ระบบจัดการความรู้ การยางแห่งประเทศไทย

ผลิตภัณฑ์ยางพารา(ยางแผ่น/ยางรถยนต์/ถุงยาง./ครีม... ผลิตภัณฑ์ยาง
ผลิตภัณฑ์ยาง PDF พิมพ์
ผลิตภัณฑ์จากยางพารา - ผลิตภัณฑ์ยางพารา(ยางแผ่น/ยางรถยนต์/ถุงยาง./ครีม...
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:14 น.

ผลิตภัณฑ์ยาง

 

          อุตสาหกรรมยางพาราเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราขั้นต้นที่นำเอาน้ำยางสดที่กรีดได้จากต้นยางพารามาแปรรูปให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและสะดวกในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ยางพาราที่ผลิตได้แบ่งออกได้เป็น 5 ขนิด ได้แก่

1.     ยางแผ่นรมควัน

2.     ยางแท่ง

3.     ยางเครป

4.     ยางผึ่งแห้ง

5.     น้ำยางข้น

ยางพาราเหล่านี้จะนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น เช่น ยางยานพาหนะ  ประกอบด้วย  ยางรถยนต์  ยางรถจักรยานยนต์  ยางรถจักรยาน ถุงมือยาง  ถุงยางอนามัย ยางรัดของ  และท่อยางต่างๆ  เป็นต้น

 

ภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราของโลก

 

การผลิต

ผลผลิตยางธรรมชาติประมาณร้อยละ  70 มาจากแหล่งผลิตที่สำคัญ  คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย   โดยไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด ซึ่งเน้นที่การผลิตยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น    ยางแผ่นที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด คือ ยางแผ่นรมควันชั้น 3     อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่รองลงมาเป็นอันดับ 2   และผลิตยางแท่งมากที่สุดในโลก  สำหรับมาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับสามของโลกโดยเน้นที่การผลิตยางแท่งเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย  แต่อย่างไรก็ตามทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียก็มีการผลิตยางแผ่นรมควัน แต่ส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควันชั้น 1  ในปัจจุบันศักยภาพการผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียเริ่มลดลง   เนื่องจากขาดแรงงานและมีการลดพื้นที่การปลูกยางมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน  และหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ  โดยเน้นการใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการจึงต้องนำเข้าน้ำยางดิบจากประเทศไทยบางส่วน

          ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในโลกถูกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายชนิด ซึ่งยางธรรมชาติในรูปยางแผ่นรมควันและยางแท่งถึงร้อยละ 70 ที่ผลิตได้ในโลกใช้ผลิตยางรถยนต์ โดยในยางรถยนต์แต่ละชนิดจะมีปริมาณยางธรรมชาติในสัดส่วนที่แตกต่างกันระหว่างร้อยละ 6 36 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ ตลาดการใช้ยางเพื่อผลิตยางรถยนต์จึงมีอิทธิพลในการกำหนดราคายางของตลาดโลก ซึ่งในการผลิตยางรถยนต์นั้นมีบริษัทขนาดใหญ่ 3 บริษัทที่สามารถสร้างอิทธิพลโดยการจับมือกันซื้อยางจากส่วนกลาง คือ บริดจสโตน   มิชลิน และกู๊ดเยียร์ ซึ่งเข้าข่ายกรณีตลาดของผู้ซื้อ (monopsony market)

ส่วนน้ำยางข้นใช้ในการผลิต dipping product  ซึ่งที่สำคัญได้แก่ ถุงมือยาง และถุงยางอนามัย  ซึ่งในระยะหลังตลาดมีการเติบโตค่อนข้างสูงมาก  เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์  เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้บริโภคจึงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์และถุงยางอนามัยกันมากขึ้น 

 

ตารางที่ 3 สัดส่วนของยางธรรมชาติในโครงสร้างล้อยางรถยนต์ประเภทต่างๆ  (% โดยน้ำหนัก)

ส่วนประกอบของยางรถยนต์

รถยนต์นั่ง

รถยนต์บรรทุก

โครงสร้างธรรมดา

โครงสร้างเรเดียล

โครงสร้างธรรมดา

โครงสร้างเรเดียล

1. ยางธรรมชาติ

6

19

29

36

2.ยางสังเคราะห์

37

25

21

11

3. เขม่าถ่านดำ

27

25

25

23

4.สารประกอบเคมี

19

13

11

7

5.ผ้าใบ/เส้นยาง

7

7

10

1

6. เส้นลวดขอบ

4

5

4

4

7.โครงสร้างใยเหล็ก

-

6

-

18

รวม

100

100

100

100

 

ที่มา : ข้อมูลทางวิชาการยางพารา     สถาบันวิจัยยาง  กรมวิชาการเกษตร

 

          ปัจจุบันถึงแม้ว่ามาเลเซียจะมีการผลิตยางธรรมชาติลดลงแต่มาเลเซียก็ยังเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อตลาดยางธรรมชาติของโลก  เนื่องจากมาเลเซียได้รับการวางรากฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางเป็นอย่างดี ตั้งแต่สมัยยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ  โดยมีการพัฒนาคนและการวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางเป็นอย่างดี  และส่งคนไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อศึกษาความเหมาะสมของยางธรรมชาติในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางแต่ละชนิด   ทำให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมยางทั่วโลกยอมรับยางธรรมชาติมาตรฐานของมาเลเซีย มากกว่าของประเทศอื่นๆ  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อมาเลเซียผลิตยางธรรมชาติได้น้อยลงผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางจึงเริ่มมีการปรับตัวเพื่อใช้ยางมาตรฐานของประเทศผู้ส่งออกอื่นๆมากขึ้น 

 

          แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกยางพาราทั้ง 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะพบว่าทั้งสี่ประเทศมีการแบ่งตลาดยางพารากันค่อนข้างชัดเจน  คือ

 ไทยส่วนใหญ่ส่งออกน้ำยางข้น และยางแผ่นรมควัน ซึ่งตลาดหลักคือ ตลาดญี่ปุ่น และจีนที่เทคโนโลยีการผลิตยางรถยนต์ (ผลิตภัณฑ์หลักที่ใช้วัตถุดิบยางพารา) ยังนิยมใช้ยางแผ่นรมควันของไทยที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความยืดหยุ่นสูง คุณภาพดีและราคาเหมาะสม

มาเลเซีย ส่วนใหญ่ส่งออกยางแท่ง ไปยังยุโรปและอเมริกา ที่นิยมใช้ยางแท่งในการผลิตยางรถยนต์  แต่ในช่วงหลังเริ่มเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางแทนการส่งออกวัตถุดิบ

อินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ผลิตยางแท่งเช่นเดียวกับมาเลเซีย แต่ตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา  เนื่องจากกู๊ดเยียร์ใช้อินโดนีเซียเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ

เวียดนาม  ผลิตยางแท่งและน้ำยางข้น ที่มีคุณภาพดีเหมาะกับการผลิตสินค้าที่ต้องการยางคุณภาพดี เช่น ท่อยาง หรือยางที่เป็นส่วนประกอบในรถยนต์  การส่งออกส่วนใหญ่ไปยังจีนและสหภาพยุโรป

 

  การบริโภคยางพาราของจีน

         

จีนมีความต้องการยางธรรมชาติเป็นจำนวนมากในการผลิตยางล้อที่มีทั้ง ยางรถจักรยานยนต์  ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์    ส่วนผลิตภัณฑ์ยางมียางรัดของ  ท่อยาง  รองเท้ายาง  และยางรัดกางเกงหรือชุดชั้นใน  ซึ่งการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดต้องการวัตถุดิบต่างกัน คือ

- ยางแท่งและยางแผ่น ใช้ในการผลิตยางล้อ เป็นส่วนประกอบใน mold เพื่อผลิตส่วนประกอบรถยนต์ และ consumer product เช่น ขอบประตู  หน้าต่าง ยางรองคอสะพาน    เป็นต้น 

- น้ำยางข้น  ใช้ในการผลิต ถุงมือยาง  พื้นรองเท้า  หมอน  ฟูก กาว เป็นต้น

          การใช้ยางธรรมชาติเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมดของจีนนั้นแบ่งได้เป็น 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดเพื่อใช้ในการทำท่อยาง และตลาดเพื่อใช้ในการทำยางล้อ   โดยสามารถแบ่งได้เป็นยางล้อจำนวนร้อยละ 60 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 เป็นยางอื่นๆ เช่น ท่อยาง เทปยาง สายยางปะเก็นน้ำมัน และยางแท่นกันสะเทือน เป็นต้น

 

การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมท่อยาง

 

เมื่อเทียบระหว่างตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดเพื่อทำท่อยางจะพบว่า  ตลาดยางธรรมชาติเพื่อใช้ในการทำท่อยางมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์   ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมท่อยางของจีนในปัจจุบันจะเน้นการพัฒนาท่อยางเจาะน้ำมันที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่   ท่อยางแรงดันสูง และท่อยางที่ใช้ในรถยนต์

 

 การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อในจีน

จีนมีความต้องการยางธรรมชาติเป็นจำนวนมากในการผลิตยางล้อที่ประกอบด้วย ยางรถจักรยานยนต์  ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์    โดยยางรถยนต์แยกเป็นยางรถบรรทุก  ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล  ยางรถที่ใช้ในการเกษตร   และยางล้อเครื่องบิน  ซึ่งปัจจุบันจีนสามารถผลิตยางยานพาหนะได้มากกว่า 1,200 ชนิด โดยมีมาตรฐานถึง 8,500 มาตรฐาน  

ในการผลิตยางล้อนั้นในอดีตนิยมใช้ยางแผ่นในการผลิต โดยยางแผ่นที่ใช้เป็นยางแผ่นคุณภาพต่ำ(ยางแผ่นเกรด 3 ซึ่งเป็นยางแผ่นเกรดที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด) แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้ยางแท่งในการผลิตยางรถยนต์มากขึ้น  เนื่องจาก โรงงานผลิตยางรถยนต์สมัยใหม่สามารถใช้ทั้งยางแท่งและยางแผ่นรมควันเป็นวัตถุดิบ   ต่างจากเทคโนโลยีสมัยเก่าที่เน้นการใช้ยางแผ่นรมควันมากกว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมล้อยางนี้ขึ้นอยู่กับ 2 องค์ประกอบหลักคือ นโยบายทางด้านคมนาคมของจีนทีเกี่ยวกับการสร้างถนนเชื่อมโยงโดยเฉพาะระหว่างเมืองและมณฑลต่าง และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อให้เป็นพาหนะของประชาชนที่มีอำนาจในการซื้อ

 

อุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทย

 

ภาพรวมยางพาราไทย

 

          ยางธรรมชาติเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย   อุตสาหกรรมยางพาราของไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2443  จนกระทั่งปัจจุบัน ไทยก็สามารถผลิตยางธรรมชาติได้มากที่สุดในโลกจากสภาพอากาศร้อนชื้นที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของยางพารา   จากการที่ไทยสามารถผลิตน้ำยางดิบได้เป็นจำนวนมากนี้เองจึงทำให้ไทยมีอุตสากรรมต่อเนื่องเกี่ยวกับยางพาราเกิดขึ้มมากมาย  เช่น  โรงงานผลิตยางแท่ง  ยางแผ่น  ถุงมือยางและยางรถยนต์  เป็นต้น  ปัจจุบันไทยจึงสามารถส่งออกยางพาราได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก

 

การปลูกสวนยางในประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขนาด คือ

1.สวนยางขนาดเล็ก  เป็นสวนยางที่มีพื้นที่ระหว่าง 2-50 ไร่

2.สวนยางขนาดกลาง เป็นสวนยางที่มีพื้นที่ระหว่าง 51-250 ไร่

3.สวนยางขนาดใหญ่  เป็นสวนยางที่มีพื้นที่มากกว่า 250 ไร่

 

การแปรรูปยางขั้นต้นในประเทศไทย

 

การผลิตน้ำยางข้น

 

การผลิตน้ำยางข้นได้จากการนำน้ำยางสดที่รักษาสภาพด้วย สารละลายแอมโมเนีย หรือสารละลายโซเดียมซัลไฟท์  แล้วนำมาปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง เพื่อแยกน้ำและสารอื่นๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำออกไปบางส่วน  จะได้น้ำยางแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.     น้ำยางข้น 60% (Concentrated latex) รักษาสภาพด้วย 0.7% สารละลายแอมโมเนียชนิดเข้มข้นหรือ0.2% สารละลายแอมโมเนียชนิดเจือจาง ร่วมกับสารช่วยรักษาสภาพน้ำยาง

2.     หางน้ำยาง (Skim latex)  นำมาไล่ NH3 แล้วเติม H 2SO4  แล้วผ่านกระบวนการรีดเครพหรือตัดย่อย เพื่อผลิตเป็นสกิมเครพ หรือ สกิมบล็อค

 

การผลิตยางแผ่น  RSS

 

          การผลิตยางแผ่นทำได้โดยการนำน้ำยางสดมากรองแยกสิ่งสกปรกแล้วทำให้จับตัวด้วยกรดฟอร์มิคหรืออะซิติค  จากนั้นนำมาทำนวดและรีดด้วยจักรรีดยางจนยางมีแผ่นหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร  แล้วนำไปผึ่งไว้ในที่ร่มจะได้ยางแผ่นดิบ (Unsmoked sheet,USS)   ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปต่อได้ 2 ทางคือ

          1.ทำยางแผ่นผึ่งแห้ง โดยการอบด้วยลมร้อน อุณหภูมิ 45-65 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน บรรจุหีบห่อ รอการจำหน่าย

          2.ทำยางแผ่นรมควัน โดยการเข้าโรงรมควัน  อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส  ใช้เวลาประมาณ 4-10 วัน  แล้วจัดชั้นด้วยสายตา  บรรจุหีบห่อรอการจำหน่าย

 

การผลิตยางแท่ง STR

 

          ไทยเริ่มผลิตยางแท่งเมื่อปี 2511 เพื่อปรับปรุงรูปแบบให้มีขนาดเหมาะสมกับการใช้ในภาคอุตสาหกรรม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีการตรวจสอบคุณภาพทางวิทยาศาสตร์และจำแนกชั้นตามข้อกำหนดทำให้สินค้ามีมาตรฐานมากขึ้น

          วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยางแท่งใช้ได้ทั้งน้ำยางสดที่ต้องทำให้จับตัวเป็นก้อนก่อน  และยางแห้งที่จับตัวแล้ว  เช่น ยางแผ่นดิบ  เศษยางก้นถ้วย โดยมีขั้นตอนการผลิตแตกต่างกัน คือ

-         การใช้น้ำยางสด ทำได้โดยการนำน้ำยางสดมาเทรวมในถังรวมยางแล้วทำให้ยางจับตัวแล้วตัดเป็นก้อน จึงผ่านเข้าเครื่องเครพ จากนั้นย่อยยางเป็นเม็ดเล็กๆ แล้วจึงอบยางให้แห้งและอัดเป็นแท่งขนาด 33.3 กิโลกรัม

-         การใช้ยางแห้งที่จับตัวแล้ว  สำหรับยางแผ่นดิบสามารถนำมาตัดแล้วอบแล้วอัดเป็นแท่งได้เลย ส่วนเศษยางต้องมารวมในถังรวมยางแล้วตัด ทำความสะอด แล้วบรรจุใส่ถังรวมอีกครั้งก่อนผ่านเข้าเครื่องเครพ ย่อยยางเป็นชิ้นเล็กๆ จึงอบให้แห้งแล้วอัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาด 33.3 กิโลกรัม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:17 น.