยานพาหนะ รองลงมาคือ ถุงมือยาง 22%  ซึ่งการผลิตยางยานพาหนะนั้นมีปริมาณการใช้ยางและมูลค่าประมาณ 50% ของผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด (คือ ยางพาราที่ผลิตออกมาต้นน้ำนั้น ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ใช้ในประเทศทำผลิตภัณฑ์จะเข้าไปในอุตสาหกรรมนี้) ดังนั้นเราลองคิดกันเล่นๆดูว่า หากเราตั้งเป้าหมายว่าต้องแปรรูปเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกในปี 2555 จากการพยากรณ์ของเรา 13.38% เป็น 15% (เท่ากับแปรรูปต้นน้ำส่งออกวัตถุดิบจาก 86.62% ลดลงเป็น 85%) เราต้องใช้ปริมาณยางแปรรูปส่งเข้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 53,496 ตัน  หาก 53,496 ตันนี้ ถูกส่งเข้าไปที่อุตสาหกรรมยางยานพาหนะเพื่อนำมาใช้ในประเทศและส่งออกนั้น แปลว่า อุตสาหกรรมนี้ต้องเติบโตอีก 23% จากค่าคาดหมาย เพื่อจะทำให้ได้ตัวเลข 15%  เป้าหมาย  ซึ่งส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มของการส่งออกรวมในโซ่คุณค่าเพิ่มขึ้น 3.8%

 


    ตัวอย่างนี้บอกได้ว่า แล้วหากเป็นเช่นนั้นเราคิดทั้งระบบแล้วหรือยังว่าหากต้องการเพิ่มมูลค่าเท่านี้ตามเป้ เราจะไปทำให้อุตสาหกรรมยางยานพาหนะโตเพิ่ม 23% ได้หรือไม่  เรามีโครงการใดมารองรับการส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือปล่อยมันเป็นไปตามปัจจุบัน แต่ตั้งเป้าหมายไว้สวยๆเช่นนั้น ประเด็นนี้ยังไม่รวมถึงการส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้ล้อต่อการโตของอุตสาหกรรมเพราะหากเป้าหมายเป็นเช่นนั้นจริง อุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องโตตามสัดส่วนนั้น แล้วยางต้นน้ำที่ควรให้เกษตรกรปลูกแปรรูปเบื้องต้นควรเป็นยางชนิดใด เท่าไร (เช่นยางยานพาหนะจะใช้ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน แต่ไม่ใช้น้ำยางเป็นต้น)
    หรือหากวันใดตลาด ถุงมือยางโตมากๆ เราก็มาตั้งเป้าหมายเป็นส่งเสริมอุตสาหกรรมถุงมือยาง แต่ก็ตกปัญหาเดิมคือ แล้วต้องให้อุตสาหกรรมนี้โตเท่าไร เพื่อบรรลุเป้าหมายยางส่งออกโดยรวม และจะใช้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นเป็นอะไร เท่าไหร่ เพราะถุงมือยางก็จะไม่ได้มาจากยางแท่ง ยางแผ่นแล้วแต่จะมาจากน้ำยางข้นเท่านั้น
     นี่คือตัวอย่างการคิดอย่างเป็นโซ่อุปทานซึ่งส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือโซ่คุณค่ายางพาราไทย งานวิจัยชิ้นนี้มิได้ต้องการจะฟันธงหรือบอกว่าต้องมุ่งไปที่ยางยานพาหนะเท่านั้น แต่งานวิจัยนี้ได้ผูกสมการ (ตามภาษาวิชาการ) ไว้ว่า หากตั้งเป้าหมายปลายน้ำเป็นแบบนี้ ๆ จะกระทบกลางน้ำและต้นน้ำอย่างไร ตัวเลขทั้งระบบต้องล้อกันเหมือนกับนโยบายส่งเสริมของภาครัฐที่ต้องพิจารณาองค์รวม มิใช่ส่งเสริมเป็นส่วน ๆ แล้วทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างหรือแม้แต่นโยบายขัดกันเป็นส่วนๆ เพราะขาดการพิจารณาโซ่อุปทานและการไหลของผลผลิตสู่ลูกค้านั่นเอง 
    ตัวอย่างนี้บอกได้ว่า แล้วหากเป็นเช่นนั้นเราคิดทั้งระบบแล้วหรือยังว่าหากต้องการเพิ่มมูลค่าเท่านี้ตามเป้ เราจะไปทำให้อุตสาหกรรมยางยานพาหนะโตเพิ่ม 23% ได้หรือไม่  เรามีโครงการใดมารองรับการส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือปล่อยมันเป็นไปตามปัจจุบัน แต่ตั้งเป้าหมายไว้สวยๆเช่นนั้น ประเด็นนี้ยังไม่รวมถึงการส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้ล้อต่อการโตของอุตสาหกรรมเพราะหากเป้าหมายเป็นเช่นนั้นจริง อุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องโตตามสัดส่วนนั้น แล้วยางต้นน้ำที่ควรให้เกษตรกรปลูกแปรรูปเบื้องต้นควรเป็นยางชนิดใด เท่าไร (เช่นยางยานพาหนะจะใช้ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน แต่ไม่ใช้น้ำยางเป็นต้น)

 


     จากงานวิจัยและการลงพื้นที่ เราพบว่า สิ่งที่เกิดมากที่สุดจากชุมชนที่เราเลือกศึกษา คือ พื้นที่ปลูกใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ การที่เกษตรกรขายยางสู่ตลาดท้องถิ่น จากนั้นพ่อค้ามาประมูลซื้อและไปขายต่อให้กับโรงงานในพื้นที่ ซึ่งการไหลในโซ่อุปทานนี้เกิดมากที่สุดถึง 80%ของทั้งหมด แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ต้นทุนค่าขนส่งสำหรับการไหลของยางพาราจากต้นน้ำสู่โรงงานนั้นสูงที่สุด 
     นี่คือตัวอย่างการคิดอย่างเป็นโซ่อุปทานซึ่งส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือโซ่คุณค่ายางพาราไทย งานวิจัยชิ้นนี้มิได้ต้องการจะฟันธงหรือบอกว่าต้องมุ่งไปที่ยางยานพาหนะเท่านั้น แต่งานวิจัยนี้ได้ผูกสมการ (ตามภาษาวิชาการ) ไว้ว่า หากตั้งเป้าหมายปลายน้ำเป็นแบบนี้ ๆ จะกระทบกลางน้ำและต้นน้ำอย่างไร ตัวเลขทั้งระบบต้องล้อกันเหมือนกับนโยบายส่งเสริมของภาครัฐที่ต้องพิจารณาองค์รวม มิใช่ส่งเสริมเป็นส่วน ๆ แล้วทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างหรือแม้แต่นโยบายขัดกันเป็นส่วนๆ เพราะขาดการพิจารณาโซ่อุปทานและการไหลของผลผลิตสู่ลูกค้านั่นเอง

จะเห็นว่า การไหลในปัจจุบันมากที่สุดที่เส้นทางที่ 2 ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนขนส่งสูงสุด แต่เกษตรกรชอบทางเลือกที่ 4 พ่อค้าชอบทางเลือกที่ 3 และโรงงานชอบทางเลือกที่ 1 
     เราพบว่านโยบายภาครัฐที่จะจัดตั้งตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออกเฉียงเหนือและการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง
ตลาดท้องถิ่นที่ตลาดกลางนั้น ยังไม่สามารถลบระบบการไหลแบบที่ 2 และ 3 ได้ ผลกำไรส่วนมากจะตกอยู่ที่พ่อค้า และจะมีรอยต่อให้พ่อค้าแทรกแซงระบบได้ทุกข้อของโซ่อุปทาน

     จากผลงานวิจัย หากเราจะตัดตอนและการแทรกแซงของพ่อค้าคนกลาง เราลองทดลองบน 3 กลไกคือ

 
     กลไกที่1) ประกอบด้วย : เกษตรกร --> ตลาดประมูลยางท้องถิ่น --> โรงงาน ซึ่งในที่นี้ คือ สถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาด คือตลาดประมูลยางท้องถิ่น การไหลที่เกิดขึ้นคือ เกษตรกรส่งไปที่ตลาดในท้องถิ่นเอง โดยไม่ขึ้นกับใครมีการซื้อขายเป็นอิสระ ใช้การประมูลขายในตลาด และมีหลายๆ ตลาดในท้องถิ่น

              กลไกที่ 2) ประกอบด้วย : เกษตรกร --> ตลาดประมูลยางท้องถิ่น --> โรงงาน โดยตลาดในพื้นที่มีบทบาทในการเป็นสถานการณ์ที่รวบรวมมิใช่แหล่งประมูล เพราะกลไกในข้อนี้ คือการที่เกษตรกรเป็น Contract supplier กับ โรงงานในท้องถิ่น และมีการรวมกลุ่มรวบรวมและจัดส่งให้กับสถานที่รวบรวมหลายแห่งที่รวบรวมกันให้กับโรงงานท้องถิ่น

              กลไกที่ 3) ประกอบด้วย : เกษตรกร --> โรงงาน แต่รวบรวมโดย 1 ศูนย์กลาง โดยนโยบายคือ ตลาดกลาง เป็นแหล่งรวมการซื้อขายอย่างเป็นอิสระ และเกษตรกรส่งตรงตลาดกลางยางพาราเอง จากทั้ง 3 กลไกบนการไหลที่ปรากฏในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายของภาครัฐ พบว่า การวัดผลแต่ละกลไก โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ Auckara-aree et al (2008) ได้ผลตามตารางดังนี้ คือ 
     จากทั้ง 3 กลไกบนการไหลที่ปรากฏในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายของภาครัฐ พบว่า การวัดผลแต่ละกลไก โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ Auckara-aree et al (2008) ได้ผลตามตารางดังนี้ คือ

 
     การประเมินอ้างอิงกลไกที่ 1 ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเครื่องหมาย + คือผลที่ดีขึ้นกว่าผลอ้างอิงในกลไกที่ 1 เครื่องหมาย 0 คือผลที่เท่ากัน ส่วนเครื่องหมาย – คือผลที่ด้อยกว่าผลอ้างอิงในกลไกที่ 1 
     ผลจากตารางพบว่า กลไกที่ 2 คือกลไกที่ดีที่สุดที่ทำให้ผลในแต่ละส่วนดีขึ้นกว่ากลไกในปัจจุบัน การแปลผลของกลไกนี้แปลได้ว่า player ใน chain มี 3 ระดับคือ เกษตรกร --> ตลาดประมูลยางท้องถิ่น --> โรงงาน แต่บทบาทของตลาดในกลไกนี้เป็นเพียงศูนย์รวบรวมและจัดส่งให้โรงงาน โดยกลไกที่เชื่อมโยงเกิดจากการที่มีผู้รวบรวมและจัดส่งสู่ศูนย์รวบรวมและต้องเป็น Contract supplier กับผู้ซื้อ คือโรงงานท้องถิ่น
     ผลจึงสรุปว่ากลไกที่ควรเกิดขึ้นเสริมกับนโยบายภาครัฐ คือ การเกิดขึ้นของศูนย์รวบรวมท้องถิ่นที่มิใช่ตลาดประมูล โดยกลไกทางเลือกใหม่นี้ คือ การทำเกษตรกรเป็น Contract supplier กับโรงงานในท้องถิ่นและมีการรวมกลุ่มรวบรวมและจัดส่งให้กับสถานที่รวบรวมหลายแห่งที่รวบรวมให้กับโรงงานท้องถิ่น ตามหลักการศูนย์รวบรวมและกระจาย (Distribution Centre) และการเชื่อมโยงโซ่อุปทาน โดย
     1) การจัดตั้งDC นั้น ผลเพียงเพื่อเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตของเกษตรกรที่ต้องมีจุดรวบรวมในท้องถิ่น เพื่อให้โรงงานมารับซื้อและรวบรวมจาก DC ในกลุ่มท้องถิ่น
              2) การเชื่อมโยง นั้น แปลว่าการรวมกลุ่มรวบรวมระหว่างเกษตรกร และจัดส่งสู่ศูนย์ DC ท้องถิ่นที่ได้ทำ contract กับผู้ซื้อไว้แล้ว 
     สรุปได้ว่านโยบายที่ควรจะเกิดขึ้นในโซ่อุปทานยางพาราชุมชนมิใช่เพียงการจัดตั้งตลาดกลางยางพารา และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่นสู่ตลาดกลาง เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เกิดระบบพ่อค้าแทรกแซงและต้นทุนขนส่งสูง แต่สิ่งที่ต้องรวมเข้าไปในนโยบาย คือนโยบายสำหรับกลไกการปฏิบัติ คือ


 
บทสรุป ข้อเสนอแนะสำหรับทิศทางนโยบายยางพาราประเทศไทย

1) นโยบายการเพิ่มมูลค่ายางพาราทั้งโซ่อุปทานไม่ควรเป็นอิสระแก่กัน นโยบายสำหรับต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำควรสอดรับกัน เช่น การกำหนด product champion ให้ได้และพิจารณาความไวของการเติบโตที่มีผลต่อชนิดของยางต้นน้ำที่ควรส่งเสริม

2) กลไกของโซ่อุปทานชุมชนในอนาคตควรเกิดศูนย์รวบรวมท้องถิ่นที่มี contract กับโรงงานในพื้นที่ และเกิด collector ชุมชนรวบรวมและจัดส่งโรงงานในพื้นที่ 
   
  ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 

     ดังนั้นจะเห็นว่าการสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราเบื้องต้นจากน้ำยางเป็นยางแผ่นดิบ และแผ่นรมควันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราให้เป็นที่ต้องการของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ แต่เนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ปลูกยางลดลง แต่ประเทศไทยได้ขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปในเขตปลูกยางพาราใหม่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมาตรการรองรับผลผลิตที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากขึ้น โดยดำเนินการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อส่งออก เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวและเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางครบวงจรของภูมิภาคอินโดจีน แต่โรงงานแปรรูปยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับอนุญาตค้ายางมีเพียงประมาณ 8 ฉบับ ซึ่งยังน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานในภาคใต้และภาคตะวันออก จึงทำให้มีความต้องที่จะสร้างโรงงานแปรรูปเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต โรงงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อแปรรูปยางพาราเบื้องต้นจะช่วยพัฒนามาตรฐานของยางแผ่นดิบจากเกษตรกรให้เป็นยางแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพมากขึ้น จากระดับ 3 เป็นระดับ 2 และระดับ 1

     โดยการดำเนินการโรงงานแปรรูปยางพาราเบื้องต้น ต้องใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 5.037 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 6.5% โดยกรณีที่ผลิต ณ กำลังการผลิตเต็มที่ จะได้ยอดขายเท่ากับ 82,992,000 บาทต่อปี เป็นยอดขายภายในประเทศ 47.8% ต่างประเทศ 52.2 % กำไร 9,946 บาทต่อปี ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 607,320 ล้านบาทแสดงว่า การลงทุนของโครงการมีความเป็นไปได้สูง มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) 2.62 % น้อยกว่า ต้นทุนส่วนเพิ่มของเงินทุน (6.5%) แสดงว่าการลงทุนของโครงการไม่มีความคุ้มค่า และระยะเวลาคืนทุนมากกว่า 5 ปี โดยในโครงการนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำเนื่องจากต้นทุนการผลิตคือ วัตถุดิบ (ยางพาราแผ่นดิบเกรด 3) มีราคาสูงไม่คุ้มกับการที่จะนำขายโดยไม่มีการปรับปรุงคุณภาพ การที่จะทำให้โครงการสามารถอยู่รอดได้ ต้องผลิตแผ่นยางดิบและแผ่นยางรมควันให้มีคุณภาพสูงขึ้น จะทำให้ได้ขายได้ราคาสูงขึ้นและได้กำไรมากขึ้น

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2012 เวลา 15:55 น.