ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

โครงสร้างตลาดยางพาราไทย เทคโนโลยีกับการผลิตยางธรรมชาติของไทย
เทคโนโลยีกับการผลิตยางธรรมชาติของไทย PDF พิมพ์
ตลาดยางพารา - โครงสร้างตลาดยางพาราไทย
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 07 มิถุนายน 2011 เวลา 11:10 น.

เทคโนโลยีกับยางธรรมชาติสามารถแบ่งได้ 3 ข้อคือ

  1. เทคโนโลยีที่ช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ยางทำให้ยางสามารถให้น้ำยางมากขึ้น ต้านทานโรคได้มากขึ้น เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ยางทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำอันดับ 1 ในการผลิตยางธรรมชาติของโลกทั้งๆที่เนื้อที่เพาะปลูกยางธรรมชาติของไทยมีเพียง 1.43 ล้านเฮกตาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีถึง 3.37 ล้านเฮกตาร์
  2. เทคนิคการกรีดเพื่อให้ได้น้ำยาง (tapping) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม เกษตรกรชาวสวนยางในไทยยังคงใช้เทคนิคเดิมในการกรีดยางและใช้แรงงานคนงานในการกรีดยาง ทำให้ไทยซึ่งมีความได้เปรียบมาเลเซียซึ่งมีประชากรน้อยกว่า ซึ่งหันไปให้ความสนใจในการผลิตน้ำมันปาล์มมากกว่า
  3. เทคนิคการแปรรูปน้ำยางเป็นยางแผ่นดิบยังคงใช้แบบเดิมที่ใช้น้ำกรดเพื่อให้น้ำยางแข็งตัว จากนั้นก็นำไปรีดเป็นยางแผ่นและผึ่งให้แห้งเพื่อเตรียมรมควันหรือขายให้กับพ่อค้าต่อไป

จากการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกยางเช่นนี้ทำให้ไทยยังคงเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติชั้นนำของโลกต่อไป

การแปรรูปและค้ายาง

       โครงสร้างตลาดยางพาราไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักเหมือนกับตลาดข้าว จากการที่เกษตรกรไทยเป็นสวนขนาดเล็กกระบวนการค้ายางเริ่มจากพ่อค้าท้องถิ่นรับซื้อยางแผ่นดิบหรือน้ำยางจากเกษตรกร จากนั้นก็จะขายต่อเป็นทอดๆ  และนำไปรมควัน และขายให้กับบริษัทรับซื้อซึ่งจะเป็นบริษัทผู้ส่งออกหรือนำไปขายในตลาดกลางยางพาราที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการจัดตั้งขึ้น การส่งออกยางเดิมจะเป็นการค้าผ่านนายหน้าในสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันจะเป็นการค้ายางโดยตรงระหว่างผู้ส่งออกชาวไทยกับผู้นำเข้ามากขึ้น ประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน จากการที่ไทยผลิตยางแผ่นรมควันชั้น 3 มากแต่สหรัฐฯและญี่ปุ่นต้องการยางที่มีลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยมมากกว่าเนื่องจากขนส่งง่ายโดยใช้รถยกในขณะที่จีนมีแรงงานมากและใช้แรงงานคนแบกหามได้ เมื่อประเทศไทยส่งออกยางแผ่นรมควันชั้น 3 บางครั้งจึงต้องมีการอัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าการอัดเบลล์ที่มีน้ำหนักก้อนละ 111.11 กิโลกรัม เพื่อให้สะดวกต่อการใช้รถยก ผู้ส่งออกจึงต้องทำหน้าที่แปรรูปยางตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศด้วย

ทำไมตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเลือกยางแผ่นรมควันชั้น 3

     ไทยสามารถผลิตยางแผ่นรมควันชั้น 3 ได้มากที่สุดและมีปริมาณการซื้อขายมาก เก็บรักษาง่าย สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก มีมาตรฐานที่ชัดเจน คือมาตรฐาน GREENBOOK ที่เป็นมาตรฐานของ International Standards of Quality and Packing for Natural Rubber Grades (IRQPC) ที่ใช้ทั่วไปในวงการค้ายางทั้งในและต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านปริมาณการผลิต และสามารถใช้เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ยางชนิดอื่น ๆ ในการประกันความเสี่ยงได้ และยางพาราสามารถออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี การที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่ไม่เลือกยางแท่งทีเอสอาร์เข้ามาทำการซื้อขาย เนื่องจากยางแท่งทีเอสอาร์มีต้นทุนการผลิตสูงจากการนำยางคุณภาพต่ำหรือเศษยางผ่านกระบวนการให้เป็นยางที่มีมาตรฐาน ซึ่งผู้ผลิตรายย่อยที่จะเข้าซื้อขายกับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าไม่สามารถทำได้โดยสะดวก ถ้าต้องการแปรรูปเป็นยางแท่งทีเอสอาร์ ผู้ผลิตยางแผ่นรมควันชั้น 3 ผู้ส่งออกยังสามารถนำยางแผ่นรมควันชั้น 3 แปรรูปไปเป็นยางแท่งได้ง่าย นอกจากนี้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์เข้ามาซื้อขายล่วงหน้า ถ้าเป็นยางแท่งเกษตรกรไม่สามารถเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าได้ การเลือกยางแผ่นรมควันชั้น 3 จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับยางพาราสามารถเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยงได้ การส่งออกยางพารา

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับการประกันความเสี่ยงยางพารา

     ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าย่อมมีความสำคัญต่อเกษตรกร ผู้ส่งออกยางพารา ในด้านของการลดความเสี่ยงด้านราคายางพาราในอนาคตเพื่อที่จะตัดสินใจในการประกอบการที่ถูกต้อง เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในด้านที่ว่า ผู้ส่งออกลดภาระความเสี่ยงส่งผลให้ต้นทุนการตลาดต่ำลงเป็นการช่วยยกระดับระดับราคาแก่เกษตรกรได้ ผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์จากตลาดล่วงหน้าคือการลดความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

      ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกตกลงขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ล่วงหน้าให้กับผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศโดยมีนัดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ที่ราคา 35 บาทต่อกิโลกรัม แต่ตอนตกลงขายยางนั้นผู้ส่งออกไม่มียางอยู่ในมือเลย แต่คาดว่าราคายางที่ซื้อในประเทศในเวลาใกล้การส่งมอบยางตามสัญญาแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศจะราคาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 35 บาท ผู้ส่งออกสามารถลดความเสี่ยงโดยการซื้อยางจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่มีกำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ราคา 34 บาทต่อกิโลกรัมเพื่อที่จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศ

     แต่ในสถานการณ์จริงผู้ส่งออกอาจจะไม่ได้รอเพื่อรับมอบยางแผ่นรมควันชั้น3 จากตลาดล่วงหน้าเนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น ค่าขนส่งยางแผ่นรมควันชั้น3 ไปให้ผู้ส่งออกอาจจะสูงกว่าถ้าซื้อยางแผ่นรมควันชั้น3 ในตลาดจริงในแถบภาคใต้ที่สามารถส่งลงเรือที่ท่าเรือสงขลาและมีราคาถูกกว่าซื้อจากตลาดล่วงหน้า และรู้จักวิธีการขนส่งที่ถูกกว่า

     ดังนั้นเมื่อใกล้กำหนดส่งมอบผู้ส่งออกจะหาซื้อยางจากตลาดจริง สมมติว่าในเดือนกุมภาพันธ์ผู้ส่งออกสามารถซื้อยางในตลาดจริงราคา 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคายางในตลาดล่วงหน้านั้นจะเท่ากับ 37 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ส่งออกจะซื้อยางในตลาดจริงและขายยางในตลาดล่วงหน้า ดังนั้นพันธะที่ต้องส่งมอบยางของผู้ส่งออกในตลาดล่วงหน้านั้นจะถูกหักล้าง (offset)หมดไป ผู้ส่งออกจึงไม่ต้องส่งมอบหรือรับสินค้าจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่ในแง่ของกำไรขาดทุนนั้นไม่ได้หักล้างกัน ผู้ส่งออกซื้อในตลาดล่วงหน้าราคา 34 บาท แต่ขายในราคา 37 บาท ฉะนั้นจึงได้กำไรในตลาดล่วงหน้า 3 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะเดียวกันจะขาดทุนในตลาดจริง บาทเพราะซื้อในตลาดจริง(ในประเทศ) 37.50 บาท และขายในตลาดจริง(ส่งออก) 35 บาท

     จากกรณีนี้จะเห็นว่าผู้ส่งออกจะขาดทุนในตลาดจริงแต่กำไรในตลาดล่วงหน้าสุทธิเท่ากับ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ถ้าผู้ส่งออกให้คู่สัญญาในตลาดส่งมอบผู้ส่งออกอาจจะต้องเสียค่าขนส่งมากกว่าหรือได้ยางที่มีคุณภาพไม่ตรงตามที่ตลาดต้องการก็ได้ จากตัวอย่างนี้แสดงว่าการเข้ามาประกันความเสี่ยงในตลาดล่วงหน้าสามารถช่วยผู้เข้ามาใช้บริการของตลาดล่วงหน้าในการประกันความเสี่ยงได้