ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การสื่อสารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ความรู้เรื่องการสื่อสาร
ความรู้เรื่องการสื่อสาร PDF พิมพ์
KM สำหรับพนักงาน - การสื่อสารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 13:23 น.

ความรู้เรื่องการสื่อสาร

 

 ความหมายของการสื่อสาร

 

 

 

การสื่อสาร (Communication) คือ

กระบวนการถ่ายทอดสารจากผู้ส่งสารผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน

การแสดงการจัดกิจกรรม ฯลฯ ไปยังผู้รับสารอย่างมีวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน

มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน  สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับบริบททางการสื่อสาร

เพื่อให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล

 

ความสำคัญของการสื่อสาร

 

 

 

1) การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่มีใครที่ดำรงชีวิตได้ โดยปราศจาก

การสื่อสาร โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา พัฒนาการ

ทางสังคมจึงดำเนินไปพร้อมๆ กับพัฒนาการทางการสื่อสาร

2) การสื่อสารช่วยธำรงสังคมให้อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข เนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ

ประเพณี กฎเกณฑ์ทางสังคมและความรู้ต่างๆ จำเป็นต้องรับการถ่ายทอดเพื่อให้เป็นมรดก

ทางสังคมตกลงใช้ร่วมกันอย่างสันติ

3) การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทางสังคมในด้านคุณธรรม จริยธรรม

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งในการสื่อสารจำเป็นต้อง พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและ

ต้องใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การใช้สื่อโสตฯ หรือสื่อ

อิเล็คทรอนิกส์ในงานสาธารณสุข เป็นต้น

องค์ประกอบในการสื่อสาร
     
การสื่อสารจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีองค์ประกอบดังนี้
1) ผู้ส่งสาร (sender) คือบุคคลที่เริ่มต้นสร้างสารและส่งสารไปยังผู้อื่น โดยใช้ภาษา

เป็นเครื่องมือ ผู้ส่งสารในฐานะผู้เริ่มต้น การสื่อสารจะส่งสารได่อย่างมีประสิทธิผลนั้นจะต้องมี

คุณสมบัติดังนี้
1.1) เป็นผู้มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้ความประสงค์ของตน
1.2) เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่จะสื่อสารเพียงพอ
1.3) เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ
1.4)เป็นผู้มีความพยายามที่จะเข้าใจความสามารถและความพร้อมของผู้รับสาร
1.5) เป็นผู้รู้จักใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการนำเสนอสาร
     
2) สาร (message) เรื่องราวอันมีความหมายและแสดงออกโดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์

ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้ สารประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ

2.1) รหัสของสาร คือภาษาสัญลักษณ์หรือสัญญาณที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อแทนความคิดเช่น
        ช้างคือสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่ง มีงวงมีงา ตัวโตว่าสัตว์สี่เท้าทั้งปวง หรือ เสือ คือ
        สัตว์ป่าสี่เท้ารูปร่างคล้ายแมว ดุร้ายชอบกินสัตว์อื่นเป็นอาหารมีหลายชนิด
2.2) เนื้อหาของสาร จะครอบคลุมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่มนุษย์ต้องการ
        ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจร่วมกัน เนื้อหาของสารอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
       ชีวิต สุขภาพภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ปรัชญาศาสนาเศรษฐศาสตร์กฎหมาย
       การเมืองการปกครอง  ศิลปะ  ดนตรี  นาฏศิลป์  วิทยาศาสตร์  คอมพิวเตอร์
       การจัดการ ฯลฯเนื้อหาของสารดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ เนื้อหาสารที่แสดง
       ข้อเท็จจริง เนื้อหาสารที่แสดงข้อคิดเห็นหรือทรรศนะและเนื้อหาที่แสดงความรู้สึก

2.3) การจัดสาร คือ รูปแบบวิธีการในการนำรหัสสารมาเรียบเรียงเพื่อให้ได้ใจความ
        ตามเนื้อหาที่ต้องการ   สารที่ได้รับการจัดอย่างดีทั้งในด้านการเรียบเรียง
        การลำดับความยากง่าย ตลอดจนรูปแบบและการใช้ภาษาที่ดี จะทำให้สาร
        มีคุณสมบัติในการสื่อสารได้ดี เช่น การจัดสาร เพื่อโน้มน้าวใจในการโฆษณา
        ประชาสัมพันธ์การเขียนคำขวัญต้องใช้ภาษาที่เลือกสรรอย่างประณีตเพื่อดึงดูด
        ความสนใจให้จดจำและเกิดการปฏิบัติตามที่ ต้องการนอกจากนี้ บุคลิกลักษณะ
        ของผู้ส่งสารยังสัมพันธ์กับการจัดสารคนที่อารมณ์เย็นมักจะพูดจาด้วยวิธีการ
        ที่สุภาพ สุขุม เยือกเย็น ขณะที่คนอารมณ์ร้อน มักจะพูดรวบรัด เพื่อให้จบ
        เร็วๆ เป็นต้น

 

ประเภทของการสื่อสาร 

    6.1) พิจารณาจากจำนวนผู้ทำการสื่อสารแบ่งออกได้เป็น

        1) การสื่อสารภายในบุคคล

เป็นการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายในตัว

ของบุคคลคนเดียว เช่น การคิด

ถึงงานที่จะทำ    

    

      2) การสื่อสารระหว่างบุคคล

จะประกอบด้วย บุคคลตั้งแต่ 2 คน

ขึ้นไป เป็นการสื่อสารในลักษณะ

กลุ่มย่อย      

   

        3) การสื่อสารกลุ่มใหญ่

เป็นการสื่อสารที่ประกอบด้วย

คนจำนวนมากทำให้โอกาส

ที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารแลก

เปลี่ยนข่าวสาร กันโดยตรง

ได้น้อย 

  

      4) การสื่อสารในองค์การ

เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ที่เป็น

สมาชิกในองค์การ เช่น การ

สื่อสารในหน่วยราชการ    

  

  

        5) การสื่อสารมวลชน เป็น

การสื่อสารที่ซับซ้อน ผู้รับข่าวสาร

มีจำนวนมากอยู่กระจัดกระจาย

มีจำนวนไม่จำกัดและไม่เป็นที่รู้จัก

ของผู้ส่งสารจึงจำเป็นต้องอาศัยสื่อ

ที่เป็นสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์

วิทยุ ฯลฯ

 

 

  6.2) พิจารณาจากการเห็นหน้ากัน แบ่งได้เป็น

              

          1) การสื่อสารแบบเฉพาะหน้า

เป็นการสื่อสารที่ผู้ส่งสารและ

ผู้รับสารสามารถเห็นหน้าและสังเกต

กิริยาอาการของกันและกัน        

             

        2) การสื่อสารแบบมีสิ่งสะกัดกั้น

เป็นการสื่อสารที่ผู้สื่อสารไม่สามารถ

เห็นหน้ากันเพราะอยู่ห่างไกล       

              

  6.3) พิจารณาจากความแตกต่างระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร  แบ่งได้เป็น 

       

 

      1) การสื่อสารระหว่างเชื้อชาติ

เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ต่างเชื้อชาติ

ย่อมมีปัญหามากกว่าการสื่อสาร

ระหว่างชาติเดียวกัน              

                       

         2) การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม

การสื่อสารชนิดนี้เกิดขึ้นได้ในระหว่าง

คนที่อยู่ในประเทศเดียวกันหรือคนละ

ประเทศ       

            

               3) การสื่อสารระหว่างประเทศ

เป็นการสื่อสารที่เป็นทางการ  เช่น การเจรจาติดต่อสัมพันธ์ทางการทูต

  6.4) พิจารณาจากเนื้อหาวิชา แบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ

 

      1) ระบบข่าวสาร จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีวิเคราะห์ระบบจึงนำไปประยุกต์ใช้กับการสื่อสาร  

      2) การสื่อสารระหว่างบุคคล  เป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว  การสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ  เช่น  การสื่อสารในกลุ่มย่อย

      3) การสื่อสารมวลชน จะเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของสื่อมวลชน

      4) การสื่อสารในองค์การ จะเกี่ยวข้องกับประสิทธิผลและพฤติกรรมของบุคคล ทฤษฎีและ

การวิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารในการดำเนินงานขององค์การ

      5) การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีและการปฏิบัติในการสื่อสารระหว่าง

ประเทศการเปรียบเทียบระบบการสื่อสารระหว่างประเทศและเชื้อชาติที่แตกต่าง

      6) การสื่อสารการเมือง จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ ของกระบวนการสื่อสารได้แก่ผู้ส่งสาร

สาร สื่อและผู้รับสารที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมการเมือง

      7) การสื่อสารการสอน จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีและการวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างผู้สอน

กับผู้เรียนระบบการสอน

      8) การสื่อสารสาธารณสุข จะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการสื่อสารที่เกี่ยวกับสุขภาพการแก้

ปัญหาสาธารณะสุขด้วยการสื่อสาร เป็นต้น

 

 

7. อุปสรรคในการสื่อสาร

     

 7.1) อุปสรรคที่ผู้ส่งสาร ผู้ส่งสารจะต้องมีความรู้ เพียงพอเกี่ยวกับสารที่ต้องการสื่อ

มีความสามารถในการถ่ายทอด มีบุคลิกภาพดีและมีเจตคติที่ดีต่อการสื่อสาร

 7.2) อุปสรรคที่สาร สารที่ยากเกินไป หรือผู้รับสารไม่คุ้นเคยหรือเป็นสารที่ทำให้

ผู้รับสารขาดความสนใจสารที่ขัดกับความเชื่อ ค่านิยมและระบบความคิดของผู้รับสาร

จะทำให้ผู้รับสารต่อต้าน

 7.3) อุปสรรคที่ช่องทางหรือสื่อ ถ้าผู้ส่งสารเลือกใช้ช่องทางหรือสื่อที่ไม่เหมาะสม

เช่น เลือกใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง เพื่อสอนนาฏศิลป์ไทย ผู้รับสารอาจไม่เข้าใจท่ารำ

แต่ละท่าได้

 7.4) อุปสรรคที่ผู้รับสาร หากผู้รับสารขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่รับ

ผู้รับสารขาดความพร้อมด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ง่วงนอน ป่วย กังวล ผู้รับสาร

คิดว่าตนมีความรู้มากกว่าผู้ส่งสารหรือรู้เรื่องนั้นดีแล้ว จะทำให้ไม่สนใจรับสาร

 

8. กิจกรรมตอนที่ 1
     
1) จงวิเคราะห์องค์ประกอบและผลของการสื่อสารของข้อความต่อไปนี้
"ฮะยี  อับดุลกาบีร์  รองนายกรัฐมนตรีตาลีบันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
ผ่านสถานีโทรทัศน์ อัล จาซีราห์ว่า  กลุ่มจาลีบันพร้อมจะส่งตัวนายบินลาเดน
ไปยังประเทศที่ 3 หากสหรัฐอเมริกาหยุดโจมตีอัฟกานิสถาน  พร้อมทั้งส่ง
หลักฐานปรักปรำนายบินลาเดนไปให้ตาลีบันพิจารณาก่อนประธานาธิบดี
จอร์ช ดับเบิ้ลยู บุซ ได้แถลงปฏิเสธข้อเสนอของตาลีบันทันที  ย้ำว่าทุกอย่าง
ชัดเจนไม่จำเป็นต้องมีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น"
 
ุ2) ให้นักศึกษาหาตัวอย่าง  อุปสรรคการสื่อสารที่เกิดจากองค์ประกอบต่อไปนี้
องค์ประกอบละ  1  ตัวอย่าง
1) ผู้ส่งสาร
ุ2) ผู้รับสาร
3) สื่อ / ช่องทาง
4) กรอบแห่งการอ้างอิง

1. ภาษาในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสาร 

         การสื่อสารจะประสบผลสำเร็จได้จะต้องมีภาษาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เนื้อหาของสาร

จะไม่สามารถถ่ายทอดได้ถ้าไม่มีภาษา จึงอาจกล่าวได้ว่าภาษาคือตัวนำสาร ภาษาที่ผู้ส่งสาร

และผู้รับสารใช้จะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับทักษะในการสื่อสาร ถ้าผู้ส่งสารเลือกใช้ภาษาในการเสนอ

สารที่เหมาะสมกับผู้รับสาร ในด้านความรู้และทักษะการใช้ภาษา จะทำให้เกิดการรับรู้และ

เข้าใจตรงกัน ภาษาในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสาร จะมี 2 ลักษณะ คือ 

1.1 ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร 

  ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 

1) วัจนภาษา (verbal language)

      คือ ภาษาถ้อยคำได้แก่คำพูดหรือ

ตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกันในสังคม

ซึ่งหมายรวมทั้งเสียงและลายลักษณ์อักษร

ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้น

อย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ทางภาษาหรือ

ไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคม ต้องเรียนรู้และ

ใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด

การใช้วัจนภาษาในการสื่อสาร ต้องคำนึง

ถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา

และความเหมาะสมกับลักษณะการสื่อสาร ,

ลักษณะงาน , สื่อและผู้รับสาร เป้าหมาย

1.1 ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร 

    2) อวัจนภาษา

    (non - verbal language)

      คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำเป็นภาษา

ซึ่งแฝงอยู่ในถ้อยคำกิริยาอาการต่าง ๆ

ตลอดจนสิ่งอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการ

แปรความหมายเช่นน้ำเสียง การตรงต่อ

เวลา การยิ้มแย้ม การสบตา การเลือกใช้

เสื้อผ้า ช่องว่างของสถานที่ กาลเวลา

การสัมผัส ลักษณะตัวอักษร เครื่องหมาย

วรรคตอน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ใช้

ถ้อยคำ แต่ก็สามารถสื่อความหมาย

ให้เข้าใจได้ในการสื่อสารมักมีอวัจนภาษา

เข้าไปแทรกอยู่เสมอ อาจตั้งใจหรือ

ไม่ตั้งใจก็ได้   

 

 

 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวัจนภาษาและ

    อวัจนภาษา 

     อวัจนภาษาไม่สามารถแยกเด็ดขาด

จากวัจนภาษา ผู้ส่งสารมักใช้วัจนภาษา

และอวัจภาษา มีความสัมพันธ์กันดังนี้

     1. ใช้อวัจนภาษาแทนคำพูด หมายถึง

การใช้อวัจนภาษาเพียงอย่างเดียว

     2. ใช้อวัจนภาษาขยายความ เพื่อให้

รับรู้สารเข้าใจยิ่งขึ้น เช่น พูดว่า "อยู่ใน

ห้อง" พร้อมทั้งชี้มือไปที่ ห้อง ๆ หนึ่ง

แสดงว่าไม่ได้อยู่ห้องอื่น

     3. ใช้อวัจนภาษาย้ำความให้หนักแน่น

หมายถึง การใช้อวัจนภาษาประกอบ

วัจนภาษาในความหมายเดียวกัน

เพื่อย้ำความให้หนักแน่นชัดเจน ยิ่งขึ้น

เช่นพูดว่า เสื้อตัวนี้ใช่ไหมพร้อมทั้งหยิบ

เสื้อขึ้นประกอบ

 

ทีีมา : http://human.tru.ac.th/elearning 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 13:45 น.