ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

องค์กรเอื้อการเรียนรู้ (Learning Organization) บูรณาการยุโรปให้เป็นหนึ่ง 3 ขั้นตอนที่ต้องเร่งแก้ไข (05/07/2555)
บูรณาการยุโรปให้เป็นหนึ่ง 3 ขั้นตอนที่ต้องเร่งแก้ไข (05/07/2555) PDF พิมพ์
ประชาคมอาเซียน - Learning Organization (LO)
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 05 กรกฏาคม 2012 เวลา 09:26 น.

         นอกจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปเมื่อสุดสัปดาห์จะคลอดแผนอัดฉีดกว่า 5 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปยอมผ่อนปรนให้มีการอัดฉีดเงินกู้ให้ภาคธนาคารได้โดยตรง และอีกสารพัดวิธีที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนโลก อีกหนึ่งการหารือในเวทีนี้ที่น่าจับตามองไม่แพ้กันก็คือ “แผนวิสัยทัศน์ยุโรป” ซึ่งจะเป็นการผ่าตัดปรับโครงสร้างยุโรปครั้งใหญ่ เพื่อนำไปสู่ยุโรปที่เป็น “หนึ่งเดียว” กันมากขึ้น และจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรอบที่ 2–3 หรือ 4 ตามมา

คำถามคือ การใช้สกุลเงินร่วมในปัจจุบัน ยังไม่ถือเป็นตลาดร่วมที่แนบแน่นพออีกหรือ

หากยังนึกภาพไม่ออกว่าแนบแน่นขึ้นแค่ไหน ก็ให้ลองนึกภาพในปี 2025 ซึ่ง อังเกลา แมร์เกิล ในฐานะประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นคนแรกของ “ยุโรป” กำลังพิจารณาวาระการประชุมที่อัดแน่นสำหรับการให้อำนาจรัฐสภายุโรปเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มี “กองทุนการเงินยุโรป” หรืออีเอ็มเอฟ เสนอให้เพิ่มสัดส่วนภาษีคาร์บอนและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหาเงินไปช่วยสมาชิกใหม่ๆ ที่เป็นกลุ่มประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน เช่น มอนเตเนโกร

มโนภาพเหล่านี้คือ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นภายใต้แผนวิสัยทัศน์ยุโรป หรือที่บางสื่อเรียกว่าเป็นแผน 10 ปีของยุโรป ซึ่งในความเป็นจริงนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักตามแผนที่วางไว้

เพราะการจะแก้วิกฤตการณ์หนี้ในภาพรวมตั้งแต่ฐานรากอย่างที่ถกกันมาหลายครั้งนั้น ไม่ใช่ปัญหาที่ “ตัวเงิน” เหมือนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากแต่เป็นปัญหาด้าน “การเมือง” ในแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งยากยิ่งกว่าการขอเงินภาษีจากรัฐสภาไปช่วยอุ้มกรีซหลายเท่าตัว โดยเฉพาะขั้นตอน 3 ประการ ได้แก่ การยินยอมมอบอำนาจอธิปไตยให้รัฐสภายุโรปมากขึ้น การผ่านด่านมหาอำนาจเยอรมนีและฝรั่งเศส และการหาผู้เชื่อมโยงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้

รอยเตอร์สได้ระบุไว้ว่า ภายใต้แผนวิสัยทัศน์ยุโรปซึ่งมีการหารือกันระหว่างประธานาธิบดีของ 4 บิ๊ก ประกอบด้วย เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน และบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรป อาทิ เฮอร์แมน แวน รอมพาย ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นั้น มีการหารือเรื่องการผ่าตัดยุโรปหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงการตั้งสหภาพธนาคารและสหภาพการคลัง ซึ่งอาจก้าวไกลไปถึงการตั้งเป็น “สำนักงานการคลังยุโรป” เพื่อออกพันธบัตรร่วมกัน

ทว่า ความท้าทายสำคัญที่หลายฝ่ายเห็นพ้องตรงกันก็คือ เพื่อให้แผนการระยะยาวเหล่านี้ประสบความสำเร็จ 27 ประเทศ ยุโรปจำเป็นต้อง “ยอมลดอำนาจอธิปไตย” ของแต่ละประเทศลงบางส่วน เพื่อมอบอำนาจอธิปไตยนั้นให้กับยุโรปส่วนกลางแทน เช่น สหภาพการคลังของยุโรปจะมีอำนาจเข้าตรวจสอบการผ่านร่างงบประมาณแผ่นดินของ 27 ชาติสมาชิก และมีสิทธิยับยั้งหากเห็นว่าร่างงบประมาณนั้นขาดดุลมากเกินไป จนอาจพอกพูนภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าแต่ละประเทศจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางการคลังลง เพิ่มเติมจากที่ปัจจุบันได้ยอมเสียอำนาจอธิปไตยทางการเงินบางส่วนไปให้กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในด้านของนโยบายอัตราดอกเบี้ยร่วมกันแล้ว

ปัจจุบันเริ่มมีบางประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางการคลังของยุโรปมากขึ้นแล้ว อาทิ โปรตุเกส เนื่องจากเป็นเงื่อนไขในการขอรับเงินกู้ 7.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.1 ล้านล้านบาท)

ขณะที่ประชาชนบางส่วนก็เริ่มยอมรับการให้อำนาจยุโรปมากขึ้น เช่น ฟรานซิสโก อัลเวส ดา ซิลวา ที่ปรึกษาด้านการควบรวมและซื้อกิจการ ในกรุงลิสบอน ซึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ยินดีที่จะจ่ายภาษีให้รัฐสภายุโรป หากเป็นไปตามหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตย หรือเป็นไปตามเงื่อนไขอันถูกต้องชอบธรรมที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกัน

โดยเฉพาะยุโรปจะต้องไม่เป็นแบบเดิมที่อำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ถูกจำกัดอยู่แค่ 2 มหาอำนาจ “เยอรมนี” และ “ฝรั่งเศส” เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติเดิมในเรื่องดังกล่าว ก็อาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องยากที่สุด ไม่แพ้การมอบอำนาจอธิปไตยให้รัฐสภายุโรปมากขึ้น เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ในยุโรปคือ ผู้มีอำนาจในการบริจาคเงินหรือปล่อยกู้มากที่สุด จึงย่อมมีเสียงดังที่สุดในการตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ ในสหภาพยุโรปตามไปด้วย

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังเชื่อด้วยว่า การผ่าตัดใหญ่เพื่อให้ยุโรปมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นตามแผนวิสัยทัศน์ 10 ปีนั้น จะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่กับว่าเยอรมนีจะเจรจาประนีประนอมกับฝรั่งเศสได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจุบันเยอรมนียังคงยึดมั่นในท่าทีเดิมที่ปฏิเสธ “การออกพันธบัตรยุโรป” หรือยูโรบอนด์ จนกว่าจะมีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรว่า บรรดาประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอจะยอมให้หน่วยงานกลางของยุโรป มีอำนาจเข้าควบคุมการผ่านร่างงบประมาณและการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ

ทว่า ในเรื่องเดียวกันนี้ฝรั่งเศสกลับคัดค้านอย่างแข็งกร้าว โดยย้ำว่าเยอรมนีต้องยอมร่วมหัวจมท้ายไปกับความรับผิดชอบร่วมกัน ด้วยการออกพันธบัตรยุโรปร่วมกันเสียก่อน จึงจะเป็นก้าวแรกของความจริงใจที่จะทำให้อีกหลายประเทศสมาชิกยอมมอบอำนาจอธิปไตยให้รัฐสภายุโรปมากขึ้น

ความเห็นต่างเรื่องการออกพันธบัตรยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเป็น “แหล่งเงินสำคัญที่สุด” ที่จะนำไปใช้ในการอุ้มประเทศที่มีปัญหาทางการเงิน และใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งกำลังขยับเข้าสู่ภาวะถดถอยกันเป็นวงกว้างนั้น นับว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดที่อาจทำให้การรวมยุโรปต้องล้มเหลว เมื่อเยอรมนีไม่กล้าเดิมพันเอาประเทศไปเสี่ยงออกพันธบัตรร่วมกับหลายๆ ประเทศที่เกิดปัญหา เพราะแม้จะช่วยยุโรปในภาพรวม แต่ชาวเยอรมันทั้งประเทศกลับต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนกู้ยืมและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเอง

ขณะเดียวกัน หากมองถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนี้จะพบด้วยว่า ฝรั่งเศสเองก็มีปัญหาในการผลักดันแผนยุโรปหนึ่งเดียวไม่แพ้เยอรมนี หลังจากที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากรัฐบาลพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้ายภายใต้การนำของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ นั้น ไม่นิยมการผูกติดอำนาจกับยุโรปส่วนกลาง ซึ่งเป็นฝ่ายขวาเสียเป็นส่วนใหญ่

ขณะเดียวกันความตกลงเพิ่มทุนเพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารที่ประสบปัญหาโดยตรง ซึ่งเป็นผลจากที่ประชุมอียูซัมมิตนั้น ก็ยังมีอีกขั้นตอนที่เป็นความท้าทายสำคัญคือ การหาคนกลางที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยปัจจุบันมีการมองกันว่าอาจเป็นหน้าที่ของอีซีบี อาทิ การตรวจสอบบรรดาธนาคารข้ามพรมแดนขนาดใหญ่ในยุโรป ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวยังถือเป็นเสาแรกของการนำไปสู่แผนการตั้งสหภาพธนาคาร ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในปลายปีนี้ตามเส้นตายที่มีการกำหนดกันไว้ ภายใต้แผนวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้ง 4 ประเทศ

การผ่าตัดใหญ่ยุโรปเพื่อให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการแก้วิกฤตการณ์หนี้อันเรื้อรังครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ตกลงกันได้ในเวทีเจรจาเพียงไม่กี่ครั้งภายในปีนี้ และน่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงว่า เหตุใดทั่วโลกจึงยังไม่สามารถวางใจปัญหาหนี้ยุโรปได้เสียที

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (วันที่ 5 กรกฎาคม 2555)