ระบบจัดการความรู้ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง พืชคลุมดินตระกูลถั่ว (มูคูนา) PDF พิมพ์
การปลูกยางพารา - การปลูกสร้างสวนยางพารา
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2011 เวลา 10:02 น.

มูคูนา: พืชคลุมดินตระกูลถั่ว

          พืชคลุมดินตระกูลถั่วที่นิยมใช้ปลูกระหว่างแถวยางพาราในอดีต ไล่เรียงมา ตั้งแต่ เพอราเรีย เซนโทรซีมา คาลาโปโกเนียม และซีรูเลียม แต่ละชนิดต่างมีข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย แตกต่างกันไป อย่างเช่น  เพอราเรีย มีเถาใหญ่ ใบใหญ่และหนา โตปานกลาง ทนร่มเงา แต่ไม่ทนแล้ง เซนโตรซีมา ใบเล็ก เถาโปร่ง โตช้า แต่อยู่ได้นาน ระบบรากลึก ขึ้นได้ในสภาพร่มเงา  คาโลโปโกเนียม ใบใหญ่ ชอบฝนตกชุก ไม่ชอบน้ำขัง ไม่ทนสภาพร่มเงา แต่โตเร็วมาก สามารถคลุมเต็มพื้นที่ได้รวดเร็ว ภายในเวลา ๕ – ๖ เดือน ดังนั้นการใช้คลุมดินให้เกิดประสิทธิภาพสูง จึงแนะนำให้ผสมเมล็ดทั้ง ๓ ชนิด ปลูกร่วมกัน 

        ซีรูเลียม เหมาะสำหรับปลูกในท้องที่แห้งแล้ง เมล็ดงอกยาก ช่วงปีแรกโตช้า ทนสภาพแล้ง ทนร่มเงา ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะคลุมพื้นที่ได้เต็ม

       มูคูนา อินเดียนิยมใช้ปลูกในสวนยางพารามานานแล้ว แต่เป็นพืชคลุมดินตระกูลถั่วชนิดใหม่ล่าสุดที่นิยมใช้กับสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย โคลอมเบีย และอเมริกาใต้ ไม่เกินทศวรรษนี้เอง   มูคูนา ที่ใช้ในปัจจุบันมีอยู่ ๓ สายพันธุ์ ด้วยกัน  ได้แก่

          มูคูนา พรูริเอนส์(Mucuna pruiens) หรือหมามุ่ย  ฝักงอน ซึ่งเป็นพืชล้มลุก ตายภายในปีเดียว

          มูคูนา โคชินไชเนนซิส (Mucuna cochinchinensis) ซึ่งเป็นพืชล้มลุก ตายภายใน ๖ – ๗ เดือน มีใบ และเมล็ด ใหญ่ กว่า มูคูนา แบรคทีเอทา ( Mucuna bracteata) หรือ หมามุ่ยน้อย ซึ่งเป็นพืชคลุมดินอายุข้ามปี และมีคุณสมบัติดีเด่นหลายประการ      มากกว่าพืขคลุมที่นิยมใช้มาก่อนหน้านี้

         มูคูนา แบรคทีเอทา ( Mucuna bracteata) มีถิ่นกำเนิดบริเวณทริพูลา ( Tripula ) แถบเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ ระหว่างเส้นรุ้ง ๒๑.๕ – ๒๙.๕ องศา และระหว่างเส้นแวง ๘๕.๕ – ๙๗.๕ องศา ตะวันออก อุณหภูมิ ระหว่าง ๑๐ – ๓๕ องศาเซลเซียส มีปริมาณฝนตกปีละ ๑,๘๑๑ – ๒๘๕๕ มิลลิเมตร ซึ่งขณะนี้เป็นแหล่งเดียวที่พบว่าสามารถออกดอกแล้ว ติดฝัก ติดเมล็ดได้มากพอปลูกเป็นการค้าได้นอกจากนี้มีรายงานการพบเห็นในบังคลาเทศ จีน เกาะไหหลำ ลาว พม่า ไทย เวียตนาม และหมู่เกาะอันดามัน

ลักษณะของส่วนต่างๆ

 

        มูคูนา แบรคทีเอทา เป็นไม้เถาเลื้อย อายุข้ามปี เจริญเติบโตเร็ว หลังปลูก ๖ เดือน สามารถทอดยอดไปได้ไกลถึง ๑๐ เมตร และภายใน ๙ –๑๐ เดือนสามารถ  เจริญครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง ๒๐ ตารางเมตร  เถา มีขนาดใหญ่ ลำเถาเกลี้ยง ช่วงระหว่างข้อยาวประมาณ ๒๕ ๓๐ เซนติเมตร ยอดอวบใหญ่ แตกยอดครั้งละจำนวนมาก ใบ เป็นช่อแบบ 3 ใบย่อย ช่อใบออก  

 

      มูคูนา พรูริเอนส์  เรียงสลับ ทรงใบย่อยรูปไข่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบเรียวแหลม สีใบเขียวเข้ม ท้อง ใบอ่อนสีเทาอมแดง ผิวใบแก่หรือใบ ด้านล่างๆ มีขนมากสีเทา ขนาดใบยาว ประมาณ ๒๐ – ๒๕ เซนติเมตร กว้าง ประมาณ ๑๐ – ๑๔ เซนติเมตร ใบมี ความอ่อนไหวกับความเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิมาก ไม่ว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น หรือ ลดลง ใบจะหุบ ราก เป็นระบบรากลึก รากหลักลึก ประมาณ ๒ ๓ เมตร จึงช่วยทำให้ดินชั้น ล่างร่วนซุยได้จากการชอนไชของราก ทั้งช่วยดึงธาตุอาหารจากชั้นดินล่าง มา ปลดปล่อยยังชั้นดินบนในรูปมวลชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ รากมีปมรากมาก เมื่อมีอายุมากจะ มีสีคล้ำดำ ขนาดใหญ่ประมาณ ๐.๒ – ๒ เซนติเมตร จึงมีปริมาณแบคทีเรียและรา ที่ช่วยตรึงไนโตรเจน และย่อยสลาย ฟอสเฟท ให้อยู่ใน รูปที่พืชใช้ประโยชน์ มาก ดอก แบบดอกถั่วสีม่วงเข้มเกือบดำ มีขนาดใหญ่ ออกรวมกันเป็นช่อห้อยลง ดอกยาวประมาณ ๔ เซนติเมตร กลีบคู่ใน ยาวกว่ากลีบคู่ นอก กลีบรองดอกมี ๕ กลีบ สีเขียวอ่อน ปลาย กลีบอมม่วง มีขนสีทอง จำนวนมาก หลุดร่วงง่าย ขน ลักษณะรูปเข็ม ปลายงอ กลับ จึงแทงติดผิวหนังได้ง่าย เมื่อสัมผัส ทำให้เกิดอาการคัน ดอกมีกลิ่นเหมือนเนื้อเน่า เพื่อดึงดูดแมลงให้มาผสมเกสร และพบว่ามีเพียงแตนเท่านั้นที่วนเวียนมาดอมดมดอก ไม่มีแมลงชนิดอื่นเลย แตนจึงอาจเป็นแมลง เพียงชนิดเดียวที่ช่วยผสมพันธุ์ให้มูคูนา ฝัก เป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวเรียบมีขนสีเหลืองทองคลุมแน่น เมล็ด มีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วดำ อาจกลมหรือแบนแล้วแต่ความ สมบูรณ์ เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง เช่นเดียวกับซีรูเลียม น้ำหนักเมล็ดประมาณ ๙๙ – ๑๙๐ มิลลิกรัม มากประสิทธิภาพ 

       จากลักษณะที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่ามูคูนา แบรคทีเอทา มีลักษณะที่เหมาะสม   ต่อการใช้คลุมดิน ในสวนยางพารา สวนปาล์ม น้ำมัน สวนไม้ผล และคลุมผืนดิน ใกล้แหล่งน้ำ ป้องกันการชะล้าง และพังทลายของดินได้เป็นอย่างดี ด้วย คุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวหลายประการ ดังนี้

   -  เจริญเติบโตรวดเร็วมาก สามารถคลุมพื้นที่ได้หมดภายในเวลาไม่นาน หากเลือกใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม

   -  ปลูกง่าย ใช้ต้นพันธุ์น้อย

   -  ระบบรากลึก จึงช่วยพลิกความอุดมสมบูรณ์ดินจากชั้นล่างขึ้นมายังชั้นบน ทั้งช่วยให้ดินชั้นล่างที่แน่นทึบโปร่งขึ้น

   -  ทนสภาพแล้ง ได้นานถึง ๔เดือน และสามารถขึ้นได้ดีในสภาพร่มเงา

   -  เถาแข็งแรง สามารถคลุมพื้นที่ได้หนา๑ เมตร จึงควบคุมวัขพืชได้ดี โดยเฉพาะหญ้าคา และไม้พุ่มเตี้ย

   -  สามารถตรึงไนโตรเจนได้สูงถึงร้อยละ ๗๐ ของปริมาณที่พืชใช้ กับมี แบคทีเรียที่ย่อยสลายฟอสเฟท จึงช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินได้สูง

   -  ให้ปริมาณซากหรือมวลชีวภาพสูง คลุมดินได้หนาถึง ๔๐ เซนติเมตร สูงกว่าพืชคลุมชนิดอื่น ประมาณ ๓ เท่า หลังปลูก ๒ ปี ในพื้นที่สภาพดินทั่วไป ๑ ไร่ ให้น้ำหนักเถาแห้ง๐.๙ ตัน รากและปมราก ๐.๔ ตัน ต้น และใบ ๐.๔๘ ต้น รวมมวลชีวภาพทั้งหมด ๑.๗๘ตัน ซึ่งประกอบด้วยฟอสฟอรัส ๓.๐๔ กิโลกรัม โพแทสเซียม ๒๔.๔๘กิโลกรัม และแมกนีเซียม ๒.๘๘ กิโลกรัม แต่ หากปลูกในพื้นที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง จะได้มวลชีวภาพทั้งหมด เพิ่มเป็น ๓.๐๔ตัน

  -  ช่วยลดอุณหภูมิดิน และกักเก็บความชื้นไว้ในดินได้นานกว่าพืชคลุมอื่น เนื่องจากคลุมดินได้หนาและแน่น

  -  มีสารประกอบฟีนอลสูง จึงช่วยป้องกันแมลง และปศุสัตว์เข้าทำลายได้เป็นอย่างดี

  -  มีความทนทานต่อแมลงศัตรู และโรค รวมถึงปศุสัตว์ เช่น วัว ควาย ไม่ชอบกิน เนื่องจากมีสารประกอบฟีนอลอยู่ในตัวสูง

  -  ใช้แรงงาน และสารเคมีน้อย เนื่องจากสามารถควบคุมวัชพืชได้เร็ว

  -  ป้องกันการชะล้างและพังทลายของดินได้มีประสิทธิภาพ ด้วยระบบรากที่ลึกและแข็งแรง ระยะปลูกที่ใช้ ระยะปลูกที่แนะนำในมาเลเซีย คือระยะ ๔ และ ๖ เมตร ปลูกกึ่งกลางระหว่าง แถวยาง

 คุณภาพเมล็ดต้องเลือกซื้อ

       คุณภาพเมล็ดที่ใช้ มีผลต่อการงอก แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท ได้แก่

   -  เมล็ดที่ใหญ่ และกลม มีเมล็ด ๔,๗๐๐ เมล็ด ใน ๑ กิโลกรัม มีอัตรา การงอกสูงสุด ร้อยละ ๘๐

   -  เมล็ดที่เล็ก และกลม มีเมล็ด ๑๑,๖๐๐ เมล็ด ใน ๑ กิโลกรัม มีอัตราการงอก ร้อยละ ๓๒

  -  เมล็ดที่ใหญ่ แต่แบน มีเมล็ด ๗,๔๐๐ เมล็ด ใน ๑ กิโลกรัม มีอัตราการงอก ร้อยละ ๕

  -  เมล็ดที่เล็ก แต่แบน มีเมล็ด ๑๘,๐๐๐ เมล็ด ใน ๑ กิโลกรัม มีอัตราการงอกต่ำสุด คือไม่งอกเลย

      การเลือกซื้อ จึงมีผลต่อการงอกของมูคูนา และแนะนำให้ซื้อเมล็ดที่มีขนาด ไม่มากกว่า ๗,๐๐๐ เมล็ด ใน ๑ กิโลกรัม จึงจะมีอัตราการงอกประมาณไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๖๐๗๐

การเพาะเมล็ดให้เพาะในถุงซึ่งใส่ดินร่วนทรายเท่านั้น โดยใช้วิธีการเดียวกับ ซีรูเลียม เนื่องจากดินที่อุ้มน้ำมากเกินไป มีผลทำให้การงอกต่ำ พันธุ์ปลูกใช้เถาชำง่ายกว่า การใช้เถาตัดท่อนละ ๓ ข้อ ปักชำใน ถุงซึ่งใส่ดินร่วน รดน้ำวันละครั้ง รากจะงอก ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เพียง ๔ – ๖ สัปดาห์ ก็ปลูกลงแปลงได้ ประหยัดค่าพันธุ์ ได้มาก ไม่ยุ่งยาก และแน่ใจได้ว่าไม่ต้องมี การปลูกซ่อม  การบำรุงรักษาง่าย ช่วง ๓ เดือนแรก ให้ถากวัชพืชรอบๆหลุมปลูก จะช่วยให้มูคูนาเติบโตได้ดีขึ้น หากไม่มีฝนหลังปลูก หากรดน้ำได้ รดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ และอาจใส่ปุ๋ยบำรุง ช่วย หลังจากปลูก ๑๒เดิอน เนื่องจากมูคูนาตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดีมาก 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2011 เวลา 10:26 น.