ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การถ่ายโอนความรู้จากผู้เกษียณ การแปรรูปผลผลิตยางพารา
การแปรรูปผลผลิตยางพารา PDF พิมพ์
ที่นี่ สกย. - การถ่ายโอนความรู้จากผู้เกษียณ
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2012 เวลา 14:04 น.
การแปรรูปผลผลิตยางพารา (ล้อรถยนต์ หมอนรองรางรถไฟ)
การถ่ายโอนความรู้จากผู้เกษียณ ปี 2555
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งตั้งคณะทำงาน วางกรอบยุทธศาสตร์แปรรูปยางพารา มั่นใจระยะยาวราคายางในประเทศจะมีเสถียรภาพมากขึ้น

     นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 1 ชุด เพื่อกำหนดแนวทางแปรรูปยางพาราในประเทศ และเพิ่มมูลค่าการส่งออก ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่วางกรอบไว้จะเน้นที่การนำยางพารามาแปรรูปเป็นถุงมือยาง พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มการส่งออกถุงมือยางให้ได้ 4 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบัน ที่ทำรายได้เพียง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดถุงมือยางโลกอยู่ที่ 80000 ล้านบาท สำหรับยางพาราที่เกี่ยวกับธุรกิจยานยนต์ อาทิยางรถยนต์นั้น จะประสานผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร่วมพลักดันการแปรรูปยางรถยนต์ให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตร ฯ พร้อมสนับสนุนผลงานวิจัยที่มีอยู่มาเป็นข้อมูล คาดว่ารายละเอียดของกรอบยุทธศาสตร์ข้างต้นจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณางบประมาณสนับสนุนต่อไป
     นายธีระยังกล่าวถึงนโยบาย การใช้ยางพารามาสร้างเป็นฝายเก็บน้ำนั้น อาจต้องศึกษาข้อมูลในเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม ขณะที่ยุทธศาสตร์ยางพาราข้างต้นเมื่อแล้วเสร็จ เชื่อว่าจะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามราคายางแผ่นดิบ ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีวันนี้ รอบเช้า ยางแผ่นดิบ ราคากิโลกรัมละ 76 บาท 36 สตางค์ รอบบ่าย ยางแผ่นดิบ ราคากิโลกรัมละ 76.38 บาท ทางด้านราคายางแผ่นดิบในท้องถิ่น เฉลี่ยกิโลกรัมละ 74.25 บาท น้ำยางสด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 66.00 บาท 

             ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอ การค้าไทยได้เสนอแนะนโยบายเร่งด่วนเพื่อพัฒนายางพาราไทย ภายใต้ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนและอาเซียน +3 (เกาหลี ใต้ ญี่ปุ่น และจีน) โดยให้ไทยเป็นศูนย์ กลางยางพารา (HUB) เนื่องจากว่าไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างอำนาจต่อรองและเป็นผู้กำหนดราคา อีกทั้งยังจะทำให้ไทยเป็นศูนย์ กลางในการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำของยางพาราและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางพาราอีกทางหนึ่งด้วย รัฐต้องปล่อยให้ราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดไม่แทรกแซง แต่ควรหันไปส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำและการสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ยางต่างๆเพื่อช่วยแก้ปัญหาทั้งราคาและการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ อีกทั้งจะต้องเร่งการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย ด้วยการยกร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยให้ยกเลิกกองทุนสงเคราะห์การทาสวนยางและองค์การสวนยางและให้จัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร

อีกส่วนหนึ่งคือต้องเร่งพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ AFET ให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นแหล่งรองรับสินค้าในราคายุติธรรม สร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับเกษตรกร และรัฐควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติมเช่นตลาดในกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) ซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ จะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในประเทศให้สูงขึ้น ด้วยการลงทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ การแข่งขันให้เกิดการใช้ยางในประเทศ เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงในการส่งออก คิด ค้นและพัฒนาผลผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น เช่น การพัฒนาวัตถุดิบ ยางไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ซึ่งเป็นนวัตกรรม แบบก้าวกระโดด (Radical Innovation) เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสาอางจากสารสกัดเปลือกไม้ยางพารา เป็นต้น

ปัจจุบันจีนนับเป็นประเทศผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก เฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 32.23 ของปริมาณการใช้ยางพาราของทั้งโลก 60% เป็นการ ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2553 จีนผลิตรถยนต์ 18.26 ล้านคัน ปี 2554 ผลิต รถยนต์ 18.42 ล้านคันเป็นอันดับ 1 ของโลก มณฑลที่นำเข้ายางพารามากที่สุดคือ ชานตง ซึ่งเป็นศูนย์กลางผลิตยางรถ ยนต์และอุตสาหกรรมแปรรูปยางที่สำคัญของจีน

ขณะที่พื้นที่ปลูกยางของไทยอินโดนีเซียและมาเลเซียมีมากกว่า 60% ของ โลก แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกยางมาเลเซียลดลงเพราะหันไปปลูกปาล์มแทน ถึงกระนั้นตั้งแต่ปี 2549-2554 พื้นที่ปลูกยางโลกก็เพิ่มขึ้น 14.26% เฉลี่ยปีละ 2.71% กลุ่มการศึกษายางระหว่างประเทศ (International Rubber Study Group : IRSG) ศึกษาพบว่าในอนาคตประเทศผู้ผลิตยาง ไทยและมาเลเซียสนใจปลูกยางในประเทศ อื่น เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เพราะที่ดินใน ประเทศไม่เพียงพอ

 

อุตสาหกรรมยางรถยนต์

.เนื่องจากการผลิตยางรถยนต์ใช้เทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีในเรื่องสูตรผสมยาง เครื่องจักร และการออกแบบดอกยางใหม่ๆ เราสามารถพัฒนายางรถยนต์ได้เอง ซึ่งจะมีการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เราสามรถผลิตยางรถยนต์  ได้ตามความต้องการของท่าน.

.คุณภาพขึ้นอยู่กับจำนวนการใช้รถยนต์ในประเทศ สภาพการใช้งาน สภาพอากาศ สภาพถนน .

วัตถุดิบ.
วัตถุดิบที่ใช้ผลิตยางรถยนต์ ได้แก่ ยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์ ผงเขม่าดำ ผ้าใบไนล่อน
เส้นลวดขอบยาง สี สารเคมี และอื่นๆ วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่จะมาจากในประเทศประมาณร้อยละ60

โดยปริมาณ เช่น ยางธรรมชาติ และผงเขม่าดำ และอีกร้อยละ 40
จะนำ เข้าจากต่างประเทศ เช่น ยางสังเคราะห์ ผ้าใบไนล่อน เส้นลวดขอบยาง เป็นต้น
สำหรับต้นทุนการผลิตยาง 1 เส้น นั้นเป็นต้นทุนวัตถุดิบภายในประเทศร้อยละ 39

ประเภทของยางรถยนต์
โดยส่วนใหญ่ยางรถยนต์ จะประกอบไปด้วย
(1) ยางนอก
(2) ยางใน และ
(3) ยางรองยางใน

ซึ่งยางรถยนต์บางประเภทอาจมีไม่ครบทั้ง 3 ส่วนก็ได ้
และเมื่อพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์แล้ว ยังสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้หลักๆ
2 ประเภท คือ
1) ยางรถยนต์นั่ง

2) ยางรถบรรทุกและยางรถยนต์โดยสาร

โดยยางรถยนต์นั่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ายางรถบรรทุก เนื่องจากมีปริมาณการใช้รถยนต์นั่ง

เป็นจำ นวนมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ชนิดอื่นๆ เช่น รถบรรทุก หรือรถโดยสาร อีกทั้งตลาดยาง

รถยนต์ของ 2 ประเภทนี้ก็เป็นคนละตลาดกัน โดยยางรถยนต์นั่งกับยางรถบรรทุกไม่สามารถใช้

ทดแทนกันได้ .

ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้รถยนต์สามารถพาเราเดินทางไปในที่ต่างๆ คือ ล้อรถยนต์ ซึ่งส่วนประกอบสำคัญของล้อรถยนต์ที่เราจะพูดถึง คือ ยางรถยนต์

ในการผลิตยางรถยนต์ นั้นมีส่วนประกอบหลายส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่
๑. ยางธรรมชาติ
๒. ยางสังเคราะห์ ซึ่งผลิตขึ้นจากปิโตรเลียม ส่วนนี้ช่วยป้องกันยางอ่อนตัวเมื่อเจอกับสภาพอากาศร้อน
๓. คาร์บอนแบล็ก หรือ ผงเขม่า เพื่อช่วยให้โมเลกุลของยางจับตัวกันแน่น ทนต่อการสึก รวมถึงรอยขีดข่วน
๔. ผ้าใบ หรือ เส้นลวด ช่วยเสริมใยเหล็กให้ความแข็งแรง
๕. ออกไซด์ของสังกะสี เพื่อช่วยชะลอการย่อยสลายด้วงรังสี UV
๖. กัมมะถัน กับการทำให้ยางมีความยืดหยุ่นคงรูปนั่นเอง
๗. สารเคมีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น แคดเมียม ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ปรอทและโลหะหนักอื่นๆ  สารประกอบไฮโดร์คาร์บอน

ด้วยเพราะความจำเป็นที่ต้องการให้ยางรถยนต์ที่ออกแบบและผลิตขึ้นมานั้นมีความแข็งแรง และทนทาน ทำให้การย่อยสลายยางรถยนต์หลังจากหมดการใช้งานแล้วนั้นเป็นเรื่องยาก ตัวอย่างวิธีการกำจัด

๑. การฝังกลบ เกิดปัญหาการสิ้นเปลืองพื้นที่ การรั่วซึมของน้ำชะขยะ
๒. การเผา เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ เนื่องจากส่วนประกอบที่นำมาประกอบในการผลิตยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นแคดเมียม ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ปรอทและโลหะหนักอื่นๆ  ไม่สามารถเผาทำลายได้ ยังก่อให้เกิดสารพิษ คือ ไดออกซิน ยังไม่รวมกับสารที่ก่อให้เกิดมลพิษอื่นๆ อย่าง
- สารพิษในกลุ่มโพลิอะโรมาติกส์ไฮโดรคาร์บอนส์ (PAHs)
- สารเบนซินและฟีนอล สารที่คาดว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
- ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
- ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์
- ฝุ่นละอองที่มีสารพิษปนอยู่

แหล่งที่มา :
ฐิตินันท์ ศรีสถิต. "ยางรถยนต์ ". สารคดี. ๒๖, ๓๐๖ (ส.ค. ๒๕๕๓) : ๔๐.

ยางรถยนต์

กระบวนการผลิตยางรถยนต์

วิธีการคือ นำเส้นลวดมาทำเป็นขอบยางรถยนต์ คือ การดึงเส้นลวดมาในสายการผลิต แล้วทำการฉาบด้วยยาง จากนั้นนำไปขึ้นรูปขอบลวด

เส้นลวดที่ใช้ในการผลิตแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 

1. เส้นลวดประเภท Bead Wire สำหรับทำขอบยาง

2. เส้นลวดประเภท Steel Cord เป็นเส้นลวดใยเหล็กที่ใช้กับยาง Radial

หมายเหต เมื่อผ่านขั้นตอนที่ 2 แล้วจะได้ขอบลวดออกมา (Bead Rings) 

ขั้นที่ 3 การทำโครงผ้าใบและการฉาบยางกับผ้าใบ

เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้วนำแผ่นยางไปตัด ก็จะได้ โครงผ้าใบและเข็มขัดรัดหน้ายางเส้นลวด

ขั้นที่ 4 การทำเส้นลวดเหล็กและการฉาบยางกับเส้นลวด

เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้วจะได้เข็มขัดรัดหน้ายาง

ขั้นที่ 5 การดันเนื้อยางเพื่อขึ้นรูปแก้มยางและหน้ายาง

เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว จะได้โครงยางสำเร็จรูป (Green Tire) 

ขั้นที่ 7 การอบยาง (Curing Machine)

เครื่องอบยาง (Curing Press) เป็นเครื่องจักรที่ทำหน้าที่อัดลายดอกยางลงบนโครงยางสำเร็จรูป เครื่องจักรมีลักษณะเป็นฝาครอบเปิด-ปิด ได้ ภายในมีแม่พิมพ์ของลายดอกยางและช่องผ่านไอความร้อน เพื่ออัดลายดอกยางและอบให้ยางสุก

ขั้นที่ 8 ตัดเนื้อยางส่วนที่เกิน (Trimming)

ขั้นที่ 9 ตรวจสอบความสมดุลของยาง

ขั้นที่ 10 ได้ยางที่มีคุณภาพตามลักษณะการใช้งาน
17362_clip_image001.gif

เครื่องจักรสำหรับขึ้นรูปยาง เป็นการนำเอายางที่ผสมแล้ว มาขึ้นรูปเป็นลักษณะของชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยอาจนำปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เช่น ผ้าใบ เข้ามาเป็นส่วนประกอบ 1 เครื่องจักรที่ใช้ในการขึ้นรูปยาง มี 2 ลักษณะคือ

1.       เครื่องจักรประเภท (Extrusion) เป็นเครื่องจักรที่ใช้ขึ้นรูปยาง โดยอาศัยแรงดันจากการหมุนของสกรูดันยางผสมผ่านแม่พิมพ์ออกมา Extrusion ใช้ในการขึ้นรูปยางในส่วนของโครงยางและขอบยาง

2.       เครื่องจักรประเภท (Calendar) เป็นเครื่องจักรที่ขึ้นรูปยางโดยลักษณะการรีดยาง โดยลักษณะการรีดยางผสมที่เคลือบหรือฉาบกับวัสดุอื่น ๆ ให้เป็นแผ่นที่มีความหนา โดยอาศัยการรีดผ่านลูกกลิ้งจำนวน 2 ลูกในเครื่องจักร ใช้สำหรับขึ้นรูปในส่วนของชั้นผ้าใบ และเข็มขัดรัดหน้ายางในกรณีที่เป็นยางเรเดียล

ขั้นที่ 6 การประกอบโครงยาง

ขั้นที่ 1 การผสมวัตถุดิบ (Mixing)

ส่วนผสม

·          ยางธรรมชาติ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตยางรถยนต์ คือ ช่วยทำให้ยางมีความยืดหยุ่นทนต่อแรงกระแทกและแรงดึงได้ดี แต่ยางธรรมชาติมีข้อจำกัด คือ เหมาะที่ใช้ในอุณหภูมิช่วง -40 ถึง 70 องศาเซลเซียส และไม่สามารถทนต่อน้ำมันบางประเภทได้

·          ยางสังเคราะห์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ให้มีคุณสมบัติเหนือยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์สามารถจำแนกออกได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่ม 1 ยางที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีกว่ายางธรรมชาติ แต่คุณสมบัติทานด้านความเหนียวและความยืดหยุ่นด้อยกว่ายางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์กลุ่มนี้ ได้แก่ SRB (Styrene - Butadiene Rubber), BR (Polybutadiene Rubber)

กลุ่มที่ 2 เป็นยางที่มีคุณสมบัติทนต่อน้ำมัน ทนต่อความร้อนและโอโซน ยางสังเคราะห์ในกลุ่มนี้ เช่น CR (Chloroprene Neoprebe Rubber), NBR (Acrylomitrile Butadiene (uilites) Rubber )

·          ผงเขม่าดำ (Carbon Black) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันดิบ คุณสมบัติช่วยให้ยางแข็งตัว เพื่อเพิ่มความทนทานของยาง และทนต่อรอยขีดขวนต่าง  

·          สารเคมีต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ในการผสมยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์ และผงเขม่าดำ เพื่อเร่งปฏิกิริยาในการผลิต และเตรียมเป็น Compound Rubber ที่พร้อมนำไปขึ้นรูป สารเคมีที่ใช้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

1. สารที่ทำให้ยางคงรูป (Vulcanizing Agent) ใส่เพื่อให้สถานะของยางอยู่สถานะยืดหยุ่นได้ กลุ่มนี้ได้แก่ กำมะถัน

2. สารป้องกันบางเสื่อมสภาพ (Protective Agent) สารกลุ่มที่ได้แก่ สารโอโซน

3. สารช่วยในกระบวนการผลิต เช่น น้ำมัน ช่วยให้ยางที่ทำการผสมมีคุณสมบัตินิ่มนวล

4. สารอื่น ๆ เช่น สารที่ทำให้ยางฟู หรือใส่ให้ยางมีสีต่าง ๆ 

ขั้นที่ 2 การทำลวดขอบยาง (Bundling), การฉาบยาง (Coating) การขึ้นรูปขอบลวด(Foaming)

คมนาคมเริ่มทดลองนำยางพารามาสร้างถนน -หมอนรองรางรถไฟแล้ว

             นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาแนวทางการนำยางพารา มาใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง และบำรุงรักษาทางหลวง ทางพิเศษ และทางรถไฟ ได้มีการหารือถึงการนำยางพารามาใช้ ทั้งในการนำมาสร้างถนน และการทำเป็นหมอนยางรองรางรถไฟ ซึ่งในส่วนของถนน ทั้งกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ได้มีแผนทำการทดลองแล้ว โดยในส่วนของกรมทางหลวง จะทดลองในเส้นทาง ทล.305 ระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งจะมีการเปรียบเทียบระหว่าง การนำยางพารามาเป็นส่วนผสม กับ การทำถนนด้วยวิธีปกติ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผลการทดลองจะแล้วเสร็จประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ 2556 ส่วนของกรมทางหลวงชนบท ได้มีการทดลองกับถนน ที่ จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 16 กิโลเมตร และสำหรับการทำหมอนยางรองรางรถไฟจากยางพารานั้น ในปัจจุบันได้มีการนำมาใช้บ้างแล้ว ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการรับรองจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองนำยางพารามาทำถนนแล้วเสร็จ จะต้องมีการพิจารณาถึงประสิทธิภาพ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ มาตรการรองรับราคายางที่ไม่มีความเสถียรภาพ และผู้รับเหมาที่ต้องมีความความรู้ในการผสมยางพารา

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2012 เวลา 16:29 น.