ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานยางพารา แนวโน้มราคายางช่วงที่เหลือของปี 2554 :ผันผวนตามการเข้าซื้อของจีน...คาดราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับ 120-130 บาท/กก.
แนวโน้มราคายางช่วงที่เหลือของปี 2554 :ผันผวนตามการเข้าซื้อของจีน...คาดราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับ 120-130 บาท/กก. PDF พิมพ์
ตลาดยางพารา - การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของราคายางพารา
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 07 มิถุนายน 2011 เวลา 13:16 น.

แนวโน้มราคายางช่วงที่เหลือของปี 2554 :ผันผวนตามการเข้าซื้อของจีน...คาดราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับ 120-130 บาท/กก.

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย   

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2011 เวลา 22:00 น.

          ราคายางในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 14-17 มีนาคม 2554 ราคายางปรับตัวลดลงอย่างมาก หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 และราคาน้ำยางสด ตลาดหาดใหญ่ทำสถิติสูงถึง 180.18 บาท/กก. และ 154.87 บาท/กก. หลังจากนั้นราคาก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 14 มีนาคม ราคาลดลงแรงติดต่อกันประมาณ 3 วัน หลังจากการเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่น โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 และราคาน้ำยางสดลดลงไปอยู่ที่ระดับ 105 บาท/กก.และ 97 บาท/กก. แต่ในวันที่ 17 มีนาคม กลับปรับตัวขึ้นกลับไปอยู่ในระดับ 151.09 บาท/กก. และ 106 บาท/กก. และคาดว่ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 3/54 โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่ปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดลดลงจากการเข้าสู่ฤดูการยางผลัดใบสำหรับประเทศไทย และสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยสำหรับอินโดนีเซีย รวมทั้งคาดการณ์ว่าจีนจะกลับเข้ามาซื้อยาง อันเป็นผลจากสต็อกยางของจีนเริ่มลดลง ซึ่งการเข้ามาซื้อยางของจีนนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้ราคายางในประเทศมีแนวโน้มผันผวนขึ้นลงตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้

           อย่างไรก็ตาม ในข่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งช่วงฤดูการผลิตยางของไทย ราคาอาจจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากมีผลผลิตเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ทั้งปี 2554 น่าจะยังอยู่ในระดับ 120-130 บาท/กก. เมื่อเทียบกับปี 2553 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3-17.3  ราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงตันเดือนมีนาคม มีสาเหตุมาจาก
          • ประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ คือ จีนและอินเดียชะลอการซื้อยาง โดยจีนเร่งซื้อยางเก็บเข้าสต็อกก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน(ต้นเดือนกุมภาพันธ์) หลังจากนั้นก็ชะลอการซื้อเพื่อรอดูราคา โดยในระหว่างนั้นจีนนำยางในสต็อกออกมาใช้  เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 33.7 ของมูลค่าการส่งออกยางทั้งหมดของไทย ดังนั้น การชะลอการซื้อยางของจีน ส่งผลให้ราคายางในตลาดระดับต่างๆ ของไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
           • เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและบางประเทศในแอฟริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ต่ำกว่าการคาดการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยกังวลว่าส่งผลกระทบให้ความต้องการยางอาจจะไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากนัก
          • เหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อราคายาง เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความต้องการยาง โดยผู้ผลิตรถยนต์สำคัญของญี่ปุ่น คือ โตโยต้า นิสสัน และฮอนด้าในญี่ปุ่นหยุดการผลิตชั่วคราว โดยญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกยางที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากจีน และมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 16.0 ของมูลค่าการส่งออกยางทั้งหมดของไทย

        อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ราคายางเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น จากการที่ตลาดคลายความวิตกเนื่องจากผลกระทบจากญี่ปุ่นไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวล ดังนั้น คาดการณ์ว่าราคายางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงในช่วงไตรมาส 3/54 เนื่องจาก
       •ปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลง อันเป็นผลมาจากการเข้าสู่ช่วงฤดูยางผลัดใบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายน แม้ว่าในช่วงแรกเกษตรกรยังคงเร่งกรีดยาง เนื่องจากราคายางอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนของราคายางคาดว่าจะส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนชะลอการกรีดยาง ทั้งนี้เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของต้นยาง
            • สต็อกยางของจีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากจีนชะลอการซื้อยางหลังจากเทศกาลตรุษจีน และหันไปใช้สต็อกยางเพื่อการผลิตแทน โดยในวันที่ 21 มีนาคม สต็อกลดลงเหลือ 44,608 ตัน หรือลดลงร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับระดับ 44,608 ตัน ในวันที่ 14 มีนาคม ทำให้คาดการณ์ว่าในระยะ 2-3 เดือนนี้จีนจะกลับเข้ามาซื้อยาง ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางฟื้นตัวดีขึ้น
           • ถ้าปัญหาการหยุดสายการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นไม่ยืดเยื้อ ก็จะส่งผลให้ความต้องการยางเพื่อป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแนวโน้มราคายางในช่วงที่เหลือของปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าราคายางแผ่นรมควันและน้ำยางสดจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากคาดการณ์ว่าในปี 2554 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ในขณะที่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4 นอกจากนี้ บริษัท ร่วมทุนยาง(ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) มีแนวโน้มจะร่วมมือกันพยุงราคายางไม่ให้ต่ำกว่า 120 บาท/กก. โดยการชะลอการส่งออกยางเพื่อดึงราคายางในตลาดโลกให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ 
           • มาตรการของรัฐบาลจีนที่ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ ตั้งแต่ต้นปี 2554 รัฐบาลจีนยกเลิกการใช้นโยบายกระตุ้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ เช่น ยกเลิกการใช้นโยบายอุดหนุนเพื่อสนับสนุนยอดขายรถในพื้นที่ชนบท การสนับสนุนการเปลี่ยนรถเก่ากับรถใหม่ ปรับเพิ่มอัตราภาษีซื้อรถยนต์ขนาดเล็ก การที่รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองใหญ่ๆของจีนมีนโยบายเข้มงวดกับการให้สินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหาจราจร และการจำกัดโควตาการออกแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ใหม่ให้เหลือเพียงปีละ 240,000 คัน หรือเดือนละ 20,000 คัน  ซึ่งมีการคาดหมายกันว่านโยบายดังกล่าว จะส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ของจีนในปี 2554 มีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ 15 เทียบกับในปี 2553 ที่อัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 30 ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณความต้องการใช้ยางของจีน และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคายางในตลาโลก เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้ใช้ยางอันดับหนึ่งของโลก
           • การแข่งขันในตลาดจีน 
           ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อจีนกลับเข้ามาซื้อยางอีกครั้ง จีนจะเลือกซื้อยางจากประเทศใด เนื่องจากการนำเข้ายางของจีน ทั้งยางธรรมชาติและยางคอมปาวน์ แม้ว่าจีนจะยังคงนำข้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ จีนเริ่มชะลอการนำเข้าจากไทย และหันไปนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากนักลงทุนจีนเข้าไปร่วมลงทุนปลูกยางในเวียดนาม และส่งผลผลิตกลับไปที่จีน โดยจะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวของปริมาณการนำเข้าจากเวียดนามขยายตัวถึงร้อยละ 79.8 ในขณะที่ปริมาณการนำเข้าจากไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกยางของไทยยังมีความได้เปรียบในเรื่องราคาเฉลี่ยส่งออกยางที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในจีน นอกจากนี้ ยางธรรมชาติที่ไทยส่งออกมีทั้งยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น ในขณะที่ประเทศคู่แข่งเน้นการส่งออกยางแผ่นรมควันเป็นหลัก

            alt

สำหรับยางคอมปาวน์ซึ่งขยายตัวอย่างมากในปี 2552 จากการที่จีนลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางเหลือร้อยละ 0 ตามกรอบข้อตกลง FTA อาเซียนจีนก่อนที่จะถึงกำหนดในปี 2553 ทำให้ในช่วงครึ่งหลังปี 2552 ผู้ส่งออกยางของไทยมีการปรับตัวโดยการหันไปผลิตยางคอมปาวน์ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ยาง แทนการผลิตยางแท่ง ซึ่งถือว่าเป็นยางแปรรูปขั้นต้น ในปี 2553 ทั้งปริมาณและมูลค่านำเข้ายางคอมปาวน์จากไทยนั้นมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากฐานที่สูงในปี 2552 อย่างไรก็ตาม ตลาดยางคอมปาวน์ในจีนนับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่คาดว่าการแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรง จากประเทศคู่แข่งสำคัญทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากราคาเฉลี่ยส่งออกของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าประเทศคู่แข่ง กล่าวคือ ในปี 2553 ราคาเฉลี่ยนำเข้าจากไทยอยู่ในระดับ 3,190.84 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่ราคาเฉลี่ยนำเข้าจากเวียดนามอยู่ในระดับ 2,833.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน อินโดนีเซีย 3,124.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน และมาเลเซีย 3,178 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน        

 alt         โดยสรุปราคายางที่ดิ่งลงอย่างมากในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2554 เนื่องจากการชะลอการซื้อของตลาดจีนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้เพื่อรอดูทิศทางของราคายาง และจีนหันไปใช้ยางในสต็อกแทน รวมทั้งความวุ่นวายในตะวันออกกลางและแอฟริกา ที่ส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น สร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ยาง อย่างไรก็ตาม ภัยพิบัติในญี่ปุ่น ที่ส่งผลให้โรงงานผลิตรถยนต์สำคัญต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อราคายาง แต่หลังจากภาวะตื่นตระหนกคลายลง ราคายางก็ดีดกลับขึ้นมาสู่ภาวะปกติ ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ราคายางในช่วงที่เหลือของปี 2554     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 3/54 โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่ปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดลดลงจากการเข้าสู่ฤดูการยางผลัดใบสำหรับประเทศไทย และสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยสำหรับอินโดนีเซีย รวมทั้งคาดการณ์ว่าจีนจะกลับเข้ามาซื้อยาง อันเป็นผลจากสต็อกยางของจีนเริ่มลดลง ซึ่งการเข้ามาซื้อยางของจีนนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้ราคายางในประเทศมีแนวโน้มผันผวนขึ้นลงตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในข่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งช่วงฤดูการผลิตยางของไทย ราคาอาจจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากมีผลผลิตเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ทั้งปี 2554 น่าจะยังอยู่ในระดับ 120-130 บาท/กก. เมื่อเทียบกับปี 2553 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3-17.3
             ประเด็นที่ยังต้องติดตาม คือ มาตรการของรัฐบาลจีนที่ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้จีนมีความต้องการยางลดลง และการกลับเข้ามาซื้อยางอีกครั้งของจีน จีนจะเลือกซื้อจากประเทศใด เนื่องจากการแข่งขันในตลาดจีน มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งมีนักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนปลูกยางในเวียดนาม และราคาเฉลี่ยนำเข้ายางจากไทยอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะยางคอมปาวน์

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 07 มิถุนายน 2011 เวลา 13:29 น.