ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

บทความ IT การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น
การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น PDF พิมพ์
KM สำหรับพนักงาน - บทความ IT
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 03 ตุลาคม 2011 เวลา 09:58 น.

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีส่วนช่วยในการอำนวยความสะดวกต่อการทำงานในชีวิตประจำวันมากขึ้น เมื่อมีการใช้งานมาระยะหนึ่ง เครื่องย่อมเกิดอาการขัดข้องหรือเสียหายขึ้นได้ เราจึงจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาให้เครื่องอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะมีตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงที่จะทำให้งานที่อุตส่าห์ทำเป็นเดือนๆ หายไปได้ในพริบตา หรือไม่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นได้อีกเลย วิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์นั้นก็คือ ป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นวิธีที่ช่วยให้สามารถใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นานขึ้น จึงจำเป็นต้องรู้จักปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการขัดข้องหรือเสียหาย และวิธีการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

 ปัจจัยที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการขัดข้องและใช้งานไม่ได้

1.            ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

1.1            ความร้อน ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในเครื่องเกิดจากการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละชิ้น ซึ่งความร้อนนี้หากสูงเกินขอบเขตที่ฮาร์ดแวร์ทนได้ ก็จะทำให้เกิดการเสื่อมของชิ้นส่วนอุปกรณ์นั้น ดังนั้นจึงต้องมีวิธีที่ใช้ในการระบายความร้อนออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์

1.2            ความชื้นเป็นตัวการทำให้คอมพิวเตอร์เสื่อมสภาพเร็วและอาจทำให้อุปปกรณ์ภายในเป็นสนิมขึ้น สนิม คือออกไซด์ของเหล็กที่ทำปฏิกิริยากับอากาศและความชื้น ทำให้เนื้อเหล็กเปลี่ยนสีส้มและกร่อนขึ้น โดยเฉพาะตัวเคสที่เป็นเหล็ก นอตยึดเคสและเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ที่ร้ายแรงอาจเกิดสนิมที่ ตัวเก็บประจุแบบกระบอกและขาของตัวต้านทานภายในแผงวงจร

1.3            ฝุ่นละออง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เสียหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากฝุ่นละอองจะเข้าไปขัดขวางทางเดินของกระแสไฟฟ้าบนแผงวงจร ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ชิ้นนั้นทำงานได้ไม่เต็มที่หรือทำงานติดขัด นอกจากนี้ ฝุ่นละอองยังเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้ความร้อนระบายออกไปได้

1.4            น้ำหรือของเหลว เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เกิดการลัดวงจรเสียหายได้ เนื่อง จากชิ้นส่วนอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการทำงาน และน้ำก็เป็นตัวการที่ทำให้กระแส ไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นจึงไม่ควรนำน้ำหรือของเหลวใด ๆ เข้าใกล้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

1.5            สนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจจะไปรบกวนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ และถึงกับทำให้คอมพิวเตอร์ที่ถูกรบกวนเสียหายได้ เช่น ลำโพงจากชุดมัลติมีเดีย ที่ไม่มีชุดป้องกันสนามแม่เหล็กไม่ให้แผ่กระจายออกไป สามารถทำอันตรายจอภาพแสดงผลได้ เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาจากลำโพงจะไปรบกวนสัญญาณของหลอดภาพที่อยู่ภายในตัวจอภาพ ทำให้การแสดงภาพและสีผิด เพี้ยนไป และเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ทำให้จอภาพที่ถูกรบกวนด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่สามารถแสดงผลได้ครบทุกสี หรือจอภาพอาจจะเสียไปเลยก็ได้ หรือสนามแม่เหล็กจะรบกวนการทำงานของอิเล็ก ทรอนิกส์บางตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดดิสก์กับฟล็อปปี้ดิสก์ไม่ให้วางอยู่ใกล้กับสนามแม่เหล็กเด็ดขาด เพราะข้อมูลจะถูกทำลายจนเสียหายใช้การไม่ได้

1.6            ระบบไฟฟ้า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการเสียหายได้เสมอ เช่น ไฟฟ้าดับบ่อย ไฟกระชาก ไฟตก ไฟเกิน หรือเกิดฟ้าผ่าในช่วงฤดูฝน มีผลเสียต่ออุปกรณ์ภายในโดยเฉพาะ ฮาร์ดดิสก์ เพราะหัวอ่านจะกระแทกหรือแกว่งตามกระแสไฟทำให้จานแม่เหล็ก (เพลต) หรือบริเวณข้อมูลฮาร์ด ดิสก์เสียหายตามมา

2.            ปัจจัยด้านระบบเครื่องคอมพิวเตอร์        

     2.1            ด้านตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Hardware)

        2.1.1            ชิ้นส่วนอุปกรณ์หรือขบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน

        2.1.2            ขั้วต่อสายไฟหรือปลั๊กเสียบสายหลุดหรือไม่แน่น หรือสายไฟชำรุด

        2.1.3            การต่อสายไฟ สายส่งข้อมูลต่าง ๆ หลวมหรือต่อไว้ไม่แน่นดีพอ

        2.1.4            การเสียบแรม ขั้วต่อสายหรือการ์ดต่าง ๆ หลวมหรือไม่แน่น แรมหรือการ์ดต่าง ๆ เริ่มมี ปัญหาหรือใกล้จะเสีย

        2.1.5            หน้าสัมผัสของหน่วยแสดงภาพ (Graphic Card) หรือการ์ดต่าง ๆ ไม่แน่นหรือเสีย

        2.1.6            แผงวงจรหลัก (Main Board) ภายในเครื่องอาจเสื่อมสภาพจากการใช้งาน หรือมีสิ่งสกปกที่เกิดจากฝุ่นเกาะจับจุดสัมผัสของอุปกรณ์ทำให้อุปกรณ์เกิดการลัดวงจร (Short Circuit) หรือความร้อนขึ้นสูงเกินกว่าอุปกรณ์นั้นจะทนทานได้ ถ้าฝุ่นเกาะพัดลม ทำให้หมุนช้าลงแถมฮีทซิงค์ร้อนขึ้นกว่าเดิมด้วย

       2.1.7            ฮาร์ดดิสก์ เริ่มมีปัญหา เสื่อมสภาพหรือใกล้จะเสีย

       2.1.8            ถ่านแบตเตอรี่บน Main Board เสื่อมสภาพลงหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว

       2.1.9            ตัวชุดจ่ายไฟ (Power Supply) อาจเสื่อมสภาพหรือเสีย

      2.1.10        ความร้อนที่เกิดจากพัดลมระบายความร้อนของซีพียู พัดลมระบายความร้อนภายในเครื่องอาจเสื่อมสภาพลงหรือเสีย

   2.2            ด้านโปรแกรม (Software)

      2.2.1            ตัวระบบปฏิบัติการ Windows เอง เป็นผลเนื่องจากระบบของ Windows ยังมีปัญหาต่างๆ จึงจำเป็นต้องทำการ Update อยู่เสมอและต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่เรื่อย ๆ

     2.2.2            ปัญหาที่เกิดจากโปรแกรม Driver เสียหายหรือไม่ถูกต้อง

     2.2.3            การติดตั้งโปรแกรมและเกมที่ Download จาก Internet อาจทำให้มีไวรัสแฝงอยู่ในโปรแกรมเหล่านั้น

     2.2.4            การลงโปรแกรมไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหากับซอฟต์แวร์บางตัว

     2.2.5            ไฟล์เสียหายที่เกิดจากไวรัสเข้ามาทำลายและโปรแกรมไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เช่น มัลแวร์ (Malware) มีมากมาย อาทิ ไวรัส (Viruses) เวิร์ม (Worms) ม้าโทรจัน (Trojan Horses) Logic bombs และประตูหลัง (Back doors)

  2.3            ด้านผู้ใช้งาน (User)

     2.3.1            การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ถูกวิธี

         2.3.1.1          การปิดเครื่อง ถ้าเครื่องกำลังอ่านหรือทำการบันทึกข้อมูลอยู่ไม่ควรกดปุ่ม Power off หรือปุ่ม Reset จนกว่าเครื่องจะอ่านหรือทำการบันทึกข้อมูลจนเสร็จ

        2.3.1.2          การลบไฟล์หรือการย้ายไฟล์ผิด

        2.3.1.3          การถอดถอนโปรแกรม (Uninstall) ออกจากเครื่องที่ไม่ได้ใช้การ Remove ของโปรแกรม Windows หรือ Uninstall ของโปรแกรมนั้น ๆ เอง

        2.3.1.4          การติดตั้งโปรแกรมเกินความจำเป็น

        2.3.1.5          การขาดการใช้วิจารณญาณในการ Download ไฟล์ต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้เป็นขยะและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าไวรัสต่าง ๆ

       2.3.1.6          ก่อนที่จะเกิดปัญหาได้มีการทำอะไรบ้าง เช่นลงโปรแกรมเพิ่มหรือเพิ่มการ์ดในเครื่อง นั่นอาจเป็นสาเหตุหลักก็ได้

     2.3.2            การขาดการดูแลรักษาเครื่อง

       2.3.2.1          ควรทำ ScanDisk เพื่อตรวจหาข้อผิดพลาด อย่างน้อยเดือนละครั้ง

       2.3.2.2          ควรทำ Disk CleanUp เพื่อลบไฟล์ที่ไม่ต้องการ อย่างน้อยเดือนละครั้ง

       2.3.2.3          ควรทำ Disk Defragment  เพื่อจัดเรียงข้อมูลให้ต่อเนื่องกัน อย่างน้อย 3  เดือนต่อครั้ง

       2.3.2.4          ควรทำ Create a Restore point   ก่อนที่จะมีการติดตั้งหรือถอดถอนโปรแกรม ถ้าเกิดมีปัญหาสามารถเรียกย้อนคืนกลับมาได้

    2.3.3            การขาดการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์

      2.3.3.1          ควรมีเครื่องสำรองไฟ (UPS) เพื่อป้องกันไฟดับ ไฟกระชาก ไฟตก ไฟเกิน

      2.3.3.2          ควรติดตั้งโปรแกรม Anti Virus และ Anti SpyWare และต้องหมั่น Update อยู่เสมอเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากอินเตอร์เน็ต และควรเพิ่มการใช้การวิจารณญาณ ในการ Download ไฟล์

      2.3.3.3          ถ้าจำเป็นต้องมีการแชร์ริ่งไฟล์ ควรตั้งค่า Permissions ให้อ่าน (Read) เท่านั้น

      2.3.3.4          ควรตั้ง User Name และ Password ก่อนเข้าใช้เครื่อง

 

ส่วนประกอบภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

          ก่อนที่จะทำการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องทำความเข้าใจในส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องที่จะทำการบำรุงรักษาก่อน โดยภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีอุปกรณ์ที่สามารถถอดหรือเปลี่ยนได้ ดังนี้

  1. แผงวงจรหลัก (Main Board)
  2. หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)
  3. หน่วยความจำหลัก (RAM)
  4. ถ่านแบตเตอรี่เลี้ยง CMOS (Battery)
  5. Power Supply Unit (PSU)
  6. หน่วยบันทึกข้อมูล (Hard Disk)
  7. Optical Drive (CD/DVD Drive)
  8. Floppy Disk Drive
  9. สายสัญญาณต่าง ๆ ตามข้อ 6-8
  10. พัดลมระบายความร้อน
  11. หน่วยแสดงผลภาพ (Graphic Card)
  12. หน่วยแสดงผลเสียง (Sound Card)
  13. Network Card (LAN Card)
  14. Modem

                    ปัจจุบัน หน่วยแสดงผลภาพ หน่วยแสดงผลเสียง และ Network Card  ส่วนใหญ่จะ Built-in On Board เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ส่วน Modem อาจจะไม่มีให้เห็นในเครื่องรุ่นใหม่ ๆ เพราะเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อสื่อสารและความนิยมในการใช้ได้เปลี่ยนไป โดยหันมาใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ใช้อุปกรณ์ Router ภายนอกแทน

 ข้อควรทราบการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์

เครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลังจากที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows แล้ว เราสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ว่าได้ติดตั้งอุปกรณ์อะไรบ้าง ยี่ห้ออะไร รุ่นไหน มีคุณสมบัติเป็นอย่างไร สามารถตรวจสอบได้ดังนี้

1.      ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์

1.1               คลิกขวาที่ My computer -> Properties

1.2               คลิกที่แท็บ Hardware

1.3               คลิกที่ Device Manager

 

สมมุติว่า ถ้า Driver ที่ติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกต้อง Computer Name (TUNG) ภายใต้อุปกรณ์ต่าง ๆ จะไม่ปรากฏสัญลักษณ์ที่เป็นสีแดงหรือสีเหลือง

  • ถ้าภายใต้อุปกรณ์ใดมีเครื่องหมายกากบาทสีแดง (X) ปรากฏอยู่ แสดงว่าอุปกรณ์นั้นถูก Disable ไว้ไม่สามารถใช้งานได้ จนกว่าให้คลิกขวา แล้วคลิก Enable
  • ถ้าภายใต้อุปกรณ์ใดมีเครื่องหมายอัศเจดีย์สีเหลือง (!) ปรากฏอยู่ แสดงว่าอุปกรณ์นั้นไม่ได้ติดตั้ง Driver หรือติดตั้ง Driver ไม่ถูกต้องหรือ Driver เกิดการเสียหาย อุปกรณ์นั้นยังไม่สามารถใช้งานได้ ให้คลิกขวาที่อุปกรณ์นั้นแล้วคลิก Uninstall จากนั้นให้ Restart เครื่องใหม่ แล้วติดตั้ง Driver ที่ถูกต้องลงไปใหม่แทน

หรือ ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม

คลิกที่ปุ่ม Start -> Program ->  Accessories -> System Tools -> System Information

 

2.         ติดตั้งโปรแกรมเท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น โปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ให้เอาออกจากเครื่อง           

2.1               ตัวระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP,  Microsoft Windows 7

2.2               โปรแกรมด้านเอกสาร Microsoft Office

2.3               โปรแกรม Antivirus, AntiSpyWare เช่น Trend Micro, NOD32 Antivirus, Kaspersky  หรืออื่น ๆ เพียงโปรแกรมเดียวเท่านั้น

2.4               โปรแกรมเปิดไฟล์ PDF เช่น Adobe Reader

2.5               โปรแกรมแยก-บีบอัดข้อมูล เช่น WinZip, WinRAR, 7-Zip

2.6               โปรแกรมเขียนแผ่น CD เช่น Nero Burning

2.7               โปรแกรมด้านบันเทิง เช่น Windows Media Player,  K-lite,  Power DVD

2.8               โปรแกรมที่ใช้เฉพาะงาน

 3.         หมั่นตรวจสอบ Windows Update และ HotFix อย่างสม่ำเสมอ

เป็นที่ทราบกันดีว่า Microsoft Windows ที่เราใช้อยู่ไม่ว่าจะเป็น Windows Version ไหน นั้นมีช่องโหว่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน  ปัญหาจากความผิดพลาดด้านความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่ต้องทำการ Update เพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ ซึ่งความปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยของการใช้งานหมายถึง ข้อมูลของผู้ใช้ งานจะไม่อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม ดัดแปลง แก้ไข และเสียหายจากการที่ระบบถูกเจาะผ่านทางข้อผิดพลาดต่าง ๆ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความลับทางการค้า หรือข้อมูลอันมีค่าต่าง ๆ ที่เก็บไว้ด้วย ถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้การทำงานต่าง ๆ ชะงัก หรือต้องแก้ไขกันอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว และมักจะรุนแรงกว่าความผิดพลาดของการใช้งานปกติหลาย เท่าตัวทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการถูกโจมตีจากความผิดพลาดของโปรแกรมอย่าง Worm ที่ชื่อว่า Blaster และ Sasser ที่ใช้ช่องโหวด้านความปลอดภัยของ Service ในตัวระบบปฏิบัติการ Windows เอง ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อผู้ใช้ทั้งผู้ใช้ตามบ้านและบริษัทต่างๆ มากมาย

 4.         ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส

เครื่องที่ติดไวรัสสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบปฏิบัติการ Windows และข้อมูลที่เก็บอยู่ในเครื่องได้ ทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องลดลง และยังสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ ไวรัสนั้นติดมาได้ 2 ทาง คือ

4.1               จากสื่อบันทึกข้อมูล เช่น แผ่นดิสก์ หรือ Flash Drive หรือแผ่น CD ที่เรานำมาใช้

4.2               จากระบบเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ไฟล์หรือไป Download โปรแกรมมา หรือ ไวรัสที่ส่งมากับอีเมล์ หรือเว็บไซต์ที่ติดไวรัส วิธีป้องกันที่ดีที่สุด ให้ติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสที่เครื่อง เช่น Trend micro, Nod32  Antivirus, McAfee's VirusScan, Norton AntinVirus หรือที่เป็นฟรีแวร์ เช่น AVG Antivirus,  Antivir, Rising, Avast เป็นต้น

แต่ในบางครั้งไวรัสตัวนั้นอาจเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่โปรแกรมเหล่านั้นยังไม่สามารถตรวจสอบได้เราก็จำเป็นต้องหมั่น Update ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอหรือไป Download โปรแกรมสแกนไวรัสเวอร์ชั่นใหม่ ๆ มาสแกน

5.         ติดตั้งโปรแกรมไว้ที่เดิม

เมื่อเราได้ติดตั้งโปรแกรมลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว อย่าได้เปลี่ยนชื่อไดเร็กทอรี่ของโปรแกรมหรืออย่าได้ย้ายไฟล์ของมันจากที่ที่มันอยู่ไปไว้ที่อื่นๆ บนฮาร์ดดิสก์ มิฉะนั้นคอมพิวเตอร์จะหาแทร็กของคีย์ไฟล์ไม่เจอ ถ้าเราจะทำการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้ง (uninstall)

วิธีการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้งที่ถูกวิธีทำได้ดังนี้

5.1               คลิกปุ่ม Start ->  Control Panel

5.2               ดับเบิ้ลคลิกที่ Add/Remove Programs

5.3               เลือกโปรแกรมที่เราต้องการจะลบ หรือ ยกเลิกการติดตั้ง

5.4               กดปุ่ม Add/Remove จะปรากฏหน้าต่างการยกเลิกการติดตั้ง

6.         ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ

ควรตรวจสอบฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ เพราะฮาร์ดดิสก์เป็นส่วนที่ใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows และสำหรับเก็บข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ดังนั้นฮาร์ดดิสก์จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลและระมัดระวังอย่างพิเศษ เพื่อรักษาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การสแกนดิสก์ เพื่อหาไฟล์ที่สูญหาย (Lost) และเซ็กเตอร์ที่เสียหาย (bad sector) จะช่วยป้องกันปัญหาของดิสก์ทั้งหมดก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น ในขณะที่การ Defragment   จะช่วยจัดเรียงไฟล์ที่แตกกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบขึ้น

 

7.         วางแผนในการเก็บรักษาข้อมูล

7.1               การเก็บรักษาไฟล์ข้อมูลใน Folder เราจะต้องเก็บรักษาให้อยู่ในส่วนที่ค้นหาง่ายและมีชื่อที่สามารถจด จำได้ง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะลบโปรแกรมหรือข้อมูลเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกทั้งฮาร์ดดิสก์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถทำการสำรองสำรองข้อมูลได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า ไฟล์หรือโปรแกรมไหนที่เราไม่ได้ใช้ควรจะเอาออก เพราะดิสก์ที่ใส่ข้อมูลลงไปมากๆ มักมีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดพลาดได้มากกว่า และการทำงานจะช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ที่ไม่ได้ใส่ข้อมูลจนแน่น

7.2               ข้อมูลที่เป็นไฟล์เอกสารต่างๆที่เราสร้างขึ้นมา ให้เก็บไว้แยกต่างหากออกจากส่วนที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows เช่น เก็บไว้ที่ Drive D:\ประเภทของงาน แล้วจึงทำการสร้าง Shortcut ไว้ที่หน้า Desktop อีกครั้งหนึ่งเพื่อความสะดวกในเวลาเปิดไฟล์

 8.         สำรองข้อมูลที่มีค่าอย่างสม่ำเสมอ

การสำรองไฟล์ข้อมูลของเรามีความหมายง่ายๆ ก็คือเป็นการทำสำเนาเผื่อเอาไว้ ถ้าต้นฉบับถูกทำให้สูญหายหรือเสียหายไป เราก็ยังสามารถนำเอาสำเนามาใช้ได้ เราสามารถสำรองฮาร์ดดิสก์ไปยัง Flash Drive หรือเขียนลงแผ่น CD ได้ ถ้าเราทำธุรกิจมีข้อมูลที่สำคัญมากๆ เช่น ข้อมูลของสินค้า ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลด้านบัญชี ข้อมูลบุคคล เราควรจะสำรองมันทุกๆ วันเป็นมาตรฐานเอาไว้ แต่ถ้าเราเป็นผู้ใช้ตามบ้าน ก็ควรจะการสำรองไฟล์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หรือสำรองข้อมูลในแต่ละวันเมื่อมีการแก้ไข อาจใช้วิธี Copy ธรรมดาก็ได้ ถ้าต้องการสำรองข้อมูลที่เป็น Folder อาจใช้วิธีการบีบอัด (ZIP) ไฟล์ก่อนแล้วค่อย Copy ก็ได้

 9.         รักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ

ฝุ่นสามารถทำให้ชิปภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้อนขึ้นได้มากกว่าปกติธรรมดา และยังเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนระบายความร้อนของอากาศอีกด้วย ให้ปิดเครื่องและใช้ผ้าแห้งหรือใช้น้ำยาสำหรับเช็ดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเช็ดทำความสะอาดภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ส่วนภายในเครื่องให้เปิดฝาเครื่องออก ทำการเป่าฝุ่นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง อย่าเช็ดด้วยเศษผ้าเด็ดขาดเพราะจะไปเกี่ยวดึงส่วนต่าง ๆ ทำให้เครื่องเกิดการเสียหายได้

 10.     ระวัง e-mail content และไฟล์แนบที่มากับ e-mail

ไวรัสและโปรแกรมมุ่งร้ายต่าง ๆ มักจะติดมากับไฟล์แนบที่มากับ e-mail เพราะฉะนั้นก่อนจะเปิดไฟล์แนบใด ๆ ก็ตามให้ระมัดระวังโดยดูจากนามสกุลของไฟล์ และพิจารณาเหตุผลที่มีการส่ง e-mail ฉบับนี้มาหาเรา ตลอดจนต้องระวัง e-mail content ที่มีลักษณะเป็นลิงค์เชื่อมโยง (Hyper Link) ในเนื้อความของ e-mail ถ้าเรากด Hyper Link นั้น โดยไม่ระมัดระวัง อาจติดกับที่แฮกเกอร์ได้วางไว้ ตัวอย่างเช่น การหลอกลวงแบบ Phishing ที่กำลังฮิตอยู่ในเวลานี้

 11.     ปิดเครื่องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

เมื่อใดก็ตามที่เสร็จจากการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะเลิกการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่าได้ปิดเครื่องเลยทันที เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการเก็บหน่วยความจำแคช ปิดไฟล์ และ บันทึกข้อมูลค่าคอนฟิกกูเรชั่นต่างๆ ก่อนที่จะทำการปิดเครื่อง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ shutdown ตามขั้นตอนก่อนเสมอ

การ Shutdown เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยคลิกที่ปุ่ม Start -> Shutdown แล้วกด OK เท่านี้เครื่องคอมพิว เตอร์ก็จะจบการทำงานได้อย่างถูกต้อง

 ขั้นตอนการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์

1.      กำจัดขยะในเครื่องเดือนละครั้ง

1.1            การเพิ่มเนื้อที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์

การเรียกใช้ Disk Cleanup เพื่อช่วยเพิ่มที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์ของคุณได้ Disk Cleanup จะค้นหาฮาร์ดดิสก์ของคุณ จากนั้นจะแสดงรายการแฟ้มชั่วคราว แฟ้มอินเตอร์เน็ตชั่วคราว และแฟ้มโปรแกรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งคุณสามารถลบออกไปได้อย่างปลอดภัย โดยมีขั้นตอนดังนี้

คลิกปุ่ม start -> Programs -> Accessories -> System Tools -> Disk Cleanup

 

จากนั้นก็เลือก Drive ที่ต้องการ แล้วคลิก OK  จากนั้นก็เลือกไดเร็คทอรีที่เก็บไฟล์ชั่วคราวที่ปรากฏขึ้นมา แล้วคลิก OK หรือ ดับเบิ้ลคลิก My Computer คลิกขวาไดร์ฟ C: แล้วคลิก Properties คลิกที่ Disk Cleanup

 

ให้คลิกเลือกหัวข้อที่ต้องการลบ แล้วคลิก OK

1.2            รูปภาพต่าง ๆ ที่ถ่ายมาจากกล้องถ่ายรูป เมื่อดูเสร็จแล้วควรลบออก เหลือเท่าที่จะนำไปใช้งาน

1.3            ให้ Remove หรือ Uninstall  โปรแกรมที่ไม่ใช้งานออกจากระบบเครื่องคอมพิวเตอร์

1.3.1            คลิกปุ่ม start -> Settings -> Control Panel -> Add or Remove Programs

1.3.2            คลิกเลือกโปรแกรมที่ต้องการลบออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์

1.3.3            คลิกปุ่ม Change/Remove  แล้วดำเนินการตามข้อความที่ปรากฏขึ้นมา

 

 

 

2.      ควรทำการตรวจหาข้อผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์

บางครั้งความผิดพลาดจากการทำงานของโปรแกรมต่าง ๆ อาจส่งผลให้ชิ้นส่วนย่อยบางส่วนของไฟล์ขาดหายไป หรือเชื่อมโยงกันไม่ถูกต้อง ถ้าตรวจพบมันจะเก็บบันทึกไว้เป็นไฟล์นามสกุล .CHK ในไดเร็คทอรีหลักของระบบ (Root Directory) ซึ่งคุณสามารถเปิดดูได้ในรูปของเท็กซ์ไฟล์  ถ้าไม่มีข้อมูลสำคัญที่ต้องการ คุณก็สามารถลบทิ้งไปได้ ซึ่งความผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น ทำให้ข้อมูลที่บันทึกไว้ผิดเพี้ยน หรือรบกวนการทำงานของ Windows (หากไฟล์ดังกล่าวเป็นไฟล์ของระบบ)

นอกจากนี้ส่วนย่อยของไฟล์ที่ทำการเชื่อมโยงที่ขาดหายไป จะทำให้โปรแกรมต่าง ๆ ไม่อาจใช้เนื้อที่ส่วนนั้นได้อีก คุณจึงเสียเนื้อที่ดิสก์ไปโดยใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  ดังนั้นการตรวจหาข้อผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์ก็เพื่อตรวจสอบความผิดพลาดภายนอกและการทำงานภายในของฮาร์ดดิสก์ได้ ทั้งยังสามารถตรวจหาความชำรุดของพื้นผิวดิสก์บาง ส่วนซึ่งจะทำให้ใช้เก็บบันทึกข้อมูลไม่ได้ (Bad Sector) แล้วทำเครื่องหมายไว้ไม่ให้ใช้งาน ก่อนที่คุณจะสูญเสียข้อมูลสำคัญไป ขั้นตอนการตรวจหาข้อผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์มีดังนี้

2.1            ดับเบิ้ลคลิกที่ My Computer

2.2            คลิกขวาที่ Drive C: -> Properties

2.3            คลิกที่แท็บ Tools

2.4            คลิกที่ปุ่ม Check Now… 

2.5            คลิกที่ปุ่ม Start

 

 

แต่ถ้าต้องการให้เครื่องตรวจสอบและกู้ข้อมูลที่ฮาร์ดดิสก์ เกิดความเสียหาย ให้คลิกเลือกข้อ Scan for and attempt recovery of bad sectors ก่อนกดปุ่ม Start  

3.      การจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์และเพิ่มประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์

ขณะที่ Windows บันทึกไฟล์ลงในฮาร์ดดิสก์ข้อมูลดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็นชิ้นย่อย ๆ แล้วแยกกันจัดเก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของดิสก์อย่างกระจัดกระจาย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นมีเนื้อที่บริเวณใดของดิสก์บ้างที่ยังว่างอยู่ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกสุดเนื้อที่ว่างของดิสก์จะอยู่ต่อเนื่องกันโดยตลอด เป็นเพราะเมื่อใช้งานจะต้องมีการลบไฟล์เก่า ไฟล์ที่สร้างชั่วคราวและมีการเพิ่มไฟล์ใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งแต่ละไฟล์ก็มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อผ่านไปสักระยะเวลาหนึ่งจึงทำให้เนื้อที่ว่างของดิสก์แยกกระจัดกระจ่ายกันออกไป การอ่านและเขียนข้อมูลลงดิสก์จึงต้องใช้เวลามากขึ้น ดังนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่อง เราจึงต้องมาทำการจัดเรียงข้อมูลให้ใหม่ โดยใช้คำสั่ง Disk Defragmenter ซึ่งมีวิธีการดังนี้

คลิกปุ่ม Start -> Programs -> Accessories -> System Tools -> Analyze จากนั้นก็มาดูว่าข้อมูลบนดิสก์กระจัดกระจายมากน้อยอย่างไร ถ้ากระจัดกระจายมากก็ต้องทำการจัดเรียงข้อมูลให้ต่อเนื่องโดยใช้คำสั่ง  Disk Defragmenter ต่ออีกครั้ง แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วข้อมูลยังไม่กระจัดกระจายมากก็ยังไม่ต้องทำการจัดเรียงข้อมูลใหม่

 

 

 

การแก้ไขปัญหาเมื่อคอมพิวเตอร์ใช้งานไม่ได้ สาเหตุหลัก ๆ ดังนี้

1.      เข้าไปเว็บไซต์หรือเข้าระบบงาน สกย. ไม่ได้

1.1     ให้ตรวจสอบโดยถอดสาย LAN ที่เสียบอยู่หลังเครื่องคอมพิวเตอร์ออก แล้วเสียบสายเข้าไปใหม่

  • ถ้ามุมล่างขวามือขึ้นข้อความว่า Local Area Connection is now Connected และแสดง Speed 100.0 Mbps แสดงว่าเครื่องเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้
  • ถ้าเครื่องเงียบไม่ขึ้นข้อความใด ๆ ให้ตรวจสอบที่ Network Connection ว่าถูก Disable ไว้หรือไม่ โดยให้คลิกขวาที่ My Network Places -> Properties  ให้สังเกตที่ไอคอน Local Area Connection ถ้าเป็น Disable ให้คลิกขวา แล้วคลิก Enable จากนั้นที่มุมล่างขวามือจะขึ้นข้อความว่า Local Area Connection is now Connected

1.2      ให้ตรวจสอบการกำหนดค่า Proxy server

1.2.1            เปิดโปรแกรม Internet Explorer (IE) -> Tools ->  Internet Options -> คลิกแท็บ Connections -> คลิกปุ่ม LAN Settings

1.2.2            คลิกเครื่องหมายถูก (/) ที่ข้อ Automatically detect settings

1.2.3            ภายใต้ Proxy server  คลิกเครื่องหมายถูก (/)  ที่ข้อ Use a proxy server for your LAN

1.2.4            ช่อง Address: ใส่ค่า  192.168.2.2   ช่อง  Port:  ใส่ค่า   3128

1.2.5            คลิกเครื่องหมายถูก (/) ที่ข้อ Bypass proxy server for local addresses

1.2.6            คลิก Advanced ที่ช่อง Exceptions ใส่ค่า *.orraf.co.th; *.rubber.co.th

1.3       ให้ทำการลบ Internet Temporary files ออก

    โดยเปิดโปรแกรม Internet Explorer -> เมนู Tools -> Internet Option...คลิกที่แท็บ General

1.3.1            ถ้าเป็น Internet Explorer 6 (IE 6) ให้คลิก Delete Cookies... กับ Delete Files ภายใต้หัวข้อ Temporary Internet files

 

1.3.2         ถ้าเป็น Internet Explorer 8 (IE 8)  ให้คลิก Delete ภายใต้ Browsing History จากนั้นให้คลิกที่แท็บ Advanced แล้วคลิกที่ปุ่ม Restore advanced settings และปุ่ม Reset

 

 

2.      การจัดการเมื่อคอมพิวเตอร์ใช้แล้วแฮงค์หรือค้าง

2.1            ให้รอสักครู่ (ประมาณ 2-3 นาที) เพราะบางครั้งหน่วยความจำ (RAM) ของเครื่องอาจจะมีไม่เพียงพอในการทำงานพร้อมกันหลาย ๆ งานเลยทำให้เครื่องค้างไปสักครู่

2.2            ถ้าเครื่องยังค้างอยู่ ให้กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันทั้ง 3 ปุ่ม จะเห็นว่างานที่เปิดใช้อยู่นั้น งานที่มีปัญหาจะมีข้อความว่า Not Responding ตรงหัวข้อ Status ให้กดปุ่ม End Task เพื่อบังคับให้ปิดงานที่ค้างอยู่นั้น จากนั้นก็สั่ง Restart Computer ใหม่สักครั้ง ก่อนที่จะใช้งานต่อไป

 

2.3            ถ้าเครื่องไม่ตอบสนองกับคำสั่งในข้อ 2  ให้สั่ง Shutdown โดยการคลิกที่ปุ่ม start -> Turn Of Computer -> Turn off  ซึ่งเครื่องอาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ การปิดเครื่องโดยใช้คำสั่ง Shutdown ได้ จะเป็นการเคลียร์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้งานของฮาร์ดดิสก์ ให้เรียบร้อยก่อนการ Shutdown จริง ๆ ในบางครั้ง เมื่อเราสั่ง Shutdown อาจจะมีเมนูขึ้นมาถามว่า ยังมีโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ จะให้รอ ( Wait) หรือปิดเครื่องไปเลย ( Shutdown) เผื่อไว้ว่า บางครั้งเราอาจจะต้องการเวลาบ้าง เพื่อให้มีการ Close โปรแกรมตัวนั้นจริง ๆ ตรงนี้ก็ให้เลือก Shutdown ไปเลย

2.4            แต่ถ้าเครื่องยังไม่ตอบสนองกับคำสั่งในข้อ 3 ขั้นตอนต่อไปคือการกดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กัน 2 ครั้ง ก็จะเป็นการ Restart Computer ใหม่เช่นกัน

2.5            ถ้าทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้วยังค้างอยู่ ให้ทดลองกดปุ่ม Reset ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้ ๆ กับปุ่ม Power แต่ถ้าบางเครื่องไม่มีปุ่ม Reset ให้กดปุ่ม Power  นั้นค้างไว้ประมาณ 10 วินาที จะเป็นการสั่งให้เครื่องปิดเอง วิธีนี้ควรเป็นวิธีสุดท้าย เมื่อแก้ไขด้วยวิธีการอื่นไม่ได้แล้ว แต่เมื่อเราเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ เครื่องอาจจะมีการตรวจสอบการทำงานของฮาร์ดดิสก์ก่อนเสมอ โดยการเรียกโปรแกรม Scandisk ขึ้นมาทำงาน เราควรจะรอให้เครื่อง Scandisk ให้เรียบร้อยก่อน หรือในบางครั้ง หากมีปัญหาค่อนข้างมากจริง ๆ เราอาจจะเห็นเมนูให้เลือกเข้า Safe Mode ซึ่งควรที่จะเลือกเข้า Safe Mode สักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าหากเครื่องไม่มีปัญหาอะไร ก็สั่งให้เครื่อง Restart Windows ใหม่อีกครั้ง ทุกอย่างก็จะกลับมาทำงานเป็นปกติเหมือนเดิม

 

3.            เปิดเครื่องแล้วแต่ไม่มีไฟเข้าเครื่อง    

3.1            ให้ตรวจสอบปลั๊กและสายไฟที่ต่อเข้ากับเครื่องว่าได้เปิดสวิทช์แล้วหรือยัง ขั้วปลั๊กหลวมหรือไม่ มีไฟมาหรือไม่ ตรวจสอบง่าย ๆ โดยหาพัดลมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้ามาเสียบดู

3.2            ให้ตรวจสอบพัดลมของ  Power Supply ที่อยู่หลังเครื่องว่าหมุนหรือไม่

3.3            กดสวิทช์เปิดของ Power Supply  (ถ้ามี)

3.4            ให้ลองเปลี่ยนตัว Power Supply

4.            เปิดเครื่องแล้วมีเสียงร้องปี๊ด ปี๊ด

อาจเกิดปัญหาที่แรม (เสียงปี๊ดยาวกว่า 10 วินาที) หรือการ์ดแสดงผล (เสียงปี๊ดสั้น)   อาจจะไม่แน่นให้ลองถอดแล้วเสียบใหม่ ถ้ายังไม่ได้ให้ใช้ยางลบดินสอถูทำความสะอาดหน้าสัมผัสที่เป็นลายทองแดงทั้ง 2 ด้าน แล้วเสียบเข้าไปใหม่ ถ้ายังไม่ได้ให้ทดลองเปลี่ยนแรมหรือการ์ดแสดงผลดูก่อน

5.            เปิดเครื่องแล้วไม่มีภาพปรากฏ

5.1            ให้ตรวจสอบสายสัญญาณของจอว่าแน่นหรือไม่

5.2            ถ้าเป็นการ์ดแสดงผล Onboard  ให้หาใบใหม่มาใส่ดู

5.3            ในกรณีการ์ดแสดงผลไม่ใช่ Onboard ให้ตรวจสอบการ์ดแสดงผล อาจจะไม่แน่นให้ลองถอดแล้วเสียบใหม่ ถ้ายังไม่ได้ให้ใช้ยางลบดินสอถูทำความสะอาดหน้าสัมผัสที่เป็นลายทองแดงทั้ง 2 ด้าน แล้วเสียบเข้าไปใหม่ ถ้ายังไม่ได้อีก ให้หาการ์ดใบใหม่มาใส่ดู

 6.            บู๊ตเครื่องแล้วค้าง

6.1            ให้สอบถามว่าก่อนที่บู๊ตเครื่องแล้วค้าง ได้มีการทำอะไรกับเครื่องนอกเหนือจากการเปิดใช้งานตามปกติ เช่น ลงโปรแกรมเพิ่มใหม่ ไปลบไฟล์อะไรออกบ้าง มีการโยกย้ายเครื่อง หรือไฟฟ้าดับ

6.2            ให้เลือกบู๊ตเข้า Safe Mode โดยการกดปุ่ม F8 ย้ำ ๆ ขณะบู๊ตเครื่องใหม่ ถ้าบูตได้และมีการลงโปรแกรมเพิ่มใหม่ให้ Remove ออกก่อน`

6.3            ที่หน้า Desk Top ให้คลิกปุ่มขวาของเมาส์ที่ไอคอน My Computer -> Properties -> Hardware -> Devices Manager เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์และ Drivers ต่าง ๆ ว่ามีการแสดงเครื่องหมายที่นอกเหนือจากเครื่องหมาย + (บวก) และ – (ลบ) หรือไม่ ถ้ามีให้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ตัวนั้นเสียที่ตัวอุปกรณ์หรือที่ Driver ถ้าเป็นที่ Driver ให้หา Driver มาลงใหม่

6.4            ถ้าเป็นที่ตัวอุปกรณ์ ให้ถอดอุปกรณ์ตัวนั้นออกมาก่อน

6.5            ให้ใช้แผ่น StartUp Disk  ของ Windows 98/Me บู๊ตเข้า Dos และใช้แผ่นโปรแกรม ntfs4dos เพื่อทำให้ Dos ได้รู้จักระบบไฟล์ ntfs ก่อน จากนั้นค่อยทำการตรวจสอบหาข้อผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์ต่อไป

6.6            ให้ตรวจสอบแรมโดยการหาใบใหม่มาเปลี่ยนดู

6.7            ให้ตรวจดูตัว C (Condenser) บน Main Board ลักษณะของตัว C มีรูปร่างเป็นกระป๋อง โดยให้ดูที่ก้นกระป๋องว่ามีรอยปริออกหรือบวมนูนขึ้นมาผิดปกติหรือไม่ ถ้าเป็นต้องส่งซ่อม

6.8            ให้ตรวจสอบพัดลมระบายความร้อนของ CPU ว่ายังหมุนได้รอบปกติหรือไม่

 7.            เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้า        

7.1            ให้บู๊ตเครื่องใหม่แล้วกดปุ่ม F8 ย้ำ ๆ ขณะบู๊ตเครื่อง เลือกเข้า Safe Mode

7.2            ให้ Turn off system Restore on all drives

7.3            ให้ทำ Disk Cleanup เพื่อลบขยะในเครื่อง และไฟล์ที่ไม่ต้องการ

7.4            ให้ทำการลบ Internet Temporary files ออก

7.5            ให้ทำการตรวจหาข้อผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์ เสร็จแล้วให้บู๊ตเครื่องใหม่

7.6            ให้ยกเลิกการ Turn off system Restore on all drives

7.7            ให้ Remove หรือ Uninstall  โปรแกรมที่ไม่ใช้งานออกจากระบบเครื่องคอมพิวเตอร์

7.8            ให้ทำการแสกนไวรัส

 8.            เมาส์ไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว    

8.1            ให้ดึงสายเสียบออกแล้วเสียบสายเมาส์เข้าไปใหม่

8.2            ถ้าเป็นเมาส์แบบใช้แสงขั้วต่อเป็น USB ให้ลองเสียบเข้ากับช่องใหม่

 9.            ปัญหาเลื่อนเมาส์แล้วกระตุก

เมาส์แบบลูกกลิ้งเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการเมาส์กระตุก เลื่อนตัวชี้ไม่ราบรื่น ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ อาการเหล่านี้เกิดจากสิ่งสกปรกไปเกาะที่ตัวลูกบอลและแกนหมุน ทำให้สัญญาณที่ส่งไปให้เมาส์ไม่สม่ำเสมอ การที่จะการเลื่อนชี้ไปยังตำแหน่งต่าง ๆ  ทำให้ไม่คล่องแคล่วแน่นอน การเลื่อนชี้ไปยังตำแหน่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยาก ลำบาก เสียเวลา ดังนั้นจึงต้องทำความสะอาดเมาส์ มีขั้นตอนดังนี้    

9.1            ให้ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นหงายเมาส์เปิดฝาเอาลูกกลิ้งออก

9.2            ให้เช็ดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่ลูกบอลและแกนหมุนทั้ง 3 (A, B, C) ที่สัมผัสกับตัวลูกบอล หรืออาจจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยสิ่งสกปรกออก (ถ้าให้ดี ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดโดยเฉพาะ) เสร็จแล้วให้ปิดฝากลับเหมือนเดิม

 

 

เขียนโดย : นายธนวัสส์ ประเทืองพงศ์

              ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 03 มิถุนายน 2014 เวลา 11:29 น.