ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง การเลี้ยงผึ้งในสวนยาง
การเลี้ยงผึ้งในสวนยาง PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2011 เวลา 12:35 น.

การเลี้ยงผึ้งในสวนยาง

 


ผึ้ง เป็นแมลงที่คุ้นเคยกับมนุษย์มากที่สุด ผึ้งเป็นสัตว์ชนิดแรก ที่สอนให้มนุษย์รู้จักกับรสหวานตามธรรมชาติ สิ่งนั้นคือ น้ำผึ้ง นั้นเอง

หลักฐานทางโบราณคดี ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณรู้จักใช้คบไฟไล่ผึ้ง เพื่อเก็บน้ำผึ้งอย่างน้อยที่สุดก็เมื่อเวลาประมาณ 9,000 ปีล่วงมาแล้ว นับจากนั้นเป็นต้นมา ในขณะที่อารยธรรมของมนุษยชาติค่อยเจริญรุ่งเรืองขึ้น มนุษย์พยายามใช้ประโยชน์จากแมลงชนิดนี้มาตลอดเวลา

เชื่อกันว่าน้ำผึ้งเป็นอาหารให้ความหวานที่เก่าแก่ที่สุดชนิดเดียวก่อนที่มนุษย์จะรู้จักปลูกพืชเพื่อผลิตน้ำตาล เมรัย หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดแรกที่คนรู้จัก ได้มาจากการทำน้ำผึ้งให้เจือจางแล้วนำไปหมักด้วยเชื้อส่า ไขผึ้งถูกนำไปใช้ทำเทียนให้แสงสว่างในยามค่ำคืนมานานนับเป็นพันๆปีก่อนที่มนุษย์จะรู้จักใช้ตะเกียงน้ำมัน นอกจากนั้น ประวัติสาสตร์ยังระบุไว้ว่าในการรบพุ่งระหว่างบางชนชาติ ในสมัยโบราณกาลบางครั้งก็มีการใช้รังผึ้งทุ่มเข้าใส่หมู่ศัตรู ฯลฯ

 

ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิทยาการต่างๆมีผลทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เหินห่างจากธรรมชาติมากขึ้นทุกที แต่ความสำคัญของผึ้งที่มีต่อมนุษย์ชาตินั้นไม่ได้ด้อยลงไป ตรงกันข้าม ความรู้ทางชีววิทยาของผึ้ง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งมีผลทำให้บทบาทและความสำคัญของผึ้งที่มีต่อมนุษย์เพิ่มมากขึ้น น้ำผึ้งยังคงเป็นอาหารบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่ชนทุกเผ่าทุกภาษานิยมรับประทาน ความจำเป็นที่ต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อเลี้ยงประชากรโลก ทำให้วงการเกษตรกรรมต้องหันไปใช้ประโยชน์จากผึ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตด้วยการผสมเกสรพืชให้ติดผลติดเมล็ด ผึ้งกลายเป็นสัตว์ทดลองอย่างดี ที่ช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกของธรรมชาติที่ควบคุมระบบสังคมสัตว์ ฯลฯ

สังคมผึ้ง

สังคมผึ้ง จะมีการแบ่งเป็น 3 วรรณะ ซึ่งมีหน้าที่ต่างกันคือ

ผึ้งนางพญา

รังผึ้ง 1 รัง จะมีผึ้งนางพญาเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น มีหน้าที่ผสมพันธุ์เพื่อวางไข่ และควบคุมสังคมของผึ้งภายในรังให้อยู่ในสภาพปกติ ลักษณะของผึ้งนางพญาจะมีขนาดใหญ่และลำตัวยาวกว่าผึ้งทุกวรรณะ ความยาวปีกคลุมส่วนท้องได้ประมาณกึ่งหนึ่ง ลำตัวยาวรีมีขนอ่อนปกคลุมทั่วไป ผึ้งนางพญาที่อายุมากลำตัวจะเลี่ยนมัน เพราะเส้นขนหลุดร่วง

 



ผึ้งตัวผู้

 

 

1. ผึ้งนางพญา (Gyne)
2. ผึ้งตัวผู้(Drone)ู้ จะมีขนาดใหญ่และตัวอ้วนกว่าผึ้งนางพญาและผึ้งงาน แต่จะมีความยาวน้อยกว่าผึ้งนางพญา เราจะพบเห็นผึ้งตัวผู้ในรังผึ้ง ก็ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของรังผึ้งเท่านั้น ผึ้งตัวผู้เป็นผึ้งที่อ่อนแอไม่สามารถที่จะทำงานอะไรได้ แต่ภารกิจสำคัญของผึ้งตัวผู้คือมีหน้าที่ในการผสมพันธุ์ ซึ่งกระทำได้ครั้งเดียวในชีวิตก็จะตายในทันที

 

ผึ้งงาน

3. ผึ้งงาน (Worker bee) จะเป็นผึ้งเพศเมียทั้งหมดและมีจำนวนมากที่สุดในรัง ตัวมีขนาดเล็ก มีหน้าที่ในการหาอาหาร ป้อนอาหารผึ้งนางพญา ทำความสะอาดและป้องกันรัง ดังนั้น การที่รังผึ้งจะดำรงเป็นปกติได้ จำเป็นต้องมีผึ้งงานอยู่อย่างน้อยที่สุดจำนวนหนึ่งๆเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่างๆในสังคม เพื่อไม่ให้ภารกิจต่างๆของสังคมต้องหยุดชะงัก โดยธรรมชาติผึ้งงานจะมีอายุเพียงแค่ 7-8 สัปดาห์เท่านั้น



หน้าที่ของผึ้งแต่ละประเภท

ผึ้งนางพญา
  1. วางไข่
  2. ควบคุมสังคมให้อยู่ในสภาพสมดุลด้วยการผลิตสารเคมีออกมาแล้วปล่อยออกไปทั่วบรรยากาศภายในรัง
  3. ผสมพันธุ์
ผึ้งงาน
  1. สร้างและซ่อมแซมรวง รวมทั้งทำความสะอาดรัง
  2. หาอาหาร ได้แก่ เกสรและน้ำหวาน
  3. เก็บหาวัสดุอื่นๆเพื่อใช้ยามจำเป็น ได้แก่ น้ำและยางไม้
  4. ป้อนอาหารให้ผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้ และตัวอ่อนผึ้ง
  5. ป้องกันรัง
  6. ถ่ายทอดสารเคมีจากผึ้งนางพญาให้กระจายทั่วรัง
  7. ควบคุมอุณหภูมิภายในรัง
  8. ควบคุมอัตราวางไข่ของผึ้งนางพญา
ผึ้งตัวผู้
    ผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญาที่มาจากรังอื่นกลางอากาศ

ชนิดของผึ้ง

        ผึ้งในสกุล เอพีส เป็นผึ้งที่เก็บสะสมน้ำหวานปริมาณค่อนข้างมากในรัง มีทั้งหมดอยู่ 4 ชนิด ผึ้ง 3 ชนิดแรกได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งมิ้ม และผึ้งโพรง เป็นผึ้งพื้นเมืองในแถบเอเชียใต้ ส่วนผึ้งชนิดที่ 4 คือ ผึ้งพันธุ์ เป็นผึ้งพื้นเมืองของทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา

 1. ผึ้งหลวง (Apis dorsata F.) เป็นผึ้งพื้นเมืองชนิดหนึ่งของไทยและประเทศอื่นๆ ทางคาบสมุทรอินเดียและเอเซียอาคเนย์ มีขนาดตัวใหญ่ มีท้องเป็นปล้องสีเหลืองและดำ

ผึ้งหลวง

 

ผึ้งหลวงจะสร้างรังประกอบด้วยรวงเพียงรวงเดียวห้อยจากกิ่งไม้ หน้าผา หรือชายคาบ้าน รวงของผึ้งหลวงมีขนาดใหญ่ บางครั้งกว้างเกินกว่า 1 เมตร ประชากรส่วนใหญ่ของผึ้งงานของผึ้งหลวงทำหน้าที่ในการป้องกันรังด้วยการแขวนตัวเป็นม่านปกคลุมรัง

       ผึ้งหลวงเป็นผึ้งชนิดหนึ่ง ที่เราไม่สามารถนำมาเลี้ยงในภาชนะหรือเลี้ยงในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งได้ เพราะผึ้งงานของผึ้งหลวงจำเป็นที่จะต้องเห็นดวงอาทิตย์ หรือท้องฟ้าในขณะที่มันเต้นรำเพื่อที่จะส่งข่าวสารเรื่องตำแหน่งของอาหารได้อย่างถูกต้อง

 

2. ผึ้งมิ้ม (Apis florea F.) แบ่งออกเป็นผึ้งมิ้ม และผึ้งมิ้มเล็ก

 มีขนาดตัวเล็กกว่าผึ้งหลวงและผึ้งโพรง ขนาดของลำตัวใหญ่กว่าแมลงวันบ้านเล็กน้อย มีท้องปล้องแรกสีเหลือง ที่เหลือเป็นปล้องสีดำสลับขาวชัดเจน พบอยู่ทั่วไป ชอบตอมขนมหวาน

 

ผึ้งมิ้ม
 
 
ผึ้งมิ้ม
 
ผึ้งมิ้มเป็นผึ้งที่สร้างรังประกอบด้วยรวงเพียงรวงเดียว รูปทรงกลมหรือรี ขนาดรังไม่ใหญ่นัก แขวนห้อยอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ อยู่กลางแจ้งในธรรมชาติ ประชากรส่วนใหญ่ขิงผึ้งงานในรังผึ้งมิ้มจะถูกใช้ในการป้องกันรักษารัง ด้วยการแขวนตัวมันติดกันเป็นแผงคลุมรวงผึ้งทั้งรวง มีผึ้งงานส่วนน้อยเท่านั้นที่ออกไปหาอาหาร ทำให้ผลผลิตน้ำผึ้งต่อรังมีน้อย

ผึ้งมิ้มเป็นผึ้งอีกชนิดที่มนุษย์ไม่สามารถนำมาเลี้ยงในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้ง เพราะต้องอาศัยดวงอาทิตย์ในการส่งข่าวสารเช่นเดียวกันกับผึ้งหลวง

 ผึ้งมิ้มเล็ก จัดเป็นผึ้งที่เล็กที่สุดในโลก มีท้องปล้องแรกสีดำ ส่วนท้องปล้องที่เหลือเป็นสีขาวสลับดำเป็นผึ้งที่หายาก พบเฉพาะในบริเวณป่าละเมาะใกล้ภูเขาเท่านั้น

 

ผึ้งมิ้มเล็ก

ลักษณะรังมีชั้นเดียวบอบบางและเล็กกว่ารังของผึ้งมิ้ม คือ มีขนาดเท่าผ่ามือผู้ใหญ่เท่านั้น ผึ้งมิ้มเล็กมักจะปกปิดรังของมันอยู่ในซุ้มไม้และกิ่งไม้เพื่อพรางตาป้องกันศัตรูเหมือนกับผึ้งมิ้ม แต่ปกปิดมิดชิดกว่า บางท้องถิ่นเรียกว่า "ผึ้งม้าน" ผึ้งมิ้มเล็ก เป็นผึ้งที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ เพราะมีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในประเทศไทย เนื่องจากเป็นผึ้งที่ไม่ดุและต่อยไม่ เจ็บปวดเหมือนผึ้งชนิดอื่นๆ จึงถูกล่าตีหรือเผารังเพื่อนำน้ำผึ้งมากินได้ง่าย

3. ผึ้งโพรง (Apis cerana F.) หรือ ผึ้งโพรงไทย มีขนาดตัวใหญ่กว่าผึ้งมิ้มแต่เล็กกว่าผึ้งหลวง ลำตัวมีสีน้ำตาลสลับเหลืองเป็นปล้อง ๆ ที่ท้อง

 ผึ้งโพรง

ผึ้งชนิดนี้ในธรรมชาติ จะทำรังด้วยการสร้างรวงซ้อนกันเป็นหลืบๆ อยู่ในโพรงไม้ หรือ โพรงหิน ที่มีปากทางเข้าค่อนข้างเล็ก แต่ภายในมีที่กว้างพอให้ผึ้งสร้างรวงได้ ทำให้ผึ้งโพรงกลายเป็นผึ้งเลี้ยงของเอเซีย แต่ผึ้งโพรงมีข้อเสีย คือ ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่เก็บสะสมน้ำผึ้งไว้ในรังในปริมาณน้อย และมีพฤติกรรมที่มักจะทิ้งรังไปหาที่อยู่ใหม่ ถ้าในบริเวณที่ตั้งของรังเดิมมีสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารขาดแคลน มีโรค ฯลฯ

4. ผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera F.) หรือ ผึ้งโพรงฝรั่ง คือ ผึ้งพื้นเมืองของทวีปแอฟริกาและยุโรป มีพฤติกรรมในการทำรังเช่นเดียวกับผึ้งโพรง คือ ทำรังเป็นรวงซ้อนกันเป็นหลืบๆ อยู่ภายในโพรงไม้ธรรมชาติ

 

ผึ้งพันธุ์

เนื่องจากผึ้งพันธุ์เป็นผึ้งที่มีการสะสมปริมาณน้ำผึ้งไว้ในรังจำนวนมาก อีกทั้งยังมีพฤติกรรมในการทิ้งรังได้อยากกว่าผึ้งโพรง จึงเป็นผึ้งที่นิยมเลี้ยงในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งมากกว่าผึ้งโพรง

รวงผึ้ง (Comb)

รวงผึ้ง

รวงผึ้ง (Comb) คือ สิ่งที่แม่งานสร้างจากไขผึ้ง เพื่อเป็นที่ให้ผึ้งนางพญาวางไข่ที่จะ พัฒนาผ่านขั้นตอนต่างๆของขบวนการเจริญเติบโตจนกลายเป็นผึ้งตัวเต็มวัย อีกทั้งรวงผึ้งยังเป็นที่ซึ่งผึ้งงานใช้เก็บสะสมอาหารอันได้แก่ เกสรและน้ำผึ้งด้วย รวงผึ้งแต่ละรวงประกอบด้วย หลอดรวงรูป 6 เหลี่ยมด้านเท่า สร้างติดต่อกันเป็นแนว หลักสำคัญที่ทำให้กิจกรรมการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ได้ถูกพัฒนารุดหน้าไป ก็เพราะมนุษย์สามารถชักนำให้ผึ้งสร้างรวงภายในกรอบไม้หรือคอนที่แขวนเรียงกันอยู่ในหีบเลี้ยง ซึ่งเป็นภาชนะที่ออกแบบขึ้นเป็นที่อาศัยของผึ้ง

 มีลักษณะเป็นช่อง 6 เหลี่ยมซึ่งผึ้งสร้างจากไขผึ้ง เพื่อเป็นที่สำหรับให้ผึ้งนางพญาวางไข่ และเป็นที่อยู่ของตัวอ่อนที่ฟักจากไข่ ได้แก่ ตัวอ่อนของผึ้งงาน และผึ้งตัวผู้ หลอดรวงจำนวนหนึ่งถูกใช้เป็นที่เก็บสะสมน้ำผึ้งและเกสร ส่วนหลอดรวงที่เป็นที่อยู่ของตัวอ่อนของผึ้งนางพญานั้นรูปทรงยาวรี ผิวขรุขระคล้ายเมล็ดถั่วลิสงที่ไม่ได้ปอกเปลือก หลอดรวงเก็บน้ำผึ้งจะอยู่บนสุด เราเรียกว่า หัวรวงหรือหัวน้ำผึ้ง

 น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

1.น้ำผึ้ง (Honey)

 

หลอดรวง (cells)

คำจำกัดความของน้ำผึ้ง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากรวงผึ้ง เกิดขึ้นจากการที่ผึ้งงานบินไปดูดน้ำต้อยจากต่อมน้ำหวานของต้นพืช หรือน้ำหวานที่ผลิตออกมาโดยแมลงจำพวกเพลี้ย แล้วนำกลับมาสะสมไว้ในรังผึ้ง ทำการบ่มจนของเหลวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมี มีความเข้มข้นสูงจนในที่สุดจะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ร้อยละ 20 ของน้ำหนัก และไม่ควรสูงกว่านั้น มีปริมาณแร่ธาตุ ไวตามิน และกรดอะมิโนอยู่ในจำนวนน้อย

ตารางแสดงแสดงองค์ประกอบพื้นฐานของน้ำผึ้ง
ตารางแสดงองค์ประกอบพื้นฐานของน้ำผึ้ง

ในขบวนการเก็บน้ำหวานจากธรรมชาติ ผึ้งงานจะดูดน้ำหวานสะสมไว้ภายในตัวมัน ในอวัยวะที่เรียกว่า "กระเพาะน้ำหวาน" เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่แปรสภาพไปเป็นถุง โดยในแต่ละเที่ยวบิน ผึ้งงานจะดูดน้ำหวานจากดอกของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

ผึ้งงานจะมีระบบประสาทสัมผัสที่มีประสิทธิภาพ สามารถรับรู้ความแตกต่างในเรืองความหวานของน้ำหวานจากดอกไม้ต่างชนิดกันได้ ถ้าในอาณาเขตบริเวณที่ผึ้งงานหากิน มีพืชมากกว่า 1 ชนิด ผึ้งงานจะบินไปหากินกับพืชดอกที่มีความหวานมากกว่า เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการหาอาหาร เพราะว่าการบินออกหาอาหารผึ้งงานต้องใช้พลังงานซึ่งเกิดจากการเผาผลาญน้ำผึ้งหรืออาหารสำรองไปส่วนหนึ่ง ดังนั้นถ้ามันดุดน้ำหวานที่มีคุณภาพสูง ก็จะได้ผลคุ้มในแง่ของพลังงานที่อยู่ในรูปของน้ำหวานที่เก็บมาได้ และในการบ่มน้ำหวานนั้นให้เข้มข้นจนกลายเป็นน้ำผึ้ง ผึ้งงานในรังก็จะสูญเสียพลังงานเป็นส่วนน้อยในการทำให้น้ำระเหยออกจากน้ำหวาน แต่ถ้าน้ำหวานที่ดูดมามีคุณภาพด้อย คือความหวานเจือจาง ผึ้งงานต้องใช้พลังงานมากในการที่จะทำให้น้ำหวานนั้นระเหยน้ำออกไปจนเข้มข้นกลายเป็นน้ำผึ้ง

 

ความแตกต่างของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชอาหาร

น้ำหวานที่ผึ้งปล่อยออกมาจากต่อมน้ำหวานของพืชแต่ละชนิดจะมีรส กลิ่น สี แตกต่างกันออกไปเฉพาะตัว น้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวจากรังผึ้งในแต่ละสถานที่ แต่ละช่วงเวลา เราสามารถจำแนกได้ว่าน้ำผึ้งนั้นมาจากพืชอาหารชนิดใดได้ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งจากดอกส้ม น้ำผึ้งจากดอกลำไย ฯลฯ

 นอกจากนี้ น้ำผึ้งจากดอกไม้ต่างชนิดกัน มีองค์ประกอบของน้ำตาลแตกต่างกันไปด้วย สัดส่วนของน้ำตาลเลวูโลส น้ำตาลเดกโทรส น้ำตาลมอลโทส และน้ำตาลชนิดอื่นจะผิดแผกกัน ซึ่งอาจมีผลถึงความแตกต่างด้านคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำผึ้ง เช่นน้ำผึ้งจากดอกไม้บางชนิดอาจตกผลึกได้ยาก เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย แต่น้ำผึ้งบางชนิดตกผลึกได้ง่ายเมื่อกระทบความเย็น เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ เป็นต้น

 

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี

 

น้ำผึ้งที่ดีจะต้องเป็นน้ำผึ้งที่ผ่านกรรมวิธีเก็บจากรังผึ้งอย่างถูกต้อง โดยจะต้องเป็นน้ำผึ้งที่ได้รับการบ่มจนข้นได้ที่แล้ว และผ่านขบวนการเก็บที่สะอาด ปราศจากการ สิ่งเจือปนต่างๆ จากชิ้นส่วนรังผึ้ง และจากตัวผึ้งซึ่งจะพิจารณาดูได้จากลักษณะของน้ำผึ้งซึ่งจะต้องข้น มีความหนืดพอสมควร ไม่ว่าน้ำผึ้งนั้นจะมีสีเข้มหรือสีอ่อน แต่จะต้องเป็นสีใสไม่ขุ่นทึบ ที่ผิวของน้ำผึ้งที่บรรจุอยู่ภายในภาชนะควรปราศจากฟองอากาศ และต้องไม่มีเศษซากวัสดุต่าง ๆ แขวนลอยอยู่ การที่น้ำผึ้งมีฟองอากาศอยู่มาก และมีลักษณะเหลว ถ้าเปิดภาชนะดมดูมีกลิ่นบูดเปรี้ยวแสดงว่าน้ำผึ้งนั้นบูดแล้ว โดยามีเชื้อส่าทำปฏิกิริยาเปลี่ยนน้ำผึ้งบางส่วนไปเป็นแอลกอฮอล์ เห็นได้ชัดจากฟองอากาศที่มีอยู่มากบริเวณของน้ำผึ้ง ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของส่านั้นเอง น้ำผึ้งที่ดีควรมีรสหวาน หอม ไม่ขมเฝื่อน ไม่มีรสหรือกลิ่นไหม้ที่แสดงว่าน้ำผึ้งนั้นได้รับความร้อนสูงเกินไปในขบวนการเก็บหรือบรรจุ

 

 

ในบางครั้ง น้ำผึ้งที่ดีแต่ถูกเก็บไว้นานในที่เย็น หรือน้ำผึ้งจากดอกไม้บางชนิดอาจตกผลึกเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ ก็อย่าเข้าใจผิดว่าน้ำผึ้งนั้นเสีย ซึ่งสามารถแก้ไขให้กลับคืนสภาพเดิมได้ง่าย โดยนำภาชนะที่บรรจุน้ำผึ้งที่ตกผลึกนั้นไปแช่ในอ่างน้ำอุ่น ผลึกน้ำผึ้งก็จะละลาย แต่ผู้บริโภคบางรายนิยมรับประทานน้ำผึ้งที่ตกผลึก เพราะมีรสชาติอีกแบบหนึ่งต่างหาก และง่ายต่อการตักรับประทาน ด้วยไม่ค่อยจะหกหรือหยดเรี่ยราด จนถึงกับทำให้บางบริษัทผลิตน้ำผึ้งในรูปของน้ำผึ้งครีมหรือน้ำผึ้งที่ตกผลึกแล้วจำหน่าย

 

2. ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง (wax) ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง

เป็นสารที่มีคุณสมบัติทางเคมีเป็นไข ผลิตจากต่อมไข (wax gland) ซึ่งมีอยู่ 4 คู่ ซ่อนอยู่ภายในปล้องท้องด้านล่างของผึ้งงาน ผึ้งงานตัวเต็มวัยจะมีต่อมไขนี้เจริญดีสุดเมื่ออายุประมาณ 2 อาทิตย์ โดยที่มันจะผลิตไขผึ้งออกมาในรูปของเกล็ดบางๆสีขาวบริสุทธิ์เหมือนน้ำนม ผึ้งงานใช้เล็ดไขผึ้งนี้ในการสร้าง ซ่อมแซม และปิดฝาหลอดรวง โดยใช้ขาหลังคู่เกี่ยวเกล็ดไข และส่งผ่านไปยังขาคู่หน้าซึ่งป้อนเกล็ดไขสู่กรามผึ้ง ผึ้งงานใช้กรามเคี้ยวและตกแต่งเกล็ดไขในการสร้างรวงรัง ที่ผ่านมา ปริมาณความต้องการของไขผึ้งในตลาดโลกมีแต่จะสูงขึ้น และทำให้ราคาไขผึ้งสูงขึ้นไปด้วย ราคาของไขผึ้งจะสูงกว่าราคาของน้ำผึ้ง

3. เกสร (pollen)

เกสร

 

เกสรดอกไม้จัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเทียบยาไทยและยาจีนแผนโบราณมานานแล้ว ไม่มีแมลงชนิดใดที่มีสมรรถนะเก็บเกสรดอกไม้ได้ดีเท่าผึ้งและแมลงพวกภมร เพราะแมลงเหล่านี้ อาศัยเกสรเป็นอาหารที่ให้โปรตีน ควบคู่กับที่อาศัยน้ำหวานเป็นอาหารที่ให้พลังงาน ผึ้งงานมีทั้งระบบประสาท อวัยวะ และพฤติกรรมที่เก็บเกสรได้อย่างดี โดยที่เกสรที่ผึ้งงานเก็บจากดอกไม้ จะถูกปั้นเป็นก้อนกลม 2 ก้อน ห้อยติดมากับขาคู่หลังของผึ้งข้างละก้อน รูปแบบของเกสรดอกไม้ที่มีขายทั่วไปในตลาดโลก มักจะเป็นก้อนเกสรบรรจุอยู่ในตลับ หรือภาชนะบรรจุชนิดอื่นๆ โดยขายเป็นกรัมหรือเป็นปอนด์ ซึ่งผู้บริโภคอาจตักรับประทานโดยตรง หรือใช้ผสมกับอาหารอย่างอื่น บางทีก็มีขายในรูปแคปซูล แบบเม็ดยาหรือวิตามิน

 

4. โรยัลเยลลี่ (royal jelly)

คืออาหารสำหรับตัวอ่อนของผึ้ง ผลิตขึ้นในต่อมพี่เลี้ยง (Nurse glands) คู่หนึ่งซึ่งอยู่ในส่วนหัวของผึ้งงาน ต่อมนี้จะเจริญได้ดีในผึ้งงานตัวเต็มวัยที่มีอายุประมาณ 5-15 วัน ทำหน้าที่ผลิตสารที่มีสีขาวครีม ลักษณะคล้ายๆ กับครีมนม หรือ แป้งเปียกข้นๆ

โรยัลเยลลี่

ผึ้งงานในวัยที่เป็นผึ้งพี่เลี้ยง หลังจากกินและย่อยเกสรแล้ว จะผลิตสารนี้ในต่อมพี่เลี้ยงแล้วขับออกมาทางปาก ป้อนให้กับตัวอ่อนของผึ้งงานและตัวอ่อนผึ้งตัวผู้ ส่วนตัวอ่อนของผึ้งนางพญานั้นจะได้รับอาหารชนิดนี้อย่างมากจนเกินพอ ทำให้ตัวอ่อนของนางพญาผึ้งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้พัฒนาทางสัณฐานวิทยาและทางสรีระผิดไป นอกจากนี้โรยัลแยลลี่ยังเป็นอาหารที่บรรดาผึ้งงานป้อนให้กับผึ้งนางพญาในตัวเต็มวัยด้วย เพราะเป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน และผึ้งนางพญาจำเป็นต้องได้รับอาหารโปรตีนตลอดเวลา เพื่อเสริมโปรตีนที่ต้องใช้ในการผลิตไข่

ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของอาหารตัวอ่อน พบว่ามี ไวตามินบีอยู่ค่อนข้างสูง และมีวิตามินซีและไวตามินดีอยู่บ้างแต่ขลาดแคลนไวตามินอี ที่สำคัญคือ ไม่พบว่ามีสารใดที่มีคุณสมบัติรักษาโรค แต่พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้บางชนิด จากการวิเคราะห์ดังกล่าวทำให้องค์การอาหารและยา รวมทั้งสมาคมแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ไม่พร้อมที่จะรับว่าโรยัลแยลลี่มีคุณสมบัติเป็นยา หรือมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค</p>

อย่างไรก็ตาม มีผู้บริโภคในเอเชียบางประเทศ ยังคงเชื่อว่า โรยัลแยลลี่สามารถบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ เป็นสารกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ สารเสริมความงาม ยับยั้งรอยเหี่ยวย่นขิงผิวหนัง ฯลฯ ทำให้ราคาที่จำหน่ายอยู่นั้นค่อนข้างสูงมากทีเดียว

5.นมน้ำผึ้ง (honey royal jelly)

นมน้ำผึ้ง

 

เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและยาชนิดใหม่ ที่ผสมโรยัลแยลลี่ ด้วยน้ำผึ้ง นมน้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง และราคาแพงมากในประเทศจีน คุณสมบัติของนมน้ำผึ้งมีลักษณะคล้ายครีม ผสมปนในน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง และมีรสหวานแหลม

 








ประวิทย์ เอมโอษ เกษตรกรชาวสวนยางพาราแห่งบ้านคลองไส ต.คลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา จะมีรายได้หลักจากอาชีพทำสวนยางพารา แต่ก็พยายามหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

เลี้ยงผึ้งหลวง ในสวนยางพารา

ด้วยการเลี้ยงผึ้งในสวนยาง โดยเริ่มจากมีโอกาสอบรมวิธีการเลี้ยงผึ้งหลวงจากกรมส่งเสริมการเกษตรที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงผึ้งหลวง

จากนั้นจึงลองนำมาเลี้ยงดูเพื่อจะเป็นอาชีพเสริม แต่ไปไม่รอด ผึ้งตายหมด จากนั้นจึงทดลองนำผึ้งจากธรรมชาติที่จับได้มาเลี้ยงอีกครั้ง โดยนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมในครั้งนั้นมาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยง ปรากฏว่ากลับไปได้ดี น้ำผึ้งที่ได้รสชาติไม่ต่างจากน้ำผึ้งจากป่าธรรมชาติ ลุงประวิทย์บอกว่า เลี้ยงผึ้งหลวงในสวนยางนี้มาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว ผมเป็นคนแรกของที่นี่นะ ที่เลี้ยงผึ้งในสวนยางพารา ตอนนี้ก็เริ่มมีการเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะไม่ต้องทำอะไรมากแค่สร้างรังให้มันอยู่เท่านั้นก็พอ ถึงเวลาก็จับ เพื่อเอาน้ำผึ้ง ปกติจะจับปีละครั้ง คือเดือน 5 เพราะน้ำผึ้งเดือน 5 รสชาติหอมหวานเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ตอนนี้ก็ใกล้จะจับแล้วล่ะ ขณะที่ลุงแกก็ได้ชี้ให้ดูผึ้งที่บินว่อนอยู่ใกล้รัง เหมือนไม่ต้องการให้ใครเข้าไปใกล้

บนพื้นที่เกือบ 20 ไร่ภายในสวนยางพาราเต็มไปด้วยรังผึ้งกว่า 50 รังที่ตั้งเรียงรายสลับฟันปลาตามแนวระหว่างร่องสวนยาง โดยมีระยะห่างแต่ละรังประมาณ 30 เมตร ส่วนสาเหตุที่มีการสร้างรังให้ห่างกันก็เพราะว่าไม่ต้องการให้ผึ้งแย่งอาหาร และกัดกัน ผึ้งจากธรรมชาติเลี้ยงง่าย เกือบไม่ต้องดูแลทำอะไรมาก เพราะผึ้งธรรมชาติโดยปกติจะหาอาหารเก่งอยู่แล้ว ที่สำคัญผึ้งเหล่านี้จะไม่ค่อยเปลี่ยนที่อยู่บ่อย เมื่ออยู่รังไหนก็จะอยู่รังนั้นตลอดไป แม้จะจับไปกี่ครั้งก็ตาม ส่วนวิธีการจับก็จะใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันผึ้งต่อย สำหรับการสร้างรังที่อยู่อาศัยของผึ้งนั้นก็จะใช้วัสดุง่ายๆ แผ่นไม้กระดานมาประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยม กว้าง 1×2 เมตร วางตั้งบนเสาสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร

เลี้ยงผึ้งหลวง ในสวนยางพารา

ลุงประวิทย์เผยต่อว่า สำหรับการให้น้ำผึ้งนั้น แต่ละรังจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ขวด สนนในราคาจำหน่ายอยู่ที่ขวดละ 300 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ และขณะนี้กำลังจะขยายรังผึ้งเพิ่มให้เต็มพื้นที่สวนยางพารา นอกจากนี้ยังเตรียมการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งใน สวนยางอย่างครบวงจรให้ผู้สนใจมาศึกษาเรียนรู้อีกด้วย

ด้าน อิสม่าแอ ยืนยง ประธานชมรมท่องเที่ยวบ้านคลองเคียน ในฐานะผู้ประสานงานโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืนขององค์การ บริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหรืออพท.(องค์การ มหาชน) กล่าวเสริมว่า การเลี้ยงผึ้งในสวนยางพาราของคุณประวิทย์ เอมโอษ ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของชมรมท่องเที่ยวบ้าน คลองเคียน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้การเลี้ยงผึ้งในสวนยางพาราของชาวบ้านในต.คลองเคียน เริ่มมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายกันมากขึ้น โดยใช้ต้นแบบการเลี้ยงมาจากของคุณประวิทย์นี่แหละ ในอนาคตก็จะมีการส่งเสริมการเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเป็นรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้เป็นอย่างดี เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา รองลงมาทำประมงพื้นบ้านและให้บริการนำเที่ยว” ประธานชมรมเผยข้อมูล

การเลี้ยงผึ้งในสวนยางพารา นับเป็นอีกทางเลือกของชาวบ้านในการมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ โดยที่เกือบจะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก สนใจเยี่ยมชมการเลี้ยงผึ้งในสวนยางพาราเป็นหมู่คณะ ติดต่อได้ที่ประธานชมรมท่องเที่ยวบ้านคลองเคี่ยน 08-4744-1679  ได้ตลอดเวลา

พิษของยาฆ่าแมลงต่อผึ้ง
 


 

ยาฆ่าแมลงก่อให้เกิดปัญหาความเป็นพิษอย่างรุนแรงต่อผึ้งมากที่สุด ผึ้งในธรรมชาติตายไปมากมายจนนับจำนวนไม่ได้เพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในประเทศไทยเนื่องจากคนใช้ยาฆ่าแมลงไม่เคยคิดเลยว่ายาฆ่าแมลงไม่เคยคิดเลยว่ายาฆ่าแมลงที่ใช้นั้นมีพิษต่อผึ้งที่มีประโยชน์ของเรา ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด คือ ผึ้งหลวงซึ่งเคยมีเป็นจำนวนมากในชนบท ในสวนและในไร่นา ปัจจุบันเหลือผึ้งหลวงมาเกาะทำรังน้อยลงทุกปี ผึ้งเลี้ยงในประเทศไทยนั้นตายลงเพราะพิษยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก จากการสำรวจผู้เลี้ยงผึ้ง ๒๐ รายในจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีผู้เคยประสบปัญหาผึ้งพันธุ์ที่เลี้ยงได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงตายถึง ๑๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๙๐
ปัญหาความเป็นพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อการเลี้ยงผึ้งพันธุ์มีทางแก้ไขได้ ถ้าเกษตรกรและผู้เลี้ยงผึ้งให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของนักวิชาการเลี้ยงผึ้งจากกรมส่งเสริมการเกษตร
อุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งเป็นของใหม่ในประเทศไทย ดังนั้นผู้เลี้ยงผึ้ง จะต้องพยายามสนใจและทำความเข้าใจในเรื่องสารเคมีที่เป็นพิษต่อผึ้ง เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขให้ทันท่วงที
อย่างไรก็ดี อันตรายจากสารเคมีที่มีพิษต่อผึ้งในประเทศไทยยังมีปัญหาน้อยมากเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ เนื่องจากเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี ยังไม่นิยมการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงผึ้งปฏิบัติตามคำแนะนำและหาวิธีการป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่มีพิษต่อผึ้งได้อย่างถูกต้อง อุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะพัฒนามากขึ้นตามลำดับนั้น คงจะมีอนาคตแจ่มใสมากขึ้น

 

ขั้นตอนการจับผึ้งโพรงมาเลี้ยง
 

 

เมื่อเรามีสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ การเตรียมอุปกรณ์ ที่จำเป็นในการเลี้ยงผึ้ง ได้แก่ หีบเลี้ยงผึ้ง คอน แผ่นรังเทียม กล่องนางพญา หมวกคลุมศีรษะ ซึ่งมีผ้าตาข่ายข้างหน้ากันผึ้งต่อย เหล็กงัดรัง มีด ค้อน ตะปู และเลื่อย เป็นต้น
ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือ การจับผึ้งมาเลี้ยงก่อนที่จะจับผึ้งต้องสำรวจดูว่ามีผึ้งอยู่ที่ใดบ้างและจับได้ง่าย ไม่ควรอยู่สูงจนเกินไป การจับผึ้งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
๑. เตรียมอุปกรณ์จังผึ้ง ไดแก่ หีบจับผึ้ง (๑๐x๑๒x๑๐ ลูกบาศก์นิ้ว) ซึ่งมีถุงตาข่ายปลายเปิดติดอยู่ด้านล่าง หมวกตาข่ายกันผึ้งต่อย กาบมะพร้าว ไม้ขีดไฟ สิ่ว ค้อน และตะปู
๒. เมื่อพบรังผึ้งซึ่งอยู่ในโพรง สำรวจรูทางเข้าออกของผึ้ง ถ้ามี ๒ ทางให้ปิดเหลือเพียงรูเดียว จากนั้นเจาะรูทางเข้าออกให้กว้างพอสำหรับมือที่จะล้วงเข้าไปอย่างสะดวก ข้าควรระวังในขณะที่เจาะขยายทางเข้าออก ควรสวมหมวกตาข่ายและอุดรูทางเข้าออกไว้ด้วย เพราะแรงสั่นสะเทือนขณะที่เจาะจะทำให้ผึ้งทหารที่เฝ้าหน้ารังเข้าโจมตีคนจับผึ้งได้
๓. ค่อย ๆ เปิดรูทางเข้าออกที่เจาะไว้ จุดไฟที่กาบมะพร้าวให้มีแต่ควันไฟ เพื่อไล่ผึ้งให้ขึ้นไปอยู่เหนือโพรงให้หมด จากนั้นดึงรวงผึ้งออก มาพร้อมกับใช้ควันไล่ผึ้ง ถ้ามีผึ้งติดรวงรังออกมาควรตรวจดูให้ดี อย่าให้นางพญาหลุดหนีออกไปในขณะที่ดึงรวงผึ้งออกมาเป็นอันขาด ถ้านางพญาหนีหายไป การจับผึ้งรังนั้นเป็นอันไร้ผลเพราะการจับผึ้งไปโดยไม่มีนางพญาจะไม่สามารถเลี้ยงสำเร็จได้เลย ถ้าพบนางพญาให้จับใส่ในกล่องขังนางพญาทันที
๔. เมื่อดึงรวงผึ้งออกหมดแล้ว ใช้มือหรือไม้สอดเข้าไปในโพรงเพื่อวัดความสูงของโพรงแล้วเจาะรูเล็ก ๆ ประมาณ ๒x๒ ตารางนิ้ว ให้พอดีกับความสูงของโพรง จากนั้นเอาหีบจับผึ้งแขวนไว้เหนือรู โดยให้ถุงตาข่ายซึ่งติดอยู่ใต้หีบคลุมปิดปากรูอย่างมิดชิด
๕. ใช้ควันรมที่ปากรูใหญ่ทางด้านล่างอีกครั้ง ฝูงนี้จะหนีควันออกทางรูบนเข้าสู่หีบจับผึ้งตรวจดูในโพรงอีกครั้งว่าไม่มีผึ้งหลงเหลืออยู่แล้วจึงผูกปากถุงให้แน่นโดยที่ประชากรผึ้งทั้งรั้งอยู่ในหีบ
๖. นำหีบจับผึ้งกลับไปเพื่อย้ายเข้าสู่หีบเลี้ยงมาตรฐาน โดยนำรวงผึ้งที่ดึงออกมาจากรังเดิมมาตัดให้พอดีกับขนาดคอน พยายามเลือกรวงผึ้งที่มีหลอดรวงตัวอ่อนของผึ้งระยะดักแด้มาก ๆ เมื่อวัดและตัดรวงผึ้งได้ขนาดแล้ว นำคอนมาทาบให้เส้นลวดทับรวงผึ้งจากนั้นใช้มีดคม ๆ กรีดตามรอยเส้นลวดให้ลึกประมาณครึ่งหนึ่งของความหนาของรวงผึ้งตามรอยเส้นลวดทั้งสามเส้นใช้มือกดเส้นลวดให้ฝังลึกลงไปในรวงผึ้ง ใช้เชือกเส้นเล็ก ๆ ผูกรวงผึ้งให้ติดกับคอน แล้วแก้เชือกออกในวันที่สาม นำกล่องที่ขังนางพญามาผูกติดกับคอน ในกรณีที่นางพญาอยู่ในหีบจับผึ้งอยู่แล้ว ให้ผ่านขั้นตอนนี้ไปได้เลย
๗. นำหีบจับผึ้งไปใส่ในหีบเลี้ยง เปิดปากถุงให้ผึ้งออกไปหานางพญาและห่อหุ้มรวงรังปิดฝาหีบเลี้ยงทิ้งไว้ ๑ คืน และเปิดปากรังตอนเช้าให้ผึ้งบินออกหาอาหารตามปกติ
อนึ่ง การจับผึ้งควรจับในตอนเย็น ๆ เพราะมีประชากรผึ้งเกือบทั้งหมด เมื่อนำผึ้งไปใส่ในหีบเลี้ยงเป็นเวลามืดพอดี ตอนเช้าผึ้งก็จะออกหาอาหารตามปกติ แต่สถานที่เลี้ยงผึ้งควรห่างจากที่จับผึ้งอย่างน้อย ๓ - ๕ กิโลเมตร มิฉะนั้นผึ้งจะบินกลับไปรังเดิมอีก

 

การบริหารงานเลี้ยงผึ้ง

หลังจากจับผึ้งโพรงจากธรรมชาติมาเลี้ยงแล้วก็ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพภายในรังสัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง ดังนี้
๑. ตรวจดูการวางไข่ของนางพญาว่าปกติดีหรือไม่ สม่ำเสมอเพียงใด
๒. ตรวจดูอาหารภายในรัง ถ้าขาดน้ำหวานหรือเกสรควรให้น้ำเชื่อมหรือเกสรเทียม (แป้งถั่วเหลือง) แก่ผึ้งที่จับมาเลี้ยง เพราะถ้าผึ้งขาดอาหารมันจะหนีรังทันที
๓. ถ้าในรังมีปริมาณผึ้งมาก ควรเสริมคอนติดแผ่นรังเทียมและให้น้ำเชื่อมเพื่อให้ผึ้งสร้างหลอดรังเพิ่มขึ้น
๔. ตรวจดูหลอดรวงนางพญาที่เกิดตามธรรมชาติ ถ้าพบให้รีบทำลาย เพื่อป้องกันผึ้งแยกรังเพราะผึ้งโพรงไทยมีพฤติกรรมแยกรังง่ายกว่าผึ้งโพรงฝรั่ง
ศัตรูของผึ้งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น คางคก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า มด และนก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการกำจัดศัตรูเหล่านั้น และ ถากถางบริเวณที่ตั้งรังให้สะอาด ไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม ใช้ผ้าชุบน้ำมันพันรอบขาตั้งหีบเลี้ยงผึ้งกันมด ศัตรูของผึ้งที่เป็นอันตรายมากก็คือ ยาฆ่าแมลง อาจทำให้ผึ้งตายหมดรังได้ ป้องกันโดยย้ายหีบเลี้ยงผึ้งไปตั้งไว้ที่อื่นชั่วคราว
การจัดให้ผึ้งโพรงไทยเก็บน้ำผึ้ง สามารถนำหลักการของผึ้งโพรงฝรั่งมาใช้ได้ เช่น การนำผึ้งโพรงไปเก็บน้ำผึ้งในสวนผลไม้ อาทิเช่น ในสวนเงาะ สวนลิ้นจี่ สวนลำไย และสวนมะพร้าวในฤดูดอกไม้บาน เป็นต้น

 

การเก็บน้ำผึ้ง
 
การเก็บน้ำผึ้งออกจากรังทำได้โดยการสลัดน้ำผึ้ง ขั้นตอนในการสลัดน้ำผึ้งออกจากรัง มีดังนี้
๑. ยกคอนที่มีน้ำผึ้งมากและมีตัวอ่อนของผึ้งน้อยหรือไม่มีเลย เขย่าคอนให้ผึ้งหลุดจากคอนจนหมด
๒. ใช้มีดบางแช่น้ำร้อนปาดแผ่นไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงน้ำผึ้งในคอนออกให้หมด
๓. นำไปใส่ในถึงสลัดน้ำผึ้ง ถ้าไม่มีถังสลัดอาจทำได้โดยนำตะแกรงลวดห่าง ๆ มาประกบติดคอนน้ำผึ้งทั้งสองด้านก่อนที่จะสลัด แล้วนำภาชนะที่มีขนาดโตกว่าคอนผึ้งมาไว้รองรับน้ำผึ้งยกคอนขึ้นในแนวระดับแล้วสลัดอย่างแรงให้น้ำผึ้งตกลงในภาชนะ จากนั้นนำน้ำผึ้งที่ได้ไปกรอบด้วยผ้าขาวบาง ตั้งทิ้งไว้ให้ฟองอากาศลอยขึ้นแล้วจึงบรรจุใส่ขวดปิดฝาให้สนิท
สำหรับรวงผึ้งที่สลัดน้ำผึ้งออกแล้วสามารถนำกลับไปใช้ได้อีกการคัดเลือกรังผึ้ง

 

หลักในการคัดเลือกรังผึ้งมีอะไรบ้าง

หลักในการคัดเลือกรังผึ้ง จะต้องเป็นรังผึ้งที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
๑. มีผึ้งนางพญาที่มีอายุน้อย มีประสิทธิภาพการวางไข่สูง และอายุการวางไข่นาน
๒. มีผึ้งงานที่ขยันหาอาหารทั้งน้ำหวานและเกสร
๓. มีผึ้งที่ไม่ดุ
๔. มีผึ้งที่ปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อมได้ดีไม่หนีรังง่าย
๕. มีผึ้งที่มีความต้านทานต่อโรคและศัตรูได้ดี


 

บรรณานุกรม

  • พงศ์เทพ อัครธนกุล. ว่าด้วยผึ้งและการเลี้ยงผึ้ง. บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช; จังหวัดกรุงเทพฯ, พิมพ์ครั้งที่ 3; พ.ศ. 2534
  • www.inbalancemagazine.com/ issue43/images/honey.jpg
  • www.home.t-online.de/home/udo.graesser/ royal.htm
  • www.madhavahoney.com/ images/pollen.jpg
  • www.pensplus.org/images/ auto/wax-1.jpg
  • www.royalqueenbee.com/images/ New/royalhoneyblend-2
  • www.wbu.com/edu/ images/bee.gif
  • www.pnl.gov/nsd/commercial/ rftags/market.html
  • www.nz.sun.com/news/onsun/2002-09/ hive_activity.html
  • www.englishplants.co.uk/
  • www.applejacks.ws/ beecloseup.jpg
  • www.insectsafari.com/insectid/ newimages/bee.jpg
  • www.naturalself.com/bee.jpg
  • www.naturalinquirer.usda.gov/ natinqhome1.htm จัดทำโดย นายเอกชัย เย็นสุข เลขประจำตัวนิสิต 45091402
  • แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2011 เวลา 12:59 น.